Showing posts with label เพื่อนแบบนี้(My friends). Show all posts
Showing posts with label เพื่อนแบบนี้(My friends). Show all posts

Tuesday, April 29, 2014

เพื่อนแบบนี้ฯ Season2 (coz you) *Yaoi* บทที่ 3



เพื่อนแบบนี้ฯ Season2 (coz you) *Yaoi*  บทที่ 3





โดนปลุกขึ้นมาแต่เช้า แถมยังไม่มีอะไรให้รองท้องอีกต่างหาก วันนี้ไม่รู้ไอ้คิมมันเป็นอะไรของมันลุกลี้ลุกลนแปลก ๆ อาหารเช้าก็ไม่ยอมทำ เมื่อคืนกว่าจะเคลียร์กันได้ กว่าจะได้นอน นี่ยังต้องลุกมาอาบน้ำแต่เช้าอีก อากาศก็หนาวเดือนธันวาคมเข้าไปแล้ว


เราออกจากบ้านกันตั้งแต่ 6.30 ยังมืดอยู่เลย ถึงโรงแรมก็เจ็ดโมงกว่าพอดี มันบังคับให้วันนี้ต้องไปกินบุฟเฟ่ด้วยกันน่ะสิครับ ไม่รู้คิดอะไรปกติก็จะทำให้ผมทานที่บ้านแท้ ๆ


“กินน้อยจัง เอาอีกไหมครับเดี๋ยวกูเดินไปตักมาให้”


“ไม่อ่ะ กินที่มึงทำอร่อยกว่าอีก”  ต้องแกล้งชมมันหน่อยต่อไปจะได้ไม่ต้องพามากินที่นี่อีก


ไม่อยากจะบอกเลยว่าพนักงานที่ยืนดูแลอยู่ที่ห้องนี้มีแต่คนรู้จักผมทั้งนั้น แต่ละคนยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ตอนมันกับผมเดินเข้ามาพร้อมกัน ก็คงรู้ ๆ กันอยู่ว่าพวกผมเป็นยังไงไม่ค่อยได้เปิดตัวพร้อมกันสักเท่าไหร่ครับ ก็นะนาน ๆ ทีให้พวกเค้าได้ยิ้มกันบ้าง


“นี่ครับ ทาแยมเมลอนที่มึงชอบให้ด้วย กินให้หมดนะครับโน่” ขนมปังปิ้งทาเมลอนแยมถูกเลื่อนมาให้


“เฮ้ย!  มึงไปเอารสนี้มาจากไหนกูดูแล้วทำไมไม่เห็น”


“พกมาจากบ้านนะสิครับ ก็รู้ว่ามึงชอบหาซื้อที่เมืองไทยได้ที่ไหนล่ะ เดี๋ยวช่วงปีใหม่เราไปเที่ยวญี่ปุ่นกันกูจะซื้อมาเก็บไว้อีก”


“ซื้อทางเน็ตก็ได้ ไปทำไมให้ยุ่งยาก” ผมแย้ง


“ไม่ไปใช่ไหม จะพาไปเที่ยวเนี่ย ไม่ไปเนอะ”


“ป....ไปดิ พูดเล่นน่า กูยิ่งอยากได้เกมส์ใหม่ ๆ อยู่ด้วย”


“แค่เกมส์สั่งซื้อทางเน็ตก็ได้ ไปทำไมให้ยุ่งยาก” ดูมันย้อนผมสิครับ


“คิม!”


“โอ๋  ครับ ครับ กูพูดเล่นหรอก ดูปากซิน่ะ เชิดซะ!” พูดแล้วเอามือมาดึงปากแหลม ๆ ของผมเล่น ผมรีบเม้มเอาไว้ทันที มึงช่างไม่ดูคนรอบข้างบ้างเลยเนอะ


“แล้วอิ่มยังเนี่ย  สายแล้วกูจะขึ้นไปแล้วนะ”


“อืม เดี๋ยววันนี้เดินขึ้นไปส่ง” มันบอกแล้วพยักหน้าเรียกพี่คนดูแลโซนที่พวกผมนั่ง มาเคลียร์บิลนอก


“เฮ้ย!  จะขึ้นไปทำไมกูไปเองได้”


“ไม่ได้ครับ ไอ้โป้งมันกลับมาแล้วช่วงนี้ปล่อยมึงห่างไม่ค่อยได้”


“เหอะ  หวงรึไง”


“แน่นอนสิครับ”  พูดจบโอบไหล่ผมดันเข้าไปในลิฟต์กดเรียกชั้น 10 ออฟฟิศพวกผมเอง เราเดินสวนกันกับพี่โอพอดี มันเลยขอตัวแยกไปคุยกับพี่เค้าที่โซนสูบบุหรี่เห็นบอกว่าไม่ได้เจอกันนาน ผมเดินเข้ามาในห้องวางกระเป๋าลงบนโต๊ะ  ไอ้บีบีนั่งอยู่ที่โต๊ะมันอยู่แล้วหันมามอง


“ไรอ่ะพี่โน่ วันนี้ทำไมพาเฮียมาด้วยได้”


“ไม่รู้มันดิ คงอยากคุยอะไรกับพี่โอล่ะมั้ง”  ผมตอบปัด ๆ ไป


“พี่โน่เจ๋งว่ะ เฮียคิมหล่อซะ!  คนเค้าพูดกันทั้งฟลอร์ วันนี้ไปโชว์หวานที่ห้องอาหารมาใช่ป่ะ”


“ใครบอกมึง”


“โห....มีคนโทรขึ้นมาบอกตั้งแต่เช้าแล้ว นั่งหยิกก้งหยิกแก้มกันงี้” มันบอกพร้อมทำท่าทางล้อเลียนน้ำเสียงกระแดะๆ


เปรี้ยง!!!


“เงียบไปเลยมึงอ่ะ โชว์หวานอะไรกัน  ครั้งต่อไปไม่ใช่แค่ปากกานะที่จะปาใส่มึง”


“โห  เล่นแรงอ่ะพี่เกือบโดนหน้าจอแล้วไหมล่ะ  ผมพูดเรื่องจริงก็ไม่ได้”


“พูดมาก เดี๋ยวกูจับมึงเข้าพวกด้วยแล้วมึงจะหนาว”


“ครับ ๆ ๆ ไม่กล้าแล้ว พี่โน่เนี่ยงอนแล้วน่ารักดีว่ะ”


แชะ!


“อะไรวะ ไอ้บี!  มึงบ้าป่ะเนี่ย”  อยู่ ๆ เอามือถือขึ้นมาถ่ายรูปผม


“ก็พี่โน่หล่ออ่ะ   เดี๋ยว ๆ ส่งรูปก่อน” 


“จะส่งไปไหนน่ะ” ผมถามมันงง ๆ


“เดี๋ยวได้รู้ผลกัน”


มาแล้วครับ ผลของมัน ไอ้คิมเดินหน้าเครียดเข้ามาเลยหยุดลงที่หน้าประตูทำไม้ทำมือคาดโทษผมอย่างจัง เห็นไอ้บีบี ที่นั่งหัวเราะร่วนหันหลังให้แล้วผมอยากจะถีบมันจริง ๆ สร้างเรื่องให้กูอีกแล้ว


*


งานวันนี้ก็เรื่อย ๆช่วงเช้าผมลงไปช่วยที่ห้อง JDA-3 นิดหน่อย เป็นงานขนาดกลางก็ดูแลน้อง ๆ ติดตั้งเซทระบบเครื่องเสียงเล็ก ๆ ช่วงเที่ยงไม่ได้ไปไหนเราทานมาม่ากันที่ห้องทำงานเลย พอช่วงบ่ายสามกว่า ๆ โทรศัพท์จากเฮียนิวโชว์เบอร์เข้ามาหาผมแต่ผมไม่ได้รับสาย ก่อนเลิกงานเลยโทรกลับไป



เฮียบอกข่าวดีมาว่าทางกลุ่มเงินทุน MT ถอนฟ้องเรื่องทรัพย์สินของบ้านผมเรียบร้อย รอแค่ทนายความยื่นถอนล้มละลายเป็นอันว่าจบ โรงงานและหุ้นทั้งหมดถูกเคลียร์คืนให้ตั้งแต่อาทิตย์ที่แล้ว ที่ไอ้โป้งบินไปสิงคโปร์ก็เพื่อไปขอโทษครอบครัวของผมด้วยตัวเอง



เฮียยังเล่าให้ฟังอีกว่าพ่อกับแม่ดีใจกันใหญ่แต่ก็ยังมีเคืองครอบครัวมันอยู่ ก็ของแบบนี้มันต้องใช้เวลาอยู่เหมือนกัน ชื่อเสียงที่สะสมมาไม่รู้ตั้งกี่ปีต้องมาพังทลายลงไป



แต่ที่เหนือความคาดหมายยิ่งกว่านั้นคือ ทางสาขาย่อยของ MT จะยอมอุ้มทุนธุรกิจของเราไปก่อนจนกว่าผลประกอบการจะเกินดุลแล้วจะปล่อยให้ทางเราเป็นอิสระ พูดง่าย ๆ คือจะยอมรับความเสี่ยงแทนนั่นเอง



ผมได้ยินแบบนั้นแล้วก็พลอยโล่งใจ ไม่นึกว่าทุกอย่างจะเป็นไปด้วยดีตามที่มันเคยบอกเอาไว้จริง ๆ ถ้างั้นสิ่งที่มันเคยพูดไว้กับผมเรื่อง งานของมันเสร็จแล้ว  มันหมายความว่ายังไงกัน ?



“พี่โน่กลับเลยรึเปล่า ?” เสียงไอ้บีบีเรียกขึ้น



“อืมไปดิวะ หิวฉิบหายตอนเที่ยงกินแค่มาม่าไม่อยู่ท้องเลยว่ะ”



“งั้นลงไปเร็วหน่อยกินข้าวหน้าโรงแรมกันก่อน   เฮียคิมจะมารับ 6 โมงไม่ใช่เหรอ”



“อืมก็ได้  แล้วมึงจะไปกินอะไร แถวนั้นมันเป็นเพิงไม่ใช่รึไง”



“แบบนั้นแหละยอดเลย พี่คงไม่เคยกินใช่ไหมส้มตำเพิงหมาแหงนน่ะ”  มันพูดถึงเรื่องนี้ทำให้ผมนึกถึงไอ้ด้าขึ้นมาได้ มันเคยพาไปกินร้านเป็นเพิงแบบที่เรากำลังพูดถึงกันอยู่ด้วย   ตอนนี้มันไปทำงานอยู่ที่ประจวบฯ เห็นว่าเป็นบริษัทของพี่ชายงานกำลังไปได้สวยเลย



ผมกับไอ้บีบีกำลังเดินลงบันไดยาวด้านข้างทางขึ้นเนินของโรงแรมเพื่อไปยังร้านที่เราตกลงกันไว้



“ไม่ได้ออกมากินข้าวกับพี่โน่แบบนี้นานแล้ว ตื่นเต้นเป็นบ้า” อยู่ดี ๆ มันก็พูดขึ้น ผมส่ายหน้าอย่างเอือมระอากับคำพูดเปิ่น ๆ ของมัน มันช่างเหมือนกับไอ้ด้าจริง ๆติดผมอย่างกับตังเม ถึงจะตัวเล็กกว่าเยอะ แต่หน้าตามันน่ารักมากครับ ผมนึกหมั่นไส้อดที่จะแกล้งมันไม่ได้



“งั้นคืนนี้ไปค้างกับพวกกูป่ะล่ะ รับรองมึงได้แซบมากกว่าส้มตำลาวส้มตำไทยหลายสิบเท่า”  ผมยกแขนขึ้นไปคล้องคอมันแล้วลากเดินไปด้วยกันทำท่ายื่นจมูกไปใกล้ ๆ แก้มใส ๆของมัน  มันยื้อตัวไว้ทำหน้าทำตารับไม่ได้สุดขีด



“พี่โน่ อย่า! ผมจั๊กจี้นะเล่นอะไรแปลก ๆ ”



“ฮะฮะ  แกล้งมึงสนุกดีว่ะ แก้มมึงท่าทางจะนุ่มดี” พูดแล้วเอามือบิดแก้มมันไปทีนึง



“ไม่ดูแก้มตัวเองบ้าง น่าหอมกว่าแก้มผมอีก”



“อ้าวพูดงี้แปลว่าอยาก มาดิเดี๋ยวกูสงเคราะห์ให้” ผมพูดแล้วยื่นหน้าไปเกือบ ๆ จะชิดริมฝีปากมัน



 เบนซ์สีดำโฉบผ่านทางโค้งขึ้นเนินมาสวนกับพวกผมพอดิบพอดี




เสียงลากล้อจอดลงดัง   เอี๊ยดดดดด! 





ผมกับไอ้บีบี หันไปมองเป็นตาเดียว กระจกหลังถูกเลื่อนลงจนสุดทั้งที่รถยังจอดไม่สนิทดี พร้อม ๆ คนที่อยู่บนรถจ้องมาอย่างแรง



สายตาอย่างกับเหยี่ยว!



ผมรีบเอามือที่กอดคอไอ้บีบีอยู่ลง ท่าทางมันจะกลัวมากก้มหน้าก้มตาโค้งตัวคำนับจนเกือบจะเก้าสิบองศาอยู่แล้ว



“ทะ...ท่านประธาน”  เสียงไอ้บี



ผมมองผ่านสายตาสุดโหดของไอ้ท่านประธานนั่นไป เจอกับไอ้เลขาสุดหล่อของมันที่นั่งอยู่ข้าง ๆ กันจ้องผมกับไอ้บีบีอย่างเอาเรื่อง ไอ้เลขาหนุ่มนั่นเปิดประตูลงมาแล้วเดินเข้ามาหาผม



“ขึ้นไปสิ บอสมีเรื่องอยากคุยกับคุณ” ผมมองไปที่ไอ้โป้ง มันจ้องหน้าไอ้บีอย่างกับจะกินเลือดกินเนื้อซะอย่างนั้น



“คุณอธิป” เสียงเดนิสเลขาของมันเรียกผม



“ผมไม่มีธุระอะไรกับบอสของคุณ”



“โน่!”  เสียงตะคอกดังออกมาจากในตัวรถ พร้อมกับตัวคนที่กำลังเปิดประตูลงมา แววตาที่จ้องผมลุกเป็นไฟเลย  ไอ้เลขามันหน้าตื่นรีบวิ่งเข้าหา



“ขึ้นมาโน่!” มันกัดฟันพูด จ้องผมตาแทบทะลัก ไอ้บีเองก็คงจะงง มันหาที่พึ่งเขยิบเข้ามาชิดผมจนเรียกได้ว่าตัวติดกันผมรีบขยับออก มันก็ขยับตามเข้ามาอีก



ก็รู้นะว่ามันกลัว สายตาไอ้โป้งที่มองมาเป็นใครก็กลัวกันทั้งนั้น แถมยังมีไอ้เลขานั่นอีก  ระหว่างที่เราเก้ ๆ กัง ๆ กันอยู่นั้น ไอ้โป้งปราดเข้ามาถึงตัวมันทันที ดีที่ไอ้เลขามันเข้ามาดักหน้าไว้ ลากมันออกไปพูดอะไรกันสักพัก ไอ้โป้งก็เดินกลับขึ้นไปนั่งรออยู่บนรถอย่างหัวเสีย



“คุณอธิป ถ้าคุณไม่ไปรู้ใช่ไหมว่าเด็กคุณจะโดนอะไร อย่าทำเป็นเล่น บอสมีเรื่องจะคุยกับคุณ กรุณาขึ้นไปด้วยครับ อาจจะเป็นเรื่องเกี่ยวกับครอบครัวของคุณ ทำไมคุณไม่คิดบ้าง” ไอ้เดนิสพูดจบคว้าแขนผมลากขึ้นรถแล้วปิดประตูให้อย่างเร็ว



รถเคลื่อนตัวออกจากโรงแรมในทันทีโดยไม่รู้ว่ากำลังจะตรงไปที่ไหน



“หันมานี่สิครับโน่” 



“.............” เรื่องอะไรผมจะทำตามที่มันสั่ง



“โน่ครับ”



ไม่หัน!



“อยากถูกบังคับใช่ไหม  ชอบแบบนั้น? ” มันคว้าเอาข้อมือผมไปจับไว้จนแน่น ดวงตาที่จ้องมองคมวาบดุดัน



“ไหนว่ามีธุระ ก็พูดไปสิ” ข้อมือยังถูกตรึงไว้กับมือมันแน่น พยายามยื้อคืนเท่าไหร่ก็ไม่เป็นผล



“ไอ้เด็กคนเมื่อกี้มันเป็นใคร”



“ หึ  แย่ว่ะ พนักงานของตัวเองแท้ ๆ ยังจำไม่ได้”



“ความหมายของกูคือมันเป็นใครสำหรับมึง เดี๋ยวนี้ถึงขนาดกอดคอหอมแก้มใคร ๆ ก็ได้ใช่ไหม”



“ไม่ได้หอม! อย่ามาว่ากันนะ”  พยายามแกะมือมันเท่าไหร่ก็ไม่ออก รู้สึกเจ็บมากๆ



“ไอ้คิมมันรู้รึเปล่าว่ามึงเล่นกับไอ้เด็กนี่แบบนี้”



“ไม่ต้องไปเอ่ยถึงคนอื่น รีบพูดธุระให้เสร็จผมจะได้ลงสักที”



“ตอบคำถามกูมา มึงกับไอ้เด็กเหี้ยนั่นถึงขั้นไหนแล้ว”  แววตาวาบไหวจ้องใกล้เข้ามามากยิ่งขึ้น



“ถึงขั้นไหนก็ช่าง  ปล่อยมือ ออกไปห่าง ๆ” ผมเบี่ยงตัวหนีจนหลังชิดประตูรถ



“โน่!”  มันตะคอกแล้วกระชากข้อมือที่จับไว้แน่นอยู่แล้วเข้าหาตัว



“อย่ามายุ่ง ถอยออกไป”  ผมผลักหน้าอกมันออกด้วยมือข้างที่เหลืออยู่ โดนกอดเอาไว้จนแน่น มันบิดข้อมือข้างที่จับไว้ไพล่ไปด้านหลัง



เจ็บ----------!



“มึงขับของมึงต่อไป ได้ยินเสียงอะไรก็ไม่ต้องหันมา”  มันหันไปพูดกับคนขับรถ ในขณะที่กดตัวผมให้ต่ำลงจนติดเบาะ



“หยุดนะ! พอแล้ว เป็นอะไร ปล่อย!”  เจ็บแขนเหลือเกิน แขนที่โดนไพล่ทับอยู่เจ็บมาก


“กูจะไล่มันออก” มันกัดฟันพูด แววตาที่จ้องมองจากด้านบนดุจดังสัตว์ร้ายที่จ้องจะตะครุบเหยื่อ



“เป็นบ้าอะไร ปล่อยนะ....” 



“กูหวงมึง  ไม่อยากให้มึงทำแบบนี้กับใคร แค่ไอ้คิมคนเดียวกูก็สุดจะทำใจได้ กูอดทนมาตลอด 5 ปี พอเห็นมึงทำแบบนั้นกับไอ้เหี้ยนั่นแล้วใจกูแทบขาด โน่!”



“ปล่อยเดี๋ยวนี้รีบพูดธุระมา แล้วก็จอดให้ผมลงเดี๋ยวนี้ เจ็บ ปล่อย!” เจ็บจนน้ำตาผมจะไหลแล้ว แขนผมโดนกดทับไว้ด้านหลัง มืออีกข้างก็ถูกตรึงไว้กับเบาะจนขยับไม่ได้



ในที่สุดมันยอมปล่อยมือออกจากแขนที่ถูกกดทับไว้ด้านหลัง วงแขนผมอ่อนแรงจนชาไปหมด มือใหญ่ยกขึ้นมาแนบประคองแก้มผมไว้แน่น ปลายนิ้วโป้งปาดเช็ดคราบน้ำใสที่หางตา



“อย่าทำแบบนี้อีกนะครับโน่ กูรับไม่ได้” พูดจบกดริมฝีปากจูบลงมาที่ซอกคอจนรู้สึกถึงรอยย้ำที่ตั้งใจฝากเอาไว้



“โอ๊ย------!”  ผมร้องออกมาเมื่อมันลงฟันฝังเข้าไป หางตาเปียกชุ่มไปด้วยน้ำ   มือข้างที่เป็นอิสระก็อ่อนแรงเกินกว่าจะทุบตีมันได้แรง ๆ อย่างที่ใจต้องการ



ผมกัดริมฝีปากไว้แน่นสกัดความโกรธที่พวยพุ่ง ปลายลิ้นสากโลมเลียเข้าที่รอยกัดนั้นเบา ๆ ก่อนจะละตัวออก จ้องมองลงมาด้วยแววตาแสนรวดร้าว



“กูรักมึงโน่ รักมาก รักจนไม่รู้จะทำยังไง.....ตั้งแต่ครั้งแรกที่เราเจอกัน เป็นเพื่อนกัน รักกัน จนกระทั่งต้องห่างกัน  จนถึงวันนี้ความรู้สึกนั้นก็ยังไม่เปลี่ยนแปลง”



...ได้โปรดอย่ารื้อฟื้น…



...เพราะมึงเองที่เป็นคนขอจบความสัมพันธ์นั้น 



ขอร้อง...อย่าทำให้กูหวั่นไหวมากไปกว่านี้



“เรื่องของเรามันจบไปนานแล้ว อย่ามาพูดเหมือนคนมีสิทธิ์อะไรแบบนั้น ปล่อย!”  มือข้างที่ไร้เรี่ยวแรงถึงอยากทุบตีก็ทำจนสุดแรงไม่ได้ รอยกัดที่ลำคอเจ็บจี๊ด ๆ ขึ้นมา



มันก้มลงไปเลียที่รอยนั่นเบา ๆ อีกครั้ง



“เลือดออก” ริมฝีปากจูบลงที่รอยกัด



“เจ็บเหรอครับ”



หึ    มึงถามออกมาได้เนอะ  ถึงจะเจ็บแต่ก็จะไม่บอกมึงแน่อยู่แล้ว



“ถ้าเจ็บ ทีหลังอย่าทำอีก อย่าทำตัวสนิทสนมกับใคร ๆ แบบนั้นอีก ไม่อย่างนั้นกูจะไม่ให้รอยแผลนี้จางออกไปเลย ไอ้พวกเหี้ยห่านั่นมันจะได้รู้ว่ามึงมีเจ้าของแล้ว”



“หยุดพูดนะ!  มึงไม่ใช่เจ้าของกู อย่ามาพูดอะไรแบบนั้น”  ผมขึ้นเสียงใส่อย่างสุดจะทน  ใครเป็นเจ้าของใคร มีสิทธิ์อะไรมาพูดแบบนี้



“ถ้าอย่างนั้นก็ลองทำดูอีกครั้งสิครับ  กูจะได้เตือนความจำให้ ว่ามึงเป็นของ ๆ ใคร” แรงบีบย้ำที่ข้อมือหนักขึ้นเป็นเท่าตัว มือข้างที่เป็นอิสระถูกรวบจับไว้ด้วยมือใหญ่อีกครั้ง



“....พอแล้ว  ขอร้อง”  ผมตัดสินใจบอกออกไป เมื่อสังเกตเห็นแววตาที่เปลี่ยนไปของมัน ขุ่นมัวเต็มที่ด้วยอารมณ์โกรธ



“เจ็บ!  พอแล้ว พอ  ได้โปรด” ใบหน้านั้นโน้มลงมาจนเกือบจะชิด



“อย่า.....”  ผมร้องเสียงหลง เบี่ยงหน้าหนีสุดชีวิต ไม่อยากโดนกดในสภาพแบบนี้



“ ....หวงมาก รู้รึเปล่า ” จู่ ๆ แววตามันก็เปลี่ยนไปกลับกลายเป็นอ่อนโยน  อ้อมแขนประคองหลังผมรวบตัวขึ้นให้นั่งพิงเบาะไว้ ค่อยเกลี่ยปอยผมที่ระข้างแก้มผมเข้าทัดข้างหูอย่างแผ่วเบา



“อย่าดื้ออีกนะครับโน่  กูไม่อยากทำให้มึงเจ็บ”



“....ไหนว่ามีธุระจะคุย”



มันถอนหายใจเฮือกใหญ่คล้ายต้องการสะกดอารมณ์บางอย่างไว้



“โทรบอกไอ้คิมว่าวันนี้กูจะไปส่งมึงเอง”



“ไม่ต้องมายุ่ง ไปส่งกูที่โรงแรม กูจะกลับกับมัน” ผมเถียงออกไปอย่างลืมตัว



“เดี๋ยวนี้ดื้อกับกูตลอดเลยนะ” มันพูดแล้วเอาแขนมากอดคอผมไปซบไว้ที่บ่าแข็งแรงของมัน



“ไม่อยากรู้หรือไง หืม  เรื่องทุกอย่าง........” 



“เดี๋ยวกูโทรบอกมันเองดีกว่า จะได้ฟ้องเรื่องไอ้เด็กเหี้ยเมื่อกี้นี้ด้วย” มันพูดต่อแล้วล้วงโทรศัพท์ออกมาจากกระเป๋ากางเกง



“อะไร!  บอกไปแล้วไงว่าน้องเค้าไม่เกี่ยว”



“เงียบไปเลยครับโน่ มึงอ่ะชอบเล่นอะไรไม่เข้าท่ากับ..”



“ไม่ให้โทรนะ มึงมีเบอร์มันได้ไง”  ผมพยายามคว้าเอาโทรศัพท์มันไว้ไม่ยอมให้มันกด  มือไม้เราปัดป่ายพันกันไปหมด



“เบอร์บ้าน เบอร์มึง กูมีหมดแหละ”



“เดี๋ยว.....”



“ชู่ว์  เดี๋ยวโทรบอกให้อย่าโวยวายครับโน่”  ในที่สุดมือมันก็ชนะ ฝ่ามือใหญ่เอื้อมมาปิดปากผมไว้หลวม ๆ ทำเอาผมอ่อนใจ





Tbc.



Friday, April 11, 2014

เพื่อนแบบนี้ก็มีอยู่ครับ(My friends) *Yaoi* ตอนที่ 24 จบภาค1



ตอนที่ 24   จบภาค 1




PART โป้ง


ผมลากขาเข้าห้องด้วยหัวใจที่แทบไม่มีเหลือ...


ทรุดตัวลงนั่งบนโซฟาตัวเดิมที่โน่ชอบนอนเล่นเป็นประจำ


ยกสองมือขึ้นเสยผมอย่างช้า ๆ   ความคิดถูกไล่เรียง............





“.....ในที่สุดแกก็ต้องมาหาฉันจนได้หลานรัก  เชื่อรึยัง ว่าอาคนนี้ทำได้จริง ๆ อย่างที่พูดนะ”


“เงื่อนไขล่ะ”


“ไม่ยาก  แค่แกเลิกกับเด็กนั่นแล้วไปเรียนต่อซะ  ฉันจะให้คนตามดูเด็กนั่นว่ามันเลิกกับแกแล้วจริงรึเปล่า ส่วนเรื่องเรียนจะเป็นที่ไหนนั้นแกค่อยเป็นคนเลือกเอง”


“ไม่ต้องตามโน่  ถ้าผมรับปากแล้วผมจะทำให้คุณอาก็รู้จักผมดี”


“ก็ได้...ถ้าแกยืนยันอย่างนั้น”


“แล้วจะคืนทุกอย่างให้ครอบครัวเค้าตอนไหน”


“จนกว่าฉันจะแน่ใจว่าแกเลิกกับมันแล้วจริงและไม่มีการติดต่อกันอีก”


“ ถ้าผมไม่ทำ ? ”


“ครอบครัวมันล้มละลายแน่ แกก็รู้อยู่แล้วเรื่องหนี้สินนั้น ถ้าแกไม่ตกลงไปพรุ่งนี้ พวกมันจะต้องขายหุ้นที่เหลือทั้งหมดออกมาชำระค่าทดแทนให้กับเรา ฉันบีบพวกมันจวนตัวจนหมดปัญญาแล้วล่ะมันถึงต้องส่งลูกชายมาแบบนั้น”


“........”


“แกคงคิดว่าฉันร้ายมาก แต่รู้ไว้นะว่าฉันทำเพื่อแกโป้ง  อย่าทำให้เรื่องรัก ๆ ใคร่ ๆ ของเด็กอย่างพวกแกต้องกระทบกระเทือนถึงธุรกิจแบบนั้น ถ้าแกหวังดีกับคนของแกจริงก็จงไปซะ ดีที่สุดแล้วสำหรับทางนั้น  ยอมรับข้อเสนอของอา   นี่ ตั๋วเครื่องบิน”  ตั๋วกระดาษที่ปริ้นมาอย่างดีถูกเลื่อนมาไว้ตรงหน้า


ผมหยิบเอามาพับใส่ลงกระเป๋ากางเกง


“คุณอาต้องรักษาสัญญาด้วย”


“หึ  แกไม่มีทางเลือกอยู่แล้วโป้ง”

....

...




ผมลุกขึ้นสวมผ้ากันเปื้อน เปิดเอาของสดทั้งหมดในตู้เย็นออกมาวางเรียงไว้  ผมจะทำอาหารมื้อนี้ให้โน่เป็นวันสุดท้าย  จะทำแต่ของที่โน่ชอบ  จะต้องให้โน่กินให้อร่อยที่สุด


เราจะต้องห่างกัน....ผมจะต้องไป.....


ผมจะไม่ยอมทำให้ครอบครัวของคนที่ผมรักต้องล้มละลายไปต่อหน้าต่อตาแบบนี้


ทุกอย่างจะเกิดจากผมและครอบครัวของผมไม่ได้


“เฮียไม่ต้องบอกโน่นะ เรื่องนี้ขอให้ผมเป็นคนจัดการเอง ขอร้องครับผมไม่อยากให้โน่คิดมาก อย่าถามถึงเหตุผลทุกอย่าง  ผมคุยกับคุณอาให้แล้ว”  นี่คือคำพูดที่ผมบอกกับเฮียนิวพี่ชายของโน่ไว้


.....


“โป้ง!” 


เสียงเรียกดังเข้ามาพร้อม ๆ กับตัวคนที่ถลาเข้ามาหาผมด้วยหน้าตาที่ตื่นเต้นสุด ๆ   ทรงผมที่ตัดมาใหม่น่ารักสดใสเข้ากับหน้าตาการ์ตูนของมันมากจริง ๆ  แถมยังเล่นสีน้ำตาลอ่อน


สี  ที่ผมเคยบอกกับมันว่า อยากให้มันทำมาตลอด....


“ตัดผมใหม่เหรอครับโน่” ร่างกายยังไม่ขยับทั้งที่อยากคว้าตัวมันมากอดซะเดี๋ยวนี้แต่ก็ทำไม่ได้ ในมือที่กำมีดอยู่กำจนปวดไปหมด  ทุกอย่างต้องข่มเอาไว้


“กูหล่อใช่ป่ะ?”  เสียงมันช่างน่ารักจริง ๆ ผมไม่กล้าแม้แต่จะมองขึ้นไป กลัวน้ำตาตัวเองจะไหลออกมาถ้าเห็นหน้ามันชัด ๆ


“โน่ไปอาบน้ำก่อนนะ กูเตรียมน้ำไว้ให้มึงแช่ด้วย เดี๋ยวออกมาคงเสร็จพอดี”   ความหมายของผมคือผมมีเรื่องจะคุยกับไอ้คิม แต่สำหรับโน่คงหมายถึงเรื่องอาหาร


“จริงนะ งั้นไปอาบน้ำเดี๋ยวออกมา”


ผมเดินเข้าไปหาไอ้คิมหลังจากได้ยินเสียงมันปิดประตูห้องเรียบร้อย


“คิม”


มันเงยหน้าขึ้นมามองเป็นเชิงถาม


“กูจะเลิกกับไอ้โน่”


มันลุกขึ้นทันทีที่ผมพูดจบ


“อะไร!? มึงพูดอะไร”


“กูจะไปนอก ไปเรียนต่อ ไม่อยากให้มันต้องรอกูอีก”


“ทำไมต้องตอนนี้ ?  แล้วทำไมต้องเลิกกัน ?”


“ กูบอกมึงไม่ได้  เป็นเรื่องของบ้านกูกับบ้านมัน มันลามเป็นเรื่องใหญ่โตไปได้ยังไงกูก็ไม่รู้เหมือนกัน”


“ทำไม  ครอบครัวมึงรู้ แล้วเค้าไม่เข้าใจ?”


“..........”


“งี่เง่าว่ะโป้ง  มึงคิดอะไรของมึง”


“กูตัดสินใจแล้ว  เหตุผลที่บอกมึงแล้วก็บอกมันไม่ได้  มึงดูแลมันด้วย” ผมล้วงมือเข้าไปที่กระเป๋าเสื้อ ส่งกระดาษที่ถูกพับไว้อย่างดีให้กับมัน


“กูจะไปพรุ่งนี้ ฝากดูโน่ด้วย  ข้อมูลของมันทุกอย่างกูเขียนกับมือตัวเองอยู่ในกระดาษแผ่นนี้ อย่าให้มันเห็น ช่วย...ดูแลหัวใจของกูด้วย”


“มึงบ้ารึเปล่าโป้ง  ครอบครัวอะไรของมึง ทำไมมึงไม่ไปคุยกับพวกเค้าดี ๆ มึงจะทำร้ายมันมึงรู้ตัวรึเปล่า”


“มึงช่วยออกไปรอที่หน้าประตู กูจะคุยกับมันเอง มันคงขับรถกลับไม่ไหวกูกลัวมันเตลิด ขอเวลากูคิม ขอร้อง  แล้วกูจะติดต่อมาหามึง”


“โป้ง”


“รีบออกไป”


ผัวะ!!


“ขอบใจเพื่อน  กูทำเพราะจำเป็นจริง ๆ”


“มึงอย่ากลับมาทวงของ ๆ มึงคืนก็แล้วกัน ถ้าวันไหนมึงกลับมา กูจะไม่ยกมันให้มึงอีกแล้ว ทำเกินไปแล้วจะทิ้งมันไปแบบนี้”  มันพูดแล้วเดินออกไปอย่างหัวเสีย


“อะไรโป้ง  มีอะไรกัน” โน่วิ่งออกมาจากห้องสวนกันกับไอ้คิมพอดี


“โน่ครับทานข้าวกันเลยนะ วันนี้กูทำแต่ของโปรดมึงทั้งนั้นเลย”  ผมบรรจงตักข้าวให้มัน  ทั้งต้องกัดฟันข่มน้ำตาไว้


อยากเข้าไปกอดมันใจแทบขาด อยากกอดเป็นครั้งสุดท้าย....


ทำไม่ได้  ไม่สามารถทำได้...


อย่าร้องไห้ที่รัก


ทุกอย่างเพื่อวันข้างหน้าของเรา...


ผมจะเติบโตขึ้นและกลับมา....


ไม่ว่ามันจะยังรอผมอยู่หรือไม่


ผมจะกลับมาทวง คำว่า  เพื่อน  ของผมคืน


อย่างน้อย...สำหรับคน ๆ นี้


แม้แต่คำว่า  เพื่อน  ก็มีค่าที่สุดแล้ว....



ขอโทษที่ปิดบัง



ขอโทษที่โกหกทุกอย่างแม้กระทั่ง...หัวใจตัวเอง........



ขอโทษที่ทำผิดสัญญาที่ให้ไว้กับมึง    “กูจะไม่ไปไหน จะอยู่กับมึงกูสัญญา”



อย่าร้องไห้ครับ...คนดี


“รอกูได้ไหมโน่ รอวันที่กูเติบโตขึ้น....แล้วกูจะกลับมาหามึง”    คำ ๆ เดียวที่ผมอยากจะตะโกนบอกมันเหลือเกิน แต่ก็ไม่ได้พูดออกมา จนกระทั่งมันเปิดประตูแล้วเดินก้าวออกไป.....



........


เสื้อสูทถูกวางลงบนพนักวางแขน  ที่นั่งชั้นเฟิร์สคลาสแบบนี้บรรยากาศช่างเงียบเหงา..วังเวง....


เสียงเปียโนดังคลอเคลียอยู่เบา ๆ


แม้จะมีเพื่อนร่วมทางอยู่บ้าง แต่จิตใจว้าเหว่อย่างบอกไม่ถูก


สิ้นเสียงประกาศแว่วมา...


บอกให้รู้ว่าเครื่องไต่ระดับได้ที่แล้ว


เอนตัวลงที่พนักพิง...แล้วหลับตาลงช้า ๆ


.....จุดมุ่งหมายที่แสนไกล.......


......แต่หัวใจยังอยู่ที่นี่....


กูรักมึง....โน่


รอ...กู


แล้ววันหนึ่ง....ไม่นาน.....กูจะกลับมาหามึง


อดทนไว้ครับ...ที่รักของโป้ง......



           “รักโน่...ตลอดไป”





COMPLETE SEASON 1   (มีต่อภาค 2 ภาคโต)


Tbc.


Thursday, April 10, 2014

เพื่อนแบบนี้ก็มีอยู่ครับ(My friends) *Yaoi* ตอนที่ 23



ตอนที่ 23




“โน่ครับ”  เสียงเรียกที่คุ้นเคยทำเอาผมถึงกับสะดุ้ง เป็นเพราะเผลอคิดถึงเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อเช้าจนสมองเริ่มเบลอ นี่ขนาดกำลังค้นแผ่น DVD เก่า ๆ เพื่อเอามาดูเล่นฆ่าเวลา


“ว่าไง” ผมถามออกไปทั้งที่สายตายังจด ๆ จ้อง ๆ กับแผ่นหนังต่าง ๆ ที่อยู่ในมือ


“มาทำขนมช่วยกัน” มันตอบทั้งที่ตัวกำลังง่วนอยู่กับการจัดเตรียมอะไรบางอย่างอยู่ในครัว


หื้อ......ผมคิดว่าตัวเองหูฝาด


“มึงว่าไงนะโป้ง?” คราวนี้ถึงกับทำเอาผมต้องลุกขึ้นถามมันดี ๆ 


“มาทำขนมช่วยกู  เร็ว”


“ขนมไรวะ  มึงจะทำอะไรอีก” ผมลองเดินเข้าไปดูมันใกล้ ๆ 


“กูจะทำคุกกี้เอาไว้ให้มึงน่ะสิ ชอบรสอะไรเอารสนมเนอะ กินแล้วตัวมึงหอมนมดีว่ะ”


“อื้อ  อะไรก็ได้” ดูแล้วก็น่าสนุกดีอยู่หรอกกับส่วนผสมและอุปกรณ์ต่าง ๆ ที่วางเรียงอยู่บนโต๊ะ แต่ผมไม่ค่อยเก็ตอะไรแบบนี้เลย


“หรือว่าเอารสโกโก้ด้วย” มันยังเงยหน้าขึ้นมาถามต่อในขณะที่มือกำลังตอกไข่ใส่ลงในโถ โหโป้งมึงสามารถสุด ๆ ตอกไข่ด้วยมือข้างเดียวได้


“ไม่เอาไม่ชอบโกโก้ เอารสนมอย่างเดียวเวลามึงจูบจะได้หอม ๆ ไง” ผมพูดแล้วมองหน้ามันอ้อน ๆ มันจะได้ลืมไปว่าผมไม่ได้ช่วยอะไรนอกจากนั่งดูอย่างเดียว


แต่.....รอยยิ้มเจ้าเล่ห์ผุดขึ้นมาแล้ว


“อย่ายั่วครับโน่  เดี๋ยวทำไม่เสร็จ” 


“ไม่เห็นต้องรีบ  ทำตอนไหนก็ได้นี่นา” ความหมายของผมคือไว้วันที่ผมไม่อยู่ กลับห้องหรือออกไปข้างนอกทำธุระอะไรแบบนั้น


“จริงนะ งั้นล้างมือ จะชวนกูไปทำอย่างอื่นใช่ไหม”


“อ๊ะ!  ไม่ใช่นะกูพูดเล่น มึงทำขนมของมึงไปเหอะ” ผมปฏิเสธออกไปแต่รู้สึกทุกอย่างจะสายไปเยอะ เพราะเห็นมันละมือจากทุกอย่างแล้วหันไปล้างมือที่ซิงค์จนเสร็จแล้วเช็ดจนแห้ง


“ไม่ได้..อยากยั่วกูเองทำไม ต้องมาให้ลงโทษเดี๋ยวนี้เลย มา” มันพูดพร้อมทั้งเดินทั้งวิ่งเข้าหา ตัวผมเองก็ไม่น้อยกว่ามันหรอกครับ หนีสิครับวิ่งมาถึงหน้าทีวีแล้วด้วย


“มานี่  มาให้จูบก่อนเร็วเข้า”


“ไม่เอานะโป้งกูพูดเล่น” โต๊ะเล็กหน้าทีวีถูกพวกผมเห็นเป็นสนามเล็ก ๆ ที่เราสองคนกำลังวิ่งดักทางซ้ายขวากันอยู่


“เร็วครับ เมื่อคืนยังกินไม่อิ่มเลย มากินกันต่อเลย มา!”  ไอ้ทุเรศพูดเรื่องหน้าอายไม่อายปากบ้าง


“โป้ง!!”  จับได้แล้วก็กอดแน่นเป็นบ้าเลย เล่นอะไรของมัน ผ้ากันเปื้อนก็ยังไม่ได้ถอดแท้ ๆ 


หน้าผากอุ่น ๆ ถูกโน้มลงมาแตะเข้ากับหน้าผากของผมเบา ๆ สายตาอ่อนโยนของมันทำเอาผมต้องเลี่ยงก้มลงมองที่ปลายเท้าตัวเองทันที


“.....รักมึงนะ  มากที่สุดแล้ว”


“.....อื้อ  อย่าพูดบ่อยนักดิ  เดี๋ยวกูก็ติดหรอก”


“ก็พูดให้ติดน่ะ จะได้หนีไปไหนไม่ได้”


“ไม่เอาหรอก  ถ้าวันนึงมึงไม่อยู่แล้วกูจะทำยังไง”


“อยู่สิครับ กูจะอยู่บอกรักมึงทุกวันแบบนี้แหละ อย่าเบื่อกันก่อนก็แล้วกันนะ” มันจูบลงเบา ๆ ที่แก้มของผม


“รักโน่ที่สุดครับ”  กระชับอ้อมแขนให้แน่นขึ้นอีก สุ้มเสียงที่สั่นแต่ทว่ามั่นคงของมัน...


“เป็นไร?  คิดมากเรื่องเมื่อเช้า?”


มันพยักหน้าเบา ๆ แทนคำตอบทุกอย่าง


“อย่าคิดมากสิวะ ค่อย ๆแก้ไขไปเดี๋ยวทางออกก็มาเอง”  คำพูดปลอบใจสวยหรูที่ออกมาจากปากของผม ช่างตรงข้ามกับสิ่งที่ใจคิดจริง ๆ ครับ  


ผมใช้นิ้วเกลี่ยผมที่หน้าผากมันเล่นเบา ๆ ช่วงนี้ผมมันเริ่มยาวขึ้นมาหน่อยแล้ว รอยไถรูปดาวด้านข้างก็ถูกบดบังจนหมด เกือบจะกลายเป็นทรงไอดอลเกาหลีอยู่แล้วเชียว 


“ผมมึงยาวมากแล้วนะ ปิดหน้าผากแบบนี้ไม่หล่อเลย”


“ต่อไปจะเอาลงไว้แบบนี้ตลอดไม่เซทตั้งขึ้นแล้วล่ะ” 


“ทำไม”


“ไม่อยากหล่อ ทำแบบนั้นให้โน่ดูคนเดียว จะไม่เปิดหน้าผากให้ใครดูอีก” 


“หึ  แน่ใจนะว่าปากน่ะ  วันนี้มึงทำคุกกี้ไม่ต้องใส่น้ำตาลนะโป้ง แค่นี้กูก็หวานจนเลี่ยนแล้ว”



ติ๊งหน่อง ติ๊งหน่อง  ติ๊งหน่อง  ติ๊งหน่อง 



“มาแล้วไงไอ้ตัวดี  ขัดจังหวะกูได้ทุกทีสิน่า”  มันทั้งบ่นทั้งเดินไปเปิดประตูให้ไอ้ผู้มาใหม่ที่โทรมาบอกไว้ตั้งแต่เมื่อวานแล้วว่าจะมา


“ทำอะไรกันอยู่วะ แม่งนานกว่าจะเปิดให้กูได้”  เสียงบ่นยาวเหยียดดังเข้ามาตั้งแต่ตัวคนยังเดินมาไม่ถึงโซฟาด้วยซ้ำ  มันโยนกุญแจรถลงบนโต๊ะแล้วเดินไปเปิดตู้เย็น


“คิม  มึงกดปุ๊บกูก็เดินไปเปิดปั๊บ นี่นะเรียกนานของมึง”  ไอ้โป้งยืนเท้าสะเอวพูดอยู่หน้าประตูยังไม่ยอมเดินเข้ามาด้านใน ตอนนี้ผมไม่สนใจพวกมันแล้วครับ นั่งลงเลือกแผ่นหนังของผมต่อว่าจะหาหนังดูสักเรื่องเมื่อกี้ก็โดนไอ้โป้งขัดจังหวะไปทีแล้ว


“มึงรีบเข้ามาเถอะว่ะโป้ง ชุดกันเปื้อนอะไรของมึง ทำยังกับแม่บ้านรอผัว พอผัวเข้ามาก็บ่นเอาบ่นเอา    แล้วนี่มึงทำอะไรอยู่เนี่ย?” มันกินน้ำไปพลาง ชะโงกหน้าดูบนโต๊ะอาหารที่เต็มไปด้วยเครื่องปรุงต่าง ๆ นา ๆ ของไอ้โป้ง


“มึงมาก็ดีเลย มาช่วยกูทำคุกกี้เดี๋ยวนี้ กูทำคนเดียวกว่าจะเสร็จได้มืดก่อน ไอ้โน่แม่งก็ทำอะไรไม่เป็นสักอย่าง” มันทั้งเดินทั้งบ่นเข้ามาในครัวจัดแจงของบนโต๊ะของมันต่อไป


“อ้าว ๆ จะทำอะไรก็ทำไปดิ มาลามกูทำไมวะ ไม่ได้บอกว่าอยากกินสักหน่อย” คราวนี้เป็นผมครับที่พูดขึ้นดัง ๆ ให้มันได้ยิน


“ครับ ๆ โน่ไม่ผิดครับ เดี๋ยวโป้งจัดการเอง  กูทำ=มึงกิน สมการลงตัว OK” มันขึ้นเสียงสูงตรงคำว่าโอเค้ ประโยคฟังดูน่าตบขึ้นเยอะ


“อืม  งั้นแหละมึงน่าจะรู้ตั้งนานแล้วนะ”


“มาดิวะคิม มึงจะไปนั่งดูทีวีกับมันทำไม กูรอมึงอยู่เห็นไหมเนี่ย!”  ยังครับ มันยังไม่ยอมจบไอ้คนที่อยู่ในครัวยังตื้อยอมไม่เลิก  


“เฮ้ย  ไม่เอากูเหนื่อย ขับรถขับเรือมาตั้งหลายชั่วโมงร้อนก็ร้อนรถก็ติด กว่ากูจะผ่านแต่ละแยกเข้ามาได้เกือบหลับตั้งหลายรอบ”  มันพูดแล้วเหยียดขานอนลงที่โซฟาซึ่งมีผมนั่งอยู่ก่อนหน้าแล้ว


“อื้อ  คิม มึงลงไปข้างล่างดิ กูจะนั่งตรงนี้” ผมเริ่มโวยวายเพราะขายาว ๆ ของมันเบียดเข้าด้านหลังผมเต็ม ๆ 


“ไม่เอาอ่ะ อยากนอนข้าง ๆ โน่” มันพูดขึ้นโดยที่ไม่ได้สังเกตไอ้คนที่อยู่ในครัวเลยสักนิด สายตาระยะไกลแต่โฟกัสมาที่ผมอย่างแรงเล่นเอาผมต้องแกล้งตีหน้าไม่รู้เรื่องทันที


“กูนั่งด้วย อยากดูหนังด้วยเหมือนกัน”  นั่นไงครับในที่สุดมันก็มาจนได้  คุ๊กก้งคุกกี้อะไรของมันนั่นคงไม่ได้กินแล้วล่ะครับ เพราะตอนนี้มันสองคนเล่นนอนเบียดกันอยู่บนโซฟาตัวเดียว 


“แล้วมึงมานอนเบียดกูทำไม่เนี่ย” เสียงไอ้คนที่นอนอยู่ก่อนโวยวายขึ้น มันทั้งขยับตัวติดพนักพิงจนเรียกได้ว่าแน่นเอี๊ยด


“กูจะนอนตรงนี้” เสียงบ่นงึมงำในลำคอจากไอ้คนที่เพิ่งล้มตัวลงนอน 


พวกมึงมัวแต่เถียงกันจนไม่ได้สังเกตตูดกูเลยใช่ไหมว่าแทบจะไม่เหลือพื้นที่ให้กูนั่ง ผมสุดจะทนรีบลุกออกจากตรงนั้น ดึงหมอนที่รองหัวพวกมันทั้งสองคนมากอดไว้อย่างสบายใจ ไอ้โป้งรีบลุกขึ้นนั่งหน้างอทันที ส่วนไอ้คิมทั้งนอนทั้งหัวเราะไม่นานก็เผลอหลับไป


เราสามคนใช้ชีวิตแบบนี้กันไปเรื่อย ทำอาหารทานกัน ดูหนัง ช๊อปปิ้ง กินด้วยกันเที่ยวด้วยกันนอนด้วยกัน พอถึงวันศุกร์ไอ้คิมมันจะไปค้างที่เสม็ดหนึ่งคืนวันต่อมาก็กลับมาทันที ทำเอาไอ้โป้งถึงกับงอน  ผมกับไอ้คิมช่วยมันทำคุกกี้จนสำเร็จใน 2 อาทิตย์ถัดมา แม้จะช้าไปหน่อยแต่ดูเหมือนทุกอย่างลงตัว เรานั่งหัวเราะกับท่าทีปัญญาอ่อนของมันสุดขีดหลังจากผมกับมันช่วยกันอาบน้ำให้ไอ้ตัวเล็ก หลังจากนั้นเป็นหน้าที่ไอ้คิมเป็นคนไดร์ให้จนแห้งชโลมน้ำยาเคลือบเส้นขนจนสวย และไอ้โป้งพยายามมัดแกะสองข้างให้กับมันทั้งที่ขนมันยังไม่ยาวพอจะมัดสองแกะได้เลยด้วยซ้ำ ในที่สุดไอ้คนที่พยายามก็ต้องยอมกลับไปมัดจุกเดียวให้ไอ้หมาน้อยสุดที่รักของมันเหมือนเดิม





แต่ทว่าความสุขใช่ว่าจะอยู่กับเราได้นาน......




“เร็วหน่อยสิวะโป้ง มึงขับช้าฉิบหายกูกลัวไม่ทัน”  ผมเร่งไอ้คนขับยิกยิก ขณะที่มันเองก็เหยียบแบบสุด ๆ อยู่แล้ว 


“อะไรครับโน่อีกตั้งชั่วโมงกว่าเครื่องจะแลนดิ้งมึงจะรีบไปไหนเนี่ย”  ไอ้คนที่นั่งอยู่เบาะหน้าอีกคนสวนขึ้น


“ไม่รู้ล่ะ กูว่ากูไปรอก่อนย่อมดีกว่าอยู่แล้ว เฮียกูยิ่งไม่เหมือนคนอื่นเค้าอยู่”  


พี่ผมเนี่ยมันแปลกครับเรียนจบอินทีเรียมาก็ไม่ยอมไปช่วยงานที่บริษัทออกแบบของพ่อกับแม่ แต่มันกับเพื่อนหุ้นกันทำบริษัทเล็ก ๆ เกี่ยวกับการออแกไนซ์งานต่าง ๆ จนกระทั่งล่าสุดโดนป๊าบังคับขั้นเด็ดขาดให้มันไปงานช่วยอยู่ที่สิงคโปร์เห็นว่าบริษัทเราสามารถประมูลงานออกแบบตกแต่งภายในทั้งหมด ในเครือข่ายของกลุ่มเงินทุนใหญ่กลุ่มหนึ่งของญี่ปุ่นซึ่งมีโรงแรมในเครือมากมายที่กำลังผุดขึ้นตามประเทศต่าง ๆ หลายประเทศในตอนนี้มันเลยต้องถูกดึงตัวไปช่วยงานโดยด่วน


 ส่วนผม ลั้นลาสุด ๆ ไม่ค่อยได้รู้เรื่องธุรกิจของที่บ้านมากนัก อาจเป็นเพราะผมไม่ชอบงานทางด้านออกแบบตกแต่ง จึงไม่ค่อยสนใจมาแต่ไหนแต่ไร และผมก็เป็นลูกคนสุดท้องที่ป๊ากับแม่ตามใจ และไว้ใจให้เฮียเป็นคนดูแลผมอยู่แล้ว มันไม่เคยให้ผมต้องลำบาก ผมอยากเรียนคณะสาขาอะไรก็ได้หมดขอแค่ผมชอบ   เราไม่เคยห่างกันจนกระทั่งผมเรียนมหาวิทยาลัย  เพราะอย่างนี้มันจึงเห็นผมเป็นคนสำคัญที่สุดของมันและผมเองก็อยากให้มันเห็นด้วยว่าผมไม่เคยละเลยมัน เมื่อมันบอกว่าจะมาหาผม กี่โมงผมก็ต้องตรงเวลาครับไม่ยอมสายแม้แต่นาทีเดียว


“นั่นไงเค้าเพิ่งประกาศเอง สบายใจแล้วสิ” เสียงไอ้โป้งดังขึ้นพร้อมยื่นมือหนัก ๆ ของมันขยี้ลงบนหัวผมเมื่อเห็นว่าท่าทางกังวลใจของผมหายเป็นปลิดทิ้งขณะที่กำลังแหงนหน้าดูตารางเวลาที่บอร์ด


“ไป  เราไปรอตรงนั้น เฮียมึงมาแล้วจะได้เห็นหน้ามึงชัด ๆ”  ไอ้คิมแกล้งประชดผมเข้าไปเต็ม ๆ ไอ้คนที่เดินอยู่ข้าง ๆ ถึงกับหัวเราะออกมา


แว่วเสียงประกาศดังมาเป็นครั้งสุดท้าย ชายในร่างสูงสวมแว่นสีชากับยีนส์สีเข้มเสื้อคอปาดติดซิปดำขาว ดูโดดเด่นตั้งแต่เดินอยู่ในกลุ่มคนที่ค่อย ๆ ทยอยกันออกมา ผมโบกมือให้อย่างสูงกลัวว่าไอ้คนที่กำลังเดินเข้ามาจะมองไม่เห็น มันยกยิ้มมุมปากมาแต่ไกล


“ รอนานยังครับ  หืม” มันพูดแล้วกอดเอาหัวผมเข้าไปหอมเต็ม ๆ เลยครับ นี่แหละครับการแสดงออกของมัน  


ตอนนี้มีสายตานึงที่กำลังจด ๆ จ้อง ๆ พวกผมอยู่ ไม่ต้องเดาให้ยาก  ไม่ใช่ไอ้โป้งแน่นอนเพราะเจ้าตัวนั้นมันชินแล้วมันเคยไปเที่ยวกับผมกับเฮียตั้งแต่อยู่ ม. 6 เลยรู้จักกันมาก่อน ส่วนไอ้คิมเจ้าของสายตาพิฆาตนั่นเพิ่งเคยเจอกันเป็นครั้งแรกก็ต้องมีตกใจกันบ้างเป็นธรรมดา


“ไงมึง  ไม่ชอบกูรึไงกูเห็นมึงมองกูตั้งแต่อยู่ที่สนามบินแล้ว” เฮียนิวถามขึ้นขณะที่ไอ้คิมกำลังจด ๆ จ้อง ๆ อยู่กับการเช็คโน้ตบุ๊คของมันหลังจากเรากลับมาถึงห้องไอ้โป้งกันแล้ว


“เฮียนิวคิดมากไม่มีอะไรหรอกไอ้คิมหน้ามันเป็นงั้นเอง”  ผมรีบแก้ตัวให้มันก่อนที่พี่ผมจะอารมณ์เสียไปมากกว่านี้ มีอย่างที่ไหนตั้งแต่สนามบินจนถึงที่นี่มันยังไม่พูดอะไรสักคำแถมยังแค่พยักหน้าใส่ตอนที่ผมแนะนำมันให้รู้จักกับเฮีย 


“มึงเสร็จยังโน่เราจะได้กลับกันเลย” เฮียถามขึ้นในขณะที่สายตาจ้องอยู่ที่หน้าจอโน้ตบุ๊คของไอ้คิม


“เฮียนิวนอนนี่ดิ ที่นอนก็มีไอ้โน่มันก็ค้างที่นี่ประจำอยู่แล้วอยู่กันหลาย ๆ คนเดี๋ยวผมทำกับข้าวให้กินเอง” ไอ้โป้งเสนอขึ้น ตอนนี้มันนอนดูทีวีอยู่บนพื้นท่าทางสบายใจสุด ๆ 


“แล้วเฮียจะอยู่ถึงวันไหนอ่ะ”  ผมถามขึ้นเพราะนึกสงสัยอยู่เหมือนกันจู่ ๆ ก็บอกจะกลับมาเหมือนมีเรื่องด่วนมากมาย


“กูเสร็จธุระวันไหนก็จะกลับเลย” เป็นคำตอบที่คนตอบค่อนข้างซีเรียสอยู่เหมือนกัน


“มาธุระ?” ผมถาม


“อืม” มันตอบในลำคอเบา ๆ ผมเลื่อนตัวขยับไปใกล้มันอีกนิดแล้วมองหน้ามันดี ๆ ท่าทางไม่ถูกต้องแน่แล้วซิกส์เซ้นส์บางอย่างบอกผม


“มีอะไรมากรึเปล่า เกี่ยวกับที่บ้าน ?” แววตาที่เต็มไปด้วยคำถามและข้อข้องใจจากผมอาจทำให้มันอึดอัดขึ้นอีก แต่ผมก็ยังอยากจะรู้


“ไม่มีอะไรหรอก ตกลงมึงจะให้กูค้างที่นี่ ?”


“หรือว่าเฮียจะกลับไปค้างที่บ้าน แต่ไม่ไปด้วยนะ อยากกินข้าวฝีมือไอ้โป้งอร่อยดี ติดแล้วด้วย”


“  !  อร่อยขนาดนั้นเชียว โป้งมึงใส่อะไรลงไปวะน้องกูถึงขนาดเอ่ยปากเนี่ย” เฮียไม่พูดเปล่าครับขนาดปาลูกอมคูก้าที่วางอยู่บนโต๊ะใส่ไอ้คนที่นอนดูทีวีอยู่ตอนนี้


“ใส่ใจสิครับเฮีย โน่ชอบหรือไม่ชอบตรงไหนยังไงผมรู้หมดแหละ” จบคำพูดปุ๊บมันก็โดนไอ้คนที่นั่งเล่นคอมอยู่ตอนนี้ถีบเข้าไปเต็ม ๆ เลยครับ


“เชี่ยคิม! เล่นแรงนะมึง” มันลุกขึ้นอาละวาดใส่ไอ้คิมทันที เจอไอ้คนที่นั่งอยู่ยักคิ้วกลับให้แบบกวน ๆ มันเลยต้องเม้มปากกัดฟันแล้วลงไปนอนดูของมันต่อไป


“แล้วเอาไงตกลงนอนไหน” ผมถามขึ้นอีก


“เออ กูค้างที่นี่ก็ได้วะ  พอใจยัง ไอ้น้องตัวดี” 


“เจ๋ง!  งั้นเรานอนบนเตียงกันให้ไอ้โป้งกับไอ้คิมมันลงไปนอนหน้าเตียง” 


“เรื่อง!”  ไอ้โป้งแทรกขึ้นอย่างดัง


“ช่างดิ กูจะนอนกับเฮียกู” 


“แต่..” มันกำลังจะเถียง


“โป้ง! กูมีธุระจะคุยกับมึง พรุ่งนี้เดี๋ยวเราออกไปพร้อมกัน” อยู่ดี ๆ เฮียก็พูดขึ้น แล้วมองไปที่มัน


“ธุระที่ไหน ให้ผมไปด้วยดิ” 


“มึงไม่ต้องไป!  กูจะไปกับไอ้โป้งแค่สองคน  มึงกับไอ้คิมรออยู่ที่นี่” 


น้ำเสียงที่จริงจัง กับสายตาที่เคร่งเครียด ทำเอาผมรู้สึกใจคอไม่ค่อยดีเลย....
ฮ้าวววววววว!!!


อ้าปากหาวอย่างกว้าง  ตื่นขึ้นมาไอ้คนที่นอนอยู่ข้าง ๆ เมื่อคืนก็ไม่อยู่แล้ว แถมไอ้สองคนที่นอนอยู่หน้าเตียงก็ไม่อยู่แล้วเหมือนกัน


เดินออกไปดูด้านนอก หนึ่งในนั้นกำลังก้ม ๆ เงย ๆ อยู่กับการทำบางอย่างอยู่ในครัว


“คิม  เฮียอ่ะ?”


“ออกไปกับไอ้โป้งตั้งแต่เช้าแล้ว   มึงหิวไหมกูกำลังพยายามอยู่เนี่ย ไอ้โป้งแม่งก็เขียนวิธีไม่ละเอียด”


“มึงทำไรของมึงอ่ะ?”


“ไข่กวนไรเนี่ยแหละ มันบอกให้ทำให้มึงตอน 10 โมง มึงจะตื่นพอดี”   อืม..ก็น่ากินดีอยู่หรอกแต่สีไม่สวยเหมือนไอ้โป้งทำเลยแฮะ


“แครอทกับมะเขือเทศทำไมชิ้นใหญ่อย่างเนี่ย” ผมบอกและชี้ลงไปในจานที่มันเพิ่งตักมาวางให้


“กินไปเหอะวะ เชื่อดินี่คือครั้งแรกของกูเลย ปกติมีแต่คนต้องทำให้กูแดกนะโว้ย กูจะยกเว้นมึงไว้สักคน โน่” มันพูดแล้วดันจานมาที่หน้าผม นั่งลงแล้วจ้องมา


“ล้างหน้ายัง” มันถามด้วยแววตาสงสัย


“ล้างแล้ว   อ้าว! แล้วมึงไม่กินอ่ะ” ผมถามมันดูเห็นมันนั่งกอดอกมองผม   อือ..ก็อร่อยดีนะรสชาติใกล้เคียงกับที่ไอ้โป้งทำเลยแฮะ มองดูที่มุมโต๊ะมีกระดาษลายมือไอ้เจ้าของสูตรแปะติดไว้ให้


“กินเหอะ” 


สั้น ๆ ง่าย ๆ สำหรับคำตอบของมัน ผมนั่งทานจนอิ่มเรียบร้อยก็จัดการเก็บจานแล้วเดินไปนั่งดูทีวีอยู่ด้วยกัน มันรื้อหนังสือการ์ตูนบนชั้นของไอ้เจ้าของห้องลงมากองเต็มพื้นไปหมด ผมมองเห็นเรื่องนึงที่รู้สึกคุ้นมากเลยเดินเข้าไปนั่งดูกับมันด้วย เป็นเรื่องเก่าที่เคยอ่านเมื่อนานมาแล้วหนังสือชุดนี้มีอยู่ทั้งหมด 12 เล่ม ถูกห่อปกพลาสติกใสไว้อย่างดี


ลองหยิบมาพลิกเปิดดู เจอรูปถ่ายเก่า ๆ ร่วงลงมา 1 ใบ หยิบขึ้นมาดู เป็นรูปผมกับไอ้โป้งสมัยยังหัวเกรียนใส่ชุดนักเรียนกางเกงน้ำเงินนั่งกอดคอกันกินหมูกระทะงานวันเกิดเพื่อนอีกคน ตรงมุมปากยังมีรอยเปื้อนของขนมเค้กที่อยู่ในมือไอ้คนที่กำลังกอดคอป้อนกันอยู่


เห็นแล้วก็อดเผลอยิ้มออกมาไม่ได้...


“โน่”  เสียงเรียกของไอ้คนที่นั่งอยู่ข้าง ๆ ดังขึ้น


“ว่าไง” ผมรีบสอดรูปถ่ายใบนั้นเข้าใต้กล่องกระดาษทิชชู่ที่วางอยู่บนโต๊ะเล็กข้างตัว


“หายโกรธกูรึยัง”  มันถามทั้งที่ตายังจ้องการ์ตูนที่อยู่ในมือ


“......ไม่ได้โกรธอะไรนี่”  แกล้งไม่รู้ไม่ชี้หยิบอีกเล่มขึ้นมาพลิกอ่าน มันวางเล่มที่ถืออยู่ลงแล้วหันมาถามจริงจัง


“ไม่ได้โกรธจริงนะ งั้นให้กูหอมทีนึง”


“เฮ้ย!   ไม่เอานะมึง อย่ามาใกล้” ผมรีบหลบเมื่อเห็นว่ามันยื่นหน้าเข้ามาแล้ว


“หึหึ ไหนว่าหายโกรธแล้วไง โกหกกันนี่หว่า”


“ไม่ได้โกรธแล้ว แต่เราเป็นเพื่อนกันทำแบบนี้มันไม่ดีไม่ใช่รึไง” คราวนี้ผมรีบลุกดีกว่าท่าทางผมจะเสียเปรียบแน่


“ ครับ ๆ ไม่ทำหรอกนั่งลงนะ เล่นอยู่แถวนี้แหละกูไม่กวนแล้วเดี๋ยวหาอะไรให้กิน” มันลุกขึ้นไปเปิดตู้เย็นหยิบโน่นหยิบนี่อยู่สักพัก


“ไม่มีพวกข้าวเวฟเลยว่ะ มีแต่ของสด กูก็ทำไม่เป็นซะด้วย ออกไปหาอะไรกินข้างนอกกันดีกว่าโน่”


“งั้นมึงรอเดี๋ยว  กูเข้าไปเปลี่ยนชุดก่อน อยากไปตัดผมด้วย มึงพากูไปละกันคิม”


...


“ จะตัดทำไมก็ไม่รู้ ผมก็ยังไม่เห็นยาวมากเลย ทำทรงนี้ก็น่ารักดีอยู่แล้ว”  เสียงไอ้คนขับบ่นมาตลอดทางตั้งแต่เราแวะทานข้าวกันเสร็จตอนนี้มันกำลังพาผมไปร้านทำผมเจ้าประจำของมัน


“กูร้อน เล็ม ๆ ออกนิดเดียว มึงอ่ะพูดมากคิม”


“ก็ดิ  ไม่อยากให้ตัดแบบนี้น่ารักดี”


“เร็วเหอะว่ะ มัวแต่พูดเมื่อไหร่จะถึงกูจะได้ตัดไหมเนี่ย กว่าจะไปต่อคิวอีก”


“ไม่ต้องต่อ กูโทรจองให้แล้ว”


“เอ๋า  ไหนว่าไม่อยากให้ไปตัด แต่มึงโทรจองคิวให้กู ? ”


“แล้วกูขัดมึงได้ ?   เดี๋ยวก็งอนกูขึ้นมาอีก แค่คดีเก่ากูก็อานแล้ว ไม่อยากงานงอกอีกว่ะ?” มันพูดแล้วยิ้ม ๆ มาทางผม


ในที่สุดผมก็ได้ตัดผมสมใจอยากแม้จะไม่สั้นมากนักแต่ผมก็พอใจกับทรงใหม่นี้มาก ได้โกรกเป็นสีน้ำตาลอ่อน ๆ ด้วยทำให้ดูเบา ๆ ดี ไอ้คิมมันไปเดินซื้อของรอผมอยู่ซอยข้าง ๆ พอมารับแล้วเห็นเข้าอมยิ้มไม่หุบเลยครับมันบอกน่ารักดี เหมือนตัวการ์ตูนที่มันชอบ ผมแกล้งไม่สนใจคำพูดมัน แต่ก็แอบดีใจอยู่นิดหน่อย


“กลับกันเหอะ ป่านนี้เฮียนิวกับไอ้โป้งคงกลับมาแล้วมั้ง เดี๋ยวกูจะรีบไปโชว์ให้มันดูด้วย ”


“เซ็งว่ะ อะไรก็โป้ง อะไรก็โป้ง กูมันไม่มีความหมายแล้ว”  มันพูดพร้อมปิดประตูรถลงดังลั่นแล้วขับออกไปอย่างเร็ว


“ก็กูเป็นแฟนมัน ตั้งแต่มันตกลงเป็นแฟนกับกูยังไม่เคยทำให้กูเสียใจแม้แต่ครั้งเดียว แถมมันยังทำกับข้าวอร่อย ไม่เหมือนคนบางคนแถวนี้ทำอะไรก็ไม่เป็น”


“ครับ ๆ กูไม่มีสิทธิ์ครับ กูมันคนไม่ดีครับ ขอโทษครับ”


“รู้ก็ดี....” กำลังจะเถียงไปสักหน่อยโทรศัพท์ดันดังขึ้นมาก่อน



♫♫~ ♫~♫♫ ♫~ในใจไม่เคยมีผู้ใด จนความรักเธอเข้ามา ทำให้แววตาฉันเห็นความสดใส ♫♫~ ♫~♫♫~ ♫~ 
เฮียนิว


“ครับ”

<โน่ กูจะกลับแล้วนะ>

“อะไรนะ!” ผมตกใจเลยครับ พี่ผมมันพูดอะไร

<ครับ จะกลับแล้ว คราวนี้กูรีบ อยู่เล่นกับมึงไม่ได้>

“กลับตอนนี้ ?  ทำไมอ่ะ?  ทำไมกลับเร็ว รอก่อนดิ เดี๋ยวไปส่ง”  ผมโวยวายขึ้นไม่เข้าใจทำไมอะไรมันกะทันหันแบบนี้

<กูออกมาแล้ว  มึงมาไม่ทันหรอก ไม่ต้องต้องคิดมาก กูมาธุระให้ป๊าเสร็จแล้วกูต้องกลับด่วน ถ้าเคลียร์ได้อาทิตย์หน้ากูจะมาหาใหม่>

“อะไร ธุระอะไรนักหนา เฮียพูดเหมือนเรื่องสำคัญมาก บ้านเรามีอะไรทำไมไม่เล่าให้ผมฟังบ้าง”

<...ไม่มีอะไรครับ อย่าคิดมากนะ เดี๋ยวถึงแล้วกูโทรหา อย่าดื้อนะครับโน่>

“....เฮีย”

<โน่  โตแล้วนะ เราเข้าใจใช่ไหม ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของผู้ใหญ่เค้าจัดการ  แล้วเดี๋ยวกูโทรหา >

“......อืม  มาหาอีกนะ ”  ผมตอบรับออกไปเบา ๆ แทบจะไม่ได้ยินเสียงซะด้วยซ้ำ หลังจากนั้นความคิดเริ่มประดังประเดเข้ามาไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น คิดแต่ว่าถ้ากลับไปถึงห้องแล้วต้องคาดคั้นถามเอากับไอ้โป้งให้รู้เรื่องให้ได้


ฝ่ามือหนัก ๆ แต่อบอุ่นขยี้ลงบนหัวผมเบา ๆ ผมรู้นี่คือการปลอบใจของไอ้คนที่นั่งอยู่ข้าง ๆ มันไม่ได้เร่งความเร็วขึ้น แต่ก็ไม่ได้ขับให้ช้าลง ทุกอย่างยังคงปกติเหมือนเดิม



จนกระทั่ง....เรากลับมาถึงที่ห้อง......



“โป้ง”  ผมแทบวิ่งเข้ามาหามันตั้งใจอวดทรงผมใหม่เต็มที่เห็นมันยืนสวมผ้ากันเปื้อนทำอาหารอยู่ในครัว


“ตัดผมใหม่เหรอครับโน่” มันพูดขณะที่มือกำลังหั่นอะไรบางอย่างอยู่บนเขียงพลาสติกไม่ยอมหน้าผมดี ๆ


“อืม  กูหล่อใช่ป่ะ”  ผมเดินเข้าไปถามมันใกล้ ๆ


“.....ครับ  โน่หล่อที่สุด” มันก้มหน้าทำต่อไปไม่ยอมเงยหน้าขึ้นมามอง


ขณะที่ไอ้คิมเพิ่งเดินเข้าถึง มันเปิดตู้เย็นหยิบน้ำออกมาแล้วเดินไปเปิดทีวีนั่งดู


“โน่ไปอาบน้ำก่อนนะ กูเตรียมน้ำไว้ให้มึงแช่ด้วย เดี๋ยวออกมาคงเสร็จพอดี”


“ทำอะไรเยอะแยะไปหมดกินกันแค่ 3 คนเอง”


“มีแต่ของที่มึงชอบทั้งนั้น กูทำสุดฝีมือเลย”


“จริงนะ งั้นไปอาบน้ำเดี๋ยวออกมา” 


ผมพูดแล้ววิ่งเข้าไปในห้องเตรียมตัวแช่น้ำอุ่น ๆ ที่มันเตรียมไว้ให้ วันนี้มันรู้ได้ไงว่าผมเหนื่อยอยากแช่ตัวอยู่พอดี ผมใช้เวลาไม่นานนักก็ชำระร่างกายเรียบร้อยเปลี่ยนเสื้อผ้าอะไรเสร็จกำลังนั่งเลือกแผ่นเพลงว่าจะเอาออกไปเปิดฟังตอนกินข้าว ได้ยินเสียงคนเถียงกันดังมาจากด้านนอก ผมรีบวิ่งออกไป ไอ้คิมกำลังหัวเสียเดินสวนทางตรงออกไปที่ประตู มันหยุดมองผมพักนึงด้วยสายตาจ้องมาอย่างไม่รู้ความหมาย แล้วมันก็เดินตรงออกไปทันที


ปัง!!   เสียงประตูปิดอย่างดังก่อนที่ผมจะหันกลับไปหาอีกคนที่ยังยืนหน้าเรียบเฉยอยู่ในครัว


“อะไรโป้ง  มีอะไรกัน?” ผมเดินเข้าไปหามัน ที่มุมปากมันมีรอยช้ำนูนเด่นขึ้นมา


“โน่ครับ  ทานข้าวกันเลยนะ วันนี้กูทำของโปรดมึงทั้งนั้นเลย” มันไม่ยอมตอบคำถามแถมพูดหน้านิ่ง ไม่ยอมเงยหน้าสบตาผมเลย  กับข้าวทุกอย่างถูกจัดอย่างสวยงามวางเรียงอยู่บนโต๊ะ


มีแต่ของที่ผมชอบกินทั้งนั้น


“เดี๋ยวกูตักข้าวให้”  มันพูดแล้วตักข้าวใส่จานวางลงให้ผม และของมันก็ด้วย


“โน่กินให้หมดเลยนะครับ”  มันยังพูดต่อ แต่ไม่ยอมยิ้มเลยสักนิด


“โป้ง  เมื่อกี้....”


“อย่าพูดเรื่องคนอื่นเลยนะ วันนี้ให้มีแต่เราได้ไหม” ไข่เจียวกุ้งถูกตักวางลงในจานผม ส่วนตัวมันตักกินข้าวเปล่า ๆ แล้วเคี้ยวอย่างฝืน ๆ


“โป้ง มึงเป็นอะไรท่าทางแปลก ๆ” 


“เดี๋ยวคืนนี้กูจะทำไอติมไว้ให้ กุญแจห้องอยู่กับมึงก็มี จะเข้ามาเอาตอนไหนก็ได้”  นี่มันพูดอะไรของมัน


“มึงพูดอะไรโป้ง กูก็กินของกูอยู่ทุกคืนทำไมต้องพูดเรื่องกุญแจห้อง กูก็อยู่ที่นี่อยู่แล้วนี่”


“โน่ครับ กินข้าวให้ตรงเวลาด้วย มึงชอบตื่นสายเวลากินข้าวเลยเลทไปหมด กูบอกไอ้คิมไว้แล้วต่อไปให้ปลุกมึงแต่เช้า”


ผมเงยหน้าขึ้นจ้องมันด้วยความงงสุด ๆ ไม่รู้ว่ามันพูดอะไรของมัน


“เวลาอาบน้ำมึงชอบแช่ตัวนานเพราะฉะนั้นอุณหภูมิน้ำจะต้องอุ่นมากกว่าปกติ อันนี้กูก็บอกมันไว้แล้ว”


“.........”


“ตอนเย็นมึงชอบไปกินอาหารร้านดริฟที่สุด ถ้ามีเวลามึงจะไปกินที่นั่นตลอด  อันนี้กูก็บอกมันเอาไว้”


“โป้ง”


“ตอนดึก ๆ เวลาที่มึงละเมอฝันร้าย กูต้องคอยกอดมึงเอาไว้ไม่งั้นมึงจะตัวสั่น กูก็บอกไอ้คิมไว้แล้ว”


“โป้ง!!  มึงเป็นไรเนี่ย” คราวนี้ผมทิ้งช้อนกับส้อมลงที่จานอย่างดังเลย มันพูดบ้าอะไรของมัน!


“...โน่ครับ....”  เสียงมันสั่นจนน่าตกใจ  น้ำตาคลอที่เบ้าตาทั้งสอง มันข่มกรามไว้จนแก้มมันสั่น




“เลิกกันนะครับ”




เหมือนเสียงฟ้าถล่มทลายแบบไม่มีปี่มีขลุ่ย......เหมือนผมกำลังกระโดดจากตึกที่สูงที่สุดลงมาที่ก้นเหว.....


หัวใจผมดิ่งวูบ.... 


ผมลุกขึ้นยืนขึ้นอย่างช้า ๆ ถ้อยคำที่ผมได้ฟังมันชัด  จนไม่อาจบอกได้ว่าตัวเองฟังผิด


“กินอีกสิครับโน่ ....ฮึกก.. กินให้หมด...กูทำให้มึงกิน...อึกก...สุดฝีมือกูเลยนะ”  มันตักข้าวเข้าปากทั้งที่น้ำตาไหลพรากลงมาไม่ขาดสาย


“อยู่คนเดียว ..ฮึกก..อย่ากินแต่มาม่านะ มันไม่ดีกับกระเพาะมึงรู้..ฮ.อึกก..ฮึกก..ใช่ไหม”


“ไอติมก็อย่าเลือกกินแต่รสนม ให้กินรสอื่นบ้าง..ฮึกก..ซื้อเอาที่ท็อปก็ได้มึงชอบไปที่นั่นอยู่แล้ว..ฮึกก..”


“มึงไม่ชอบกินผลไม้อะไรเลย แต่ชอบแอ๊ปเปิ้ลที่สุด กูก็บอกมันไว้ ฮ..อึกก”


“ถ้ามึงอารมณ์ไม่ดี......”


“พอเถอะโป้ง!!  มึงพูดอะไร  ขอเลิกอะไรของมึง เงยหน้าขึ้นมาพูดกับกูให้รู้เรื่อง พูดออกมาดี ๆ” 


ผมลุกขึ้นกระชากคอเสื้อมันอย่างแรงพร้อมอารมณ์ที่เดือดสุด ๆ


“ถ้ามึงบังเอิญ  ได้ยินเพลงของเรา...นึกถึงกูบ้าง...ฮึกก..”


“พอแล้ว!” 


มันสูดลมหายใจเฮือกใหญ่


“ถ้าอิ่มแล้วจะกลับเลยก็ได้ ไอ้คิมมันรอมึงอยู่หน้าห้อง ไม่ต้องสนใจกูอีก”


“โป้ง! มึงเป็นอะไรไป  บอกกูมาเดี๋ยวนี้ บอกมา!!” 


“.........”


“ทำไม?  ทำไมต้องขอเลิก?  มีเรื่องอะไรทำไมไม่บอกกู กูทำผิดอะไร?  มึงไม่พอใจอะไร ? โกรธกูเรื่องอะไร?  บอกกูมาสิ  ทำไมไม่บอกให้กูแก้ไข อะไรที่มึงไม่ชอบ?  บอกกูไม่ได้เหรอ ขอเลิกกับกูทำไม!!” 

ประโยคสุดท้ายทำให้ผมสุดจะกลั้นน้ำตาไว้ได้จริง ๆ


“.........” ไม่มีคำตอบที่ออกจากปากมัน มีแต่น้ำตาเท่านั้นที่ยังไหลลงมาไม่ขาดสาย


“......โป้ง”  เสียงผมสั่นไปแล้ว


......ผมอยากเข้าใจตัวมันมากกว่านี้.....


“....โน่”


“พรุ่งนี้กูจะไม่อยู่แล้ว  ไม่ต้องคิดถึงกูอีก ไม่ต้องตามหา  ลืมกูไปซะ ลืมเรื่องทุกอย่างของเราไปให้หมด ลืมให้หมดทุกอย่าง ไม่ต้องติดต่อ ไม่ต้องถามถึงกู จบความสัมพันธ์ทุกอย่าง หยุด...เรื่องของเราไว้แค่วันนี้  เวลานี้  คิดซะว่ามึงไม่เคยรู้จักกู....”


“...ทำไม....  เรื่องอามึงรึเปล่า”


“.......”


“ทำไมไม่ค่อย ๆ แก้ไป ทำ...”


“ไม่เกี่ยวกับใครทั้งนั้น! ทุกอย่างกูตัดสินใจแล้ว”


“โป้ง!”


“ออกไปซะ!”


“.........” 


“ออกไปได้แล้ว!!”


“โป้ง!  ทำไม ?  มึงสัญญาแล้ว...สัญญากับกูไว้”


“อย่าถาม!   ออกไป  ออกไปจากชีวิตกูได้แล้ว  ออกไป!!!” มันตะโกนไล่สุดเสียง ทั้งน้ำตาที่ไหลลงมาไม่หยุด


“ทำไมต้องเลิก มึงไปนอกเราก็ยังติดต่อกันได้  กูจะไปหามึงก็ยังได้” ผมพยายาม


“ไม่ต้องไป!!  ห้ามไป!!!  เราเลิกกันแล้วมึงจะไปหากูทำไม!!”


“โป้ง!”


“ กูไม่ได้รักมึงแล้ว หัดเข้าใจซะบ้าง โน่!  กูไม่ได้รักมึงแล้ว!” มันหันหลังให้ทันทีขณะที่แผ่นหลังกว้างนั้นสั่นเทาอย่างหนัก


“ไปซะโน่  ออกไปจากชีวิตกูซะ!”


ผมร้องไห้โฮจนถึงที่สุดเมื่อประโยคนี้ถูกปล่อยออกมาจากปากของมัน



น้ำตา......ไหลริน......


มันจะรู้ไหมว่าหัวใจของผมร้องไห้หนักยิ่งกว่าภายนอกที่เห็นมากนัก


....หัวใจที่แหลกสลายไปแล้ว....




ผมเดินออกมาช้า ๆ หยิบรูปถ่ายที่แอบสอดไว้ใต้กล่องกระดาษทิชชู่บนโต๊ะติดมือออกมาด้วย  รูปของผมกับมัน




หัวสมองพล่าเบลอไปหมด...




ความทรงจำต่าง ๆ ไหลเวียนเทถ่ายเข้ามา....




วันที่เราเจอกันครั้งแรก.....




วันที่กอดคอกันหัวเราะ  กอดคอกันร้องไห้.........




ร่วมทุกข์ร่วมสุขด้วยกัน....




ไม่เคยมีวันไหนที่ผม....ไม่มีมัน





คนที่เป็นทั้งเพื่อน.....เป็นทั้งแฟน....ที่ดีที่สุดของผม





Tbc.

(ใจเย็นๆ ยังไม่จบ ยังไม่จบ)