Wednesday, October 14, 2015

กวน T-E-E-N รัก (ภาคพันธนาการหัวใจ) # 26





[26]





คืนนี้...มีสายลมอ่อนพัดเอากลิ่นดอกสายหยุดจากซุ้มไม้โค้งหอมโชยปกคลุมไปทั่วคฤหาสน์ น้ำในสระใหญ่เย็นเฉียบจนบาดผิว กายแกร่งยึดครองพื้นที่ทั้งหมดของสระกว้างแหวกว่ายกระแสน้ำเย็นยะยือก หวังให้ความฉ่ำเย็นของน้ำลูบลบอารมณ์ขุ่นมัวของตัวเองออกจากหัวคิด วงแขนที่เต็มไปด้วยมัดกล้ามเนื้อจ้วงน้ำว่ายอยู่แบบนั้นครั้งแล้วครั้งเล่า... 



“หยุดทำแบบนี้สักทีเถอะวะ มึงเป็นบ้าไปแล้วหรือไงเช้าไปเฝ้าที่หน้าคณะ ตกดึกไปเฝ้าหน้าบ้านมัน ทำอยู่ทุกวี่ทุกวันแบบนั้น มึงคิดว่าพ่อมึงจะไม่รู้เรื่องของลูกชายตัวเองเลยหรือยังไงห๊ะไอ้สัส  รู้ไหมว่าแคปมันจะเดือดร้อนแค่ไหน มึงรู้อยู่แล้วอิทธิพลครอบครัวมึง”


“จริงจังกับตัวเองหน่อย มึงจะขึ้นปีสี่แล้วนะ แคปมันไม่สนใจมึงแล้วมึงเห็นไหมมันเฉยเมยมึงขนาดไหนผู้หญิงผู้ชายมีกันให้เกลื่อนมอ เลือกมาควงสักคนสิวะไอ้ห่า อ้อมกอดที่มึงต้องรอเก้อน่ะจะรอทำเหี้ยเหรอ ใครก็ได้นี่ที่มึงจะกอดเขาไว้เพื่อทดแทนมันน่ะ”



“ร้านกาแฟนั่นปิดตัวลงแล้วนะ เฮียเต้เข้าทำงานที่อัศวได้ ตอนนี้คนที่มาคุมไอ้แคปต่อก็คือพ่อมันเอง ถ้าไม่อยากให้เดือดร้อนกันไปมากกว่านี้มึงต้องหยุด! เลิกตามเฝ้ามันได้แล้วมึงได้ยินกูไหมห๊ะ!!



“แคปมันย้ายบ้านแล้วนะ ไร่มันอยู่ที่ระยอง กูรู้ว่ามึงไปดูมาแล้ว แต่ขอร้องว่าขอให้แค่ดู อย่าทำให้มันต้องย้ายไปที่ไหนอีก หยุดเสียทีเอส เลิกตามมันได้แล้ว ขอร้องเถอะ”



“ปริญญาเกียรตินิยมอันดับหนึ่งการันตีความสามารถส่วนหนึ่งของลูกแล้ว ต่อไปป๊าจะสอนส่วนที่เหลือในเรื่องงานทั้งหมด  จงเป็นเสาหลักหัวเรี่ยวหัวแรงของตระกูลเรา เก่งมากๆ ป๊าภูมิในตัวเอสนะลูก”



“นับตั้งแต่วันนี้ไปลูกชายของผมจะเข้ามาดูแลงานส่วนกลางของรัชชาทั้งหมด พวกคุณทุกคนขอให้ซื่อสัตย์และภักดีกับเขาเหมือนดั่งที่ภักดีกับผม  เรื่องที่ต้องรายงานและขออนุมัติทุกเรื่องให้ขึ้นตรงกับเอสเธอร์ได้เลย”



“คุณเอสยอดเยี่ยมมากครับ การตัดสินใจไม่ต่างกับท่านเจ้าสัวเลยสักนิด วิสัยทัศน์กว้างไกลมากเหลือเกิน สมแล้วที่เป็นลูกชายคนเดียวของท่าน ลูกไม้หล่นใต้ต้นจริงๆ คุณได้รับการยอมรับจากบรรดาผู้ถือหุ้นระดับสูงแล้วนะครับ นับจากนี้ทุกคนภายใต้การทำงานของรัชชามีคุณเป็นนายเหนือหัวแล้ว”



“เอสมีใครในใจหรือยังลูก รู้สึกแบบไหนกับหนูมินต์ ถ้าแม่จะตกปากรับคำเรื่องหมั้นหมายเรื่องลูกสองคนไว้ เอสจะว่ายังไง”



“คุณมินตราเหมาะสมกับคุณมากครับ ผมในฐานะเลขาส่วนตัวของคุณขอแสดงความยินดีด้วย...”



ร่ายกายกำยำผุดขึ้นมากลางสระด้วยความรู้สึกหงุดหงิด น้ำในสระใหญ่กระเพื่อมเป็นระรอกคลื่นไม่สงบดั่งหัวใจคนว่าย ฝ่ามือแกร่งฟาดเข้าที่ผิวน้ำจนแตกกระจายเป็นวงอย่างไม่สบอารมณ์ ภาพรถยนต์เชฟโรเลตสีตะกั่วคันนั้นวูบชัดขึ้นมาในความคิด จิตใจเขาระส่ำระส่ายมาตั้งแต่เมื่อหลายวันก่อน ที่สวนสาธารณะนั่น..

หลังจากสงบอารมณ์ที่คุกรุ่นลงไปได้เขาว่ายน้ำต่ออีกสองรอบก่อนมาหยุดที่ขอบสระ ภาพที่เห็นหลังจากเงยหน้าขึ้น กลับเป็นท่อนขาเรียวสวยในชุดบิกินี่สีชมพูสดยืนรอเขาอยู่ภายใต้แสงจันทร์สะท้อนของคืนเดือนเพ็ญ  สายตาคมกริบมองเธออยู่ครู่หนึ่งก่อนสตัดสินใจปีนขึ้น มินตรารีบยื่นผ้าเช็ดตัวส่งให้เขาอย่างเอาใจ

“มาเมื่อไหร่?” เขาถามเธอแบบไม่ยอมมองหน้าเห็นแล้วว่าดึกดื่นป่านนี้เธอยังอยู่ที่บ้านเขาและที่สำคัญใส่ชุดบิกินี่เพื่อ? ทั้งที่ไม่ได้คิดจะว่ายน้ำ

“มินต์ขอโทษค่ะเอส มินต์รู้ว่ามินต์ผิด..” เธอทำเสียงอ่อนอ้อนจะเอื้อมมือไปคว้าท่อนแขนแกร่งมายึดไว้หากแต่เอสเดินเลี่ยงออกจากตรงนั้น เธอจึงรีบตาม “มินต์จะไม่พาคูเปอร์ไปเดินสุ่มสี่สุ่มห้าอีกแล้ว ขอโทษนะคะที่รัก”

คนฟังหยุดชะงักทันทีที่ได้ยิน เอสหันกลับมามอง...ถ้าสายตาเขาเป็นเสมือนใบมีดเธอตายไปแล้วสองครั้ง

“มินต์รู้ค่ะ รู้ว่าเอสหวงคูเปอร์มากพี่แอมป์ก็บอกเอาไว้แล้วถ้าเป็นไปได้คือห้ามยุ่งห้ามแตะต้อง  แต่มินต์ก็แค่อยากพามันไปเดินเล่นรอ กะว่าเอสกลับมาจากข้างนอกจะได้ดีใจที่มินต์พามันไปเดินเล่นแทน อยากให้มันรักมินต์เหมือนกัน”

“เหมือนกับใคร!

เธออึ้งไปทันทีที่ได้ยินคำตอบเย็นเฉียบสวนควับแบบนั้น ขอบตาสวยร้อนผ่าว ทั้งที่ชินแล้วกับน้ำเสียงและท่าทางของเขา ทั้งที่นึกว่าตัวเองชินมากแล้วจนกระทั่งเจอกับตัวเองว่าไม่ควรเข้าไปแตะต้องสิ่งที่เขาหวงแหน

“มินต์...

“คูเปอร์คือทุกอย่างของผม ถ้าคุณทำใจยอมรับข้อนี้ได้เราจะคบกันได้ต่อ” เสียงทุ้มเอ่ยด้วยใบหน้านิ่งๆ ขณะที่คนฟังรู้สึกคับแน่นในอกเธอน้อยใจขึ้นมาอย่างบอกความรู้สึกไม่ถูก หลายครั้งที่เธอมาหาเขาที่นี่ คฤหาสน์หลังใหญ่ของรัชชาเปิดต้อนรับเธอทุกเวลาอยู่แล้ว คูเปอร์เป็นสุนัขพันธุ์ลาบราดอร์สีครีมตัวใหญ่ที่ค่อนข้างพิเศษ แวบแรกที่เธอเห็นมัน เธอคิดว่ามันทั้งน่ารักและฉลาด

มันติดเอสแจไม่ว่าเขาจะอยู่ส่วนไหนของบ้านมันจะตามมานั่งด้วยเสมอ และแค่เธอเห็นว่ามันครองอภิสิทธิ์ในบ้านหลังนี้ได้มากขนาดไหนเธอยิ่งนึกทึ่ง สุนัขที่สามารถทั้งนั่งทั้งนอนได้บนชุดรับแขกหรูหราราคาหลายแสน เดินเข้าห้องนั้นออกห้องนี้โดยที่แม้แต่บรรดาคนรับใช้ในบ้านยังไม่มีใครกล้าดุ มันจะนอนมองเธออยู่บนพรหมสีทองข้างเปียโนหลังใหญ่ทุกครั้งอย่างราชา โดยมีปลอกคอหนังตอกหมุดแขวนป้ายชื่อสีเดียวกันกับพรหมชัดเจน “คูเปอร์”

“อยากค้างด้วยจังเลยค่ะ เอสให้มินต์ไถ่โทษได้ไหม” เธอออดอ้อน แต่ทว่าคนที่เดินออกมาส่งเธอถึงรถกลับเอ่ยออกมาด้วยคำพูดแสนเย็นชา

“ดึกมากแล้ว ขับรถดีๆ”

มินตราหน้าม้าน ก่อนตัดใจแล้วก้าวขึ้นรถไป เอสไม่ได้โบกมือให้ไม่มีรอยยิ้ม เขาเพียงแค่ยืนส่งเธอตามมารยาท 

คืนนั้นเสียงโทรศัพท์ดังขึ้นในตอนที่เขาเดินเช็ดผมออกมาจากห้องส่วนตัว เอสหยิบขึ้นมากดรับ

(นายครับ ข้อมูลของสัปดาห์นี้ผมจะส่งเข้าไลน์เครื่องใหญ่ให้เลยนะครับ ไฟล์รูปรวมถึงรายละเอียดต่าง ๆ ผมรายงานลงไปทั้งหมด นายสะดวกรับตอนนี้เลยไหมครับ)

“ส่งมาเลย”

(ภาพชัดไหมครับนาย ข้อมูลละเอียดเท่าที่นายต้องการใช่ไหม)

“ขึ้นกรุงเทพเมื่อไหร่เข้ามาเอารางวัล”

เขาใช้เวลาสักพักดูข้อมูลทั้งหมดที่ถูกส่งมา กระทั่งเวลาผ่านไปเอสค่อยละสายตาออกจากโทรศัพท์มองลงดูเจ้าคูเปอร์ที่เดินมานั่งข้างเขาตั้งแต่เมื่อสิบนาทีก่อน มือใหญ่ลูบหัวมันครั้งแล้วครั้งเล่าอย่างเอ็นดู พลางนึกไปถึงข้อมูลบางอย่างที่ได้มาจากชิพเพื่อนเขาเมื่อสองปีก่อน


“มันมีน้องสาวชื่อโบว์เพิ่งเข้าเรียนปีหนึ่งมหาลัยเก่าพวกเรานี่แหละ รู้สึกจะอยู่บริหาร มึงลองดูรายงานที่กูส่งไปให้ พ่อมันเป็นวิศวกรระดับสูงของรัชชา ประเมินงานของนิคมอุตสาหกรรมทางทะเลภาคตะวันออกทุกจังหวัดที่อยู่ในเครือข่ายของรัชชาตะวันออกซึ่งตอนนี้เป็นหัวหน้ากูและขึ้นตรงกับมึงคนเดียวอยู่แล้ว  ไอ้เด็กแบงค์มันเข้าออกไร่นั้นได้ในฐานะเดียวกับไอ้อาร์ สองครอบครัวเขาสนิทสนมกันค่อนข้างมาก นี่ยังไม่นับว่าแคปมันต้องกลายเป็นตุ๊กตาหน้ารถนั่งเชฟโรเลตเข้ากรุงเทพอาทิตย์ละสองวันเพื่อส่งไอ้แบงค์ทำงานที่ตึกไพร์ม แต่มึงไม่ต้องห่วงสองคนนั่นยังเป็นแค่รุ่นพี่รุ่นน้องเหมือนเดิม เด็กมึงที่ส่งเข้าไปทำงานที่ไร่ออกมาเจอกูแล้วเล่าทุกอย่างให้ฟังเรียบร้อย”

“ข้อมูลของมึงธรรมดาเกินไป ทุกเรื่องที่พูดมาไม่มีเรื่องไหนที่กูยังไม่รู้”

“เอาน่าใจเย็นดิวะ กูก็พยายามอยู่มึงก็รู้อามันทำงานอะไรจะเข้าไปสืบเองก็ดูท่าจะไม่ได้ งานการกูยังต้องทำ มึงส่งสายเข้าไปแล้วต้องหัดเชื่อใจ คนของเราไม่ใช่จะไร้ฝีมือเป็นถึงเด็กฝึกที่มึงมีพระคุณกับเขาจนท่วมหัวเลยไม่ใช่หรือไง”

“กูอยากได้ข้อมูลที่ลึกกว่านี้ชิพ ข้อมูลบ้านไอ้แบงค์ทั้งหมด ที่ดินของมัน แม่มัน น้องสาวมัน ธุรกิจทุกอย่างที่บ้านมันมี”

“มึงคิดจะเล่นไม่ซื่อหรือไง”

เปล่า...ก็แค่อยากได้ข้อมูลมาอยู่ในมือ  

“กูเชื่อใจมึง” เชื่อว่ามึงจะทำได้

“รอรับรายงานได้เลย”



เอสสะบัดหัวนิดๆไล่ความรู้สึกก่อนลุกขึ้นจากตรงนั้น “คูเปอร์เข้านอน”

เขาหันไปเรียกเจ้าคูเปอร์บอกให้ตามมา เมื่อเปิดเข้าไปภายในห้องนอนใหญ่สุนัขลาบาดอร์สีครีมกระโดดขึ้นไปนอนบนโซฟาเบสตัวหรูที่วางอยู่ปลายเตียงทันที นั่นคือที่นอนส่วนตัวของมัน คูเปอร์หมุนๆๆจัดที่จัดทางตังเองเสร็จนอนลงเอาหัวหนุนหมอนข้างส่วนตัว มองหน้าเจ้านายมันที่เดินไปหยุดอยู่ริมหน้าต่าง เสียงสายฝนจากด้านนอกเทหนักดังลอดเข้ามาถึงภายใน ร่างกายสูงใหญ่ยืนนิ่งงันอยู่แบบนั้น

เป็นคืนเดือนเพ็ญ...ที่มีฝนตก

คืนฝนตกทำให้เขานึกถึงอดีต...อดีตที่เจ็บปวด

เขายืนนิ่งอยู่อย่างนั้นครู่หนึ่งก่อนจะได้ยินเสียงเรียกจากสุนัขตัวโปรด “โฮ่ง!

“นอนได้แล้ว”

มันเห่าเสียงเล็กๆอ้อนเรียกก่อนที่เอสจะหันกลับมาสั่งมันด้วยน้ำเสียงเด็ดขาด เจ้าหมาอ้วนก็นอนมองตาละห้อย เห็นเจ้านายมันเดินกลับมานั่งอยู่ที่เตียงหยิบหนังสือขึ้นมาอ่านสักพักก็ปิดลง กิจกรรมต่อมาคือหยิบรีโมทขึ้นมาเปิดดูไฟล์วีดีโออันเดิมแล้วดับไฟ นอนนิ่งๆมองภาพเคลื่อนไหวอยู่แบบนั้น...ทุกคืน..ทุกวัน เป็นแบบเดิม

ห้องมืดแล้ว ช่วงเวลาที่มันรอคอยมาถึง สายตาสัตย์ซื่อเลื่อนไปที่จอภาพ คูเปอร์ยิ้ม...เพราะมันจำได้ว่าคนที่ยิ้มอยู่ในจอภาพนั้น คนที่อุ้มมันแล้วจับอุ้งเท้ามันโบกใส่กล้องคือคนๆเดียวกับที่มันเจอเมื่อหลายวันก่อน คนที่มันคิดถึงมาตลอด....ดีใจแทบตายตอนที่ได้เจอ

“นอนซะนะ” เอสเดินเข้ามาห่มผ้าให้มันจนชิดถึงคอ ขนหนานุ่มนิ่มปลิวไปกับความเย็นชุ่มฉ่ำของแอร์ อากาศหนาวมากแต่คูเปอร์คงจะชิน มันนอนกับเขาตั้งแต่วันแรกที่มาอยู่ที่นี่ แน่นอนว่ามันเป็นหมาที่พิเศษ สิ่งมีค่าที่แคปทิ้งไว้ให้

แม้จะเจ็บปวดทุกครั้งเวลามอง แต่ก็เป็นสิ่งเดียวที่เขาจะไม่ยอมสูญเสียไปไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็ตาม






“พี่แคปโบว์อยากกินมะยงชิดล่ะ ไหนๆๆใครบอกไว้เมื่อคืนว่าจะเก็บเอาไว้ให้โบว์ พี่แคปอยู่ไหมค๊า”

“อะไรยัยโบว์โวยวายอะไรวะ แล้วนี่มาเมื่อไหร่ไอ้แคปมันเข้าไร่ยังไม่ออกมาเลย” เจ้าของบ้านหลังเล็กสีฟ้าสดใสอย่างอาร์เดินออกมามองดูเด็กสาวที่ยืนโหวกเหวกโวยวายชะเง้อคอมองหาคนที่เธอพูดถึง “พี่แคปยังไม่ออกมาเหรอพี่อาร์” เธอถาม พลางสอดสายตาต่อ อาร์ที่กำลังถอดเสื้อล้างเนื้อล้างตัวยังต้องรีบเอาผ้าเช้ดตัวที่คล้องคอไว้หลบๆหน้าอกแบนๆของตัวเอง

ผู้หญิงสมัยนี้ กล้าจริงๆ

“ยังเดะ มันเข้าไปตรวจงานในไร่เดี๋ยวคงออกมาแล้วโทรหามันสิ”

“อ้าวเหรอ งั้นโบว์ไปรอที่ร้านกาแฟนะพี่  พี่แบงค์คุยกับอาโก้อยู่ที่นั่นเผื่อพี่แคปออกมาโบว์จะได้เห็น พี่อาร์อาบน้ำต่อเถอะ”

เธอพูดยิ้มๆหน้าตาอารมณ์ดีถึงที่สุด อาร์พยักหน้าบอกโอเค เธอจึงบอกให้อาร์รีบตามออกมาด้วยเพราะโก้เรียกไปรวมพลกินข้าวกันแล้วก่อนที่ร่างบอบบางน่ารักจะรีบหมุนตัวซอยเท้าลงบันไดไปยืนรีๆรอๆอยู่ปากทางเข้าไร่ พอเห็นรถกอล์ฟของเป้าหมายค่อยๆขับกินลมออกมาจากไร่เธอก็ฉีกยิ้มรอ

“อ้าวตัวยุ่งมานานหรือยังเนี่ย” แคปจอดรถกอล์ฟเข้าซองเป็นคันสุดท้ายพอดี รองเท้าบูตยางกำลังจะก้าวลงมาก็เห็นหญิงสาวยืนรออยู่แล้ว

“มานานแล้วค่ะ โบว์รอพี่แคปพาไปเด็ดมะยงชิดมากินกันตามสัญญาไง”

“จะไปเด็ดทำไม เอ้าเอามาให้แล้ว” แคปหยิบมะยงชิดพวงใหญ่ผลสุกเต็มที่สีเหลืองอมส้มน่าทานส่งให้ น้องโบว์ดีใจยิ้มจนแก้มแทบปริ

“พี่แคปไม่ลืมสัญญากับโบว์จริงๆด้วย”

“ไม่ลืมหรอกน่า” แคปเดินลงมาวางมือบนหัวเล็กแล้วยีเบา ๆ ก่อนเดินนำเธอบอกไปทานข้าวด้วยกัน

แคปแยกไปล้างไม้ล้างมือ ขณะที่เฮียโก้บอกให้พี่พายสอนทำน้ำจิ้มอร่อยๆให้ด้วยน้องโบว์นั่งกินกับมะยงชิดจนเกือบจะหมดพวง

อาหารพร้อมแล้ว ข้าวสวยร้อนๆในแต่ละจานยังมีควันกรุ่น ทุกคนมานั่งล้อมวงทานกันบนโต๊ะไม้เนื้อดี ยังเหลือเจ้าอาร์คนเดียว เพราะว่ารายนั้นอาบน้ำนานที่สุด

“ท้องหรือไงยัยโบว์ กินของเปรี้ยวหน้าตาเฉยเลยนะ” เสียงแบงค์แซวน้องสาวตัวเองขึ้นมาทำเอาคนในวงข้าวแทบสำลักพรวด

“บ้าแล้วพี่แบงค์ โบว์จะท้องได้ไงเล่าพูดจาอายคนมั่งเหอะโบว์ผู้หญิงซื่อๆไร้เดียงสา”

“ก็เห็นกินของเปรี้ยวนี่” ไร้เดียงสาตายล่ะ

“เปรี้ยวที่ไหน มะยงชิดหวานอร่อยจะตาย”

“พอๆไม่เถียงกันลูก  น้องโบว์ทานข้าวก่อนค่อยกินผลไม้ต่อนะเดี๋ยวปวดท้อง”โก้รีบห้ามทัพสองพี่น้อง เขาไม่เคยมีลูกสาวจึงไม่ค่อยรู้วิธีรับมือปากคอผู้หญิงเท่าไหร่ ห้ามไว้ก่อนน่าจะดีที่สุด

“ค่ะอาโก้” เธอรับคำ จากนั้นตักผัดเผ็ดเข้าปาก พอเผ็ดก็โวยวายขึ้นมาอีกเดือดร้อนแคปที่นั่งอยู่ข้าง ๆ ยื่นส่งน้ำให้แทบไม่ทัน

“กินดีๆสิครับโบว์ สำลักแล้วแสบคอนะ” แคปว่าพลางลูบหลังให้ “ก็โบว์เผ็ดอ่ะพี่แคป”

“เผ็ดก็แดกน้ำเข้าไปอย่าเรื่องมากทีหลังกูไม่พามา” นี่เสียงแบงค์พูดขึ้นอย่างใส่อารมณ์ เขาเห็นน้องสาวตัวเองวุ่นอยู่กับแคปแล้วก็ต้องมองอย่างระเหี่ยปนกับระอาใจ ยัยโบว์นับวันติดเจ้าแคปมากกว่าเขาเข้าไปแล้ว ตามใจกันน่าดู

“ไม่พามาโบว์ก็มาเอง อาทิตย์ไหนโบว์กลับบ้านโบว์จะมาหาพี่แคปกับพี่อาร์ที่ไร่”

“เออมึงมาเองเหอะ ปั่นจักรยานมาเองนะอย่ามาชวนกู” น้องโบว์ขับรถอะไรก็ไม่เป็น เป็นอยู่อย่างเดียวคือจักรยาน แบงค์จึงเบรกเธอจนหน้าหงาย แถวนี้รถเมล์ไม่ผ่านนะแล้วจักรยานไม่มีใครเขาปั่นกันหรอกถนนเส้นนี้รถวิ่งเร็วตลอดอันตรายสุด

“พี่แบงค์ใจร้ายว่ะ”

“เออกูใจร้ายอยู่แล้ว”

“พอแล้วมึงไอ้แบงค์อย่าไปว่าน้อง ดูหน้าสิหมดสวยแล้ว” แบงค์หัวเราะสวนโบว์แว๊ดใส่ คำพูดแคปเหมือนจะช่วยนะแต่ไม่ใช่เลย

“เอาน่า พี่ล้อเล่น”

“พี่แคปอ่ะ”

“มึงก็ไปตามใจมัน เสียนิสัย”

“เอ๊ะนี่มึงว่ากูเรอะ” แคปกระแทกช้อนลงแล้ว หน้าตาจ้องคนข้าง ๆ อย่างบึ้ง

“ก็ว่าสิ ทำไมล่ะ”แบงค์ต่อความไม่ยอมเหมือนกันหากแต่ตักผัดกุ้งเปรี้ยวหวานวางใส่จานให้ แล้วเลิกคิ้วท้าทาย ดูว่าแคปจะว่ายังไงต่อไปอีก ทว่าแต่ก่อนที่ทุกอย่างจะวุ่นวายไปมากกว่านี้ อาร์ที่เพิ่งเดินมานั่งปุ๊ลงข้าง ๆ รีบห้ามทัพห้ามศึกลงก่อน โก้ส่ายหัวลุกขึ้นไปคดข้าวร้อนๆใส่จานให้เหมือนทุกวัน

“ขอบคุณครับเฮียโก้” อาร์ว่าพลางรับจานข้าวตัวเองมา

“มาก็ดีแล้ว ช่วยปรามสองคนหน่อยเถอะฟังแล้วเหนื่อยแทน” ตอนแรกเป็นแบงค์โบว์ ไหงมาจบลงที่แคปแบงค์ไปได้ อาร์แทรกตัวนั่งลงคั่นสองคนพอดิบพอดี แบงค์ทำเสียงฮึดฮัดทว่าก็ขยับให้คนตัวเล็กนั่งดีๆ หลังจากนั้นทั้งวงข้าวค่อยสงบลงได้ ต่างคนต่างทานกันไป อาร์ตักอาหารใส่จานให้น้องโบว์บ้างเพราะที่นั่งเธอค่อนข้างห่างจากอาหารจานโปรด

“วันนี้อาฟี่ไม่กลับเหรอครับพ่อ” แคปกินเสร็จก่อนเขาลุกขึ้นเอาจานไปเก็บที่เคาน์เตอร์ จากนั้นเดินมาเทน้ำใส่แก้วสองใบ เป็นของเขาหนึ่งและของเฮียโก้อีกหนึ่ง

“กลับนะเห็นว่าดึกๆหน่อย สองสามวันนี้คงหยุดยาว ภาระกิจเพิ่งเสร็จว่างั้น”

“ให้ผมรอไหม หรือว่าเฮียโก้จะรอเองครับ” แคปส่งแก้วน้ำให้พ่อเขา จากนั้นจึงถือจานไปเก็บให้อีก โก้พยักหน้าบอกขอบใจแล้วจัดการล้างมะยงชิดส่วนที่เหลือมาทานด้วยกัน

“พ่อจะนั่งทำงานรอเอง แต่เดี๋ยวแคปเข้าไปเอาบัญชีด้วยนะลูก รายงานการเงินของเดือนนี้ทั้งหมดลูกยังไม่ได้ตรวจเลยนะ เป็นเจ้าของไร่แบบไหนกันน่ะเล่นให้พ่อทำให้เราตลอดไม่ไหวเลยจริงๆน๊า” แคปทำหน้ายอมจำนน โก้ดึงแก้มนิ่มนั้นไปหนึ่งทีก่อนที่แคปจะย่นจมูกบอกว่าเจ็บ คนที่เหลือในวงอาหารต่างมองกันแล้วยิ้ม

หลังจากนั้นทั้งหมดก็ทานข้าวทานผลไม้กันจนเสร็จ อาร์ และแบงค์เข้าไปช่วยพี่พายเก็บครัวและล้างจาน รวมถึงคุยกับพวกคนงานประจำของไร่ทางด้านหลังครัว ขณะที่โก้เลี่ยงไปคุยโทรศัพท์ แคปกับโบว์จึงอยู่กันตามลำพัง เขาชวนน้องโบว์ออกมาเดินเล่นด้านหน้าเห็นว่าอากาศดีไม่อยากให้เธออุดอู้อยู่แต่ด้านใน

“วันนี้ฝนท่าจะตกล่ะพี่แคป”

แคปเงยหน้ามองเห็นพระจันทร์ดวงโต ท่ามกลางสายลมอ่อนยามค่ำคืนที่พัดหวีดหวิว มีกลิ่นฝนลอยมาปะทะจมูกจริงอย่างที่ว่า “เรียกแบงค์ออกมาดีกว่านะ กลับตอนนี้จะได้ไม่ติดฝน”

“ยังหรอกค่ะ พี่แบงค์คุยกับพี่อาร์อยู่โบว์รออีกหน่อยก็ได้ เราไปนั่งตรงนั้นกันไหมพี่” เธอชี้ชิงช้าไม้ที่ผูกไว้บนกิ่งไม้แข็งแรงใกล้ ๆ ก่อนที่แคปจะทันปฏิเสธอะไรเธอก็วิ่งไปนั่งอยู่ตรงนั้นเรียบร้อย กวักมือเรียกบอกให้แคปเดินเร็วๆ

“พี่แคปไกวให้โบวหน่อยสิคะ”

“ตัวยังกับยักษ์ใครจะไปไกวไหว” แคปแกล้งว่าแต่ก็เข้าไปไกวให้อยู่ดี น้องโบว์เงยหน้ามองเขาแล้วยิ้ม “โบว์อยากให้แฟนโบว์อ่อนโยนเหมือนอย่างพี่แคปจังเลย”

“นี่ตกลงมีแฟนแล้วจริงดิ?” เธอพยักหน้าก่อนก้มงุดๆไม่สบสายตาคนถาม ซึ่งแคปก็พอจะดูออกว่าเธออาย แต่เขาเฉยๆนะเพราะเธอก็อยู่ปีสองแล้ว ยี่สิบจะมีคนที่คบๆไว้บ้างก็ไม่แปลก

“แต่เขาไม่ใช่คนใจดี” ไม่ใจดีเหมือนพี่แคป เขาเย็นชา ในดวงตาของเขาไม่เคยมีวันไหนที่เธออ่านออกเลยสักครั้ง

ถึงอย่างนั้นเธอยังคงชอบเขา...ชอบมาก

“คนใจร้ายเหรอ?”

“เปล่าค่ะ ไม่ได้ใจร้ายขนาดนั้น โบว์ไม่รู้ว่าอยู่กับคนอื่นเขาเป็นยังไง”

“อ้าว แล้วเขาเป็นยังไงล่ะ ถ้าอึดอัดเวลาที่ต้องอยู่ข้างๆกันแบบนั้นไม่ค่อยดีนะ” แคปเริ่มมุ่นคิ้วคิดตาม ถึงโบว์จะไม่ใช่น้องสาวแท้ๆแต่ฟังแล้วก็รู้สึกห่วง

“เปล่าค่ะไม่ได้อึดอัดตลอดหรอก เวลาที่เขาดี เขาก็ดีมากจนโบว์ใจหายมีความสุขทุกครั้งที่ได้อยู่ใกล้ ๆ แต่เวลาที่เขานิ่งโบว์จะไม่กล้าแม้แต่จะมองหน้าเขาเลย ดูเหมือนเขาจะมีเรื่องอะไรสักอย่างในใจ เขาค่อนข้างเย็นชามากจนบางครั้งรู้สึกว่าตัวเองไม่ได้ถูกรักเลย แค่เขามาคบกับโบว์ตามหน้าที่อะไรแบบนั้น”

“ตามหน้าที่?”

“โบว์แค่เปรียบเทียบน่ะพี่แคป ที่จริงเขามาจีบโบว์ก่อนด้วยนะ ไม่มีทางทำตามหน้าที่อะไรอยู่แล้วเพราะว่าโบว์ไม่ได้มีผลประโยชน์อะไรให้กับเขา โบว์คิดไปคิดมาก็คิดว่าตัวเองคิดมากไป เขาคงเป็นคนแบบนี้อยู่แล้วอ่ะ”

เธอเล่าเรื่องที่พูดให้พี่ชายตัวเองฟังไม่ได้ให้แคปฟังแทน พอเห็นอีกฝ่ายฟังแล้วทำหน้าติดกังวลจึงกลบเกลื่อนไปว่าตัวเองคิดมากไปเอง จะว่าไปเธอก็รู้สึกแบบนั้นจริง ๆ เธอคงคิดมากไปเอง เพราะคนที่เธอคบด้วยเขาเป็นผู้ใหญ่ มีงานมีการระดับสูงขนาดนั้นจะมาตามใจเอาใจเธออย่างเดียวก็ใช่เรื่อง เรื่องงานของเขาคงจะสำคัญมากกว่าอยู่แล้วถ้าเธอเข้าใจและยอมรับจุดนี้ได้เธอก็จะคบกับเขาได้ตลอดไป

“นี่รักครั้งแรกหรือเปล่า”

“รักแรกและรักเดียวค่ะพี่แคป รักมากจนโบว์ก็ไม่เข้าใจตัวเองเหมือนกัน”

“อืม ค่อยๆดูไปเถอะ” แคปพูดได้แค่นี้เท่านั้นแหละ ตัวเขาเองก็ยังเอาตัวไม่รอดเลยเรื่องรัก ไม่มีหน้าจะไปสั่งสอนใครทั้งนั้น

“จริงสิพี่แคป โบว์ถามพี่ได้ไหม ผู้ชายแบบพี่ ชอบให้ผู้หญิงทำอะไรให้บ้างอ่ะ”

“หืม? หมายความว่ายังไง”

“ก็หมายความว่านอกจากร่างกายแล้ว พวกพี่ชอบอะไรอีกที่ผู้หญิงที่เป็นแฟนจะสามารถให้ได้น่ะ”

“เหย โบว์อย่าพูดแบบนี้ให้ไอ้แบงค์มันได้ยินเชียวนะรู้ไหม มันจัดการโบว์กับไอ้หมอนั่นแฟนโบว์แน่”

“ก็เพราะรู้ไงโบว์ถึงเลือกมาถามพี่ นะๆๆพี่แคปบอกโบว์หน่อย แฟนโบว์โคตรของความเย็นชาอ่ะ ทำอะไรเซอไพร้ซ์แค่ไหนเขาก็แค่อมยิ้มแล้วบอกขอบคุณ แต่โบว์ว่าเขาไม่ได้มองว่าโบว์ตื่นเต้นเลย โบว์จะทำอะไรดีอ่ะพี่ อยากให้เขาประทับใจ”

“ใครจะไปรู้” แคปตอบออกมาแทบจะทันที น้องโบว์ถึงกับหยุดชิงช้าลงแล้วเงยหน้ามองเขาทันทีเหมือนกัน

“ก็ขนาดพี่แบงค์เป็นคนนิ่งๆแบบนั้นยังติดพี่แคปแจบอกว่าอยู่ด้วยแล้วสบายใจ โบว์ว่าพี่แคปต้องมีอะไรดีๆช่วยแนะนำหน่อยสิพี่ อะไรก็ได้ที่จะทำให้คนของโบว์ตื่นเต้นสบายใจเวลาอยู่ด้วยกันน่ะ โบว์อยากเห็นเขายิ้มกว้างๆให้โบว์ครั้งเดียวก็ยังดี”

หลังจากแคปนิ่งไปเพราะครุ่นคิดอยู่สักพักเขาจึงล้วงมือเข้าไปในกระเป๋ากางเกงเอามังคุดจิ๋วลูกเล็กๆที่ดูเหมือนลูกแก้วออกมา เขาเก็บไว้ตั้งแต่ตอนเย็นที่เข้าสวนไปตัดพวงมะยงชิดมาให้น้องโบว์แล้วเห็นมันห้อยล่อหน้าล่อตาอยู่ ลูกนี้พิเศษมันดูน่ารักคล้ายลูกแก้ว เปลือกแข็งแรงจนคิดว่าจะเป็นหินสีนิลได้ เขาจึงเก็บใส่กระเป๋าไว้ก่อน จากนั้นจึงแนะนำโบว์ไปหนึ่งอย่างก่อนที่อาร์กับแบงค์จะเดินออกมาจากด้านใน ทั้งหมดยืนคุยกันต่ออีกสักพักส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องแผนงานของไร่และสัพเพเหระทั่วไปสุดท้ายแบงค์ชวนเธอชวนกลับบ้านน้องโบว์อึกอักอยู่นิดก็พูดขึ้น

“คืนวันศุกร์หน้าพี่แคปว่างไหม”

“ศุกร์หน้า?” แคปทวนคำถามก่อนหันไปมองแบงค์ ทุกศุกร์เขาต้องเข้ากรุงเทพกับแบงค์อยู่แล้ว บางวันมีธุรกรรมบางอย่างต้องติดต่อถ้าไม่มีอะไรก็แค่รอกลับพร้อมกันช่วงดึกๆหลังแบงค์เลิกงาน

“อย่าลีลายัยโบว์ บอกไปดิก็แค่งานวันเกิดที่เพื่อนแกจะจัดให้ใช่ไหมล่ะ”

“พี่แบงค์อย่ามาขัดดิ โบว์อยากชวนพี่แคปเองนี่นา พี่แบงค์จัดรายการอ่ะ โบว์ก็อยากให้พี่แคปไปแทนไง ไปงานวันเกิดโบว์ที่ร้าน....ได้ไหมพี่ เพื่อนในกลุ่มโบว์จะจัดให้ โบว์อยากให้คนสำคัญของโบว์ไปด้วยกันทุกคนเลย น่าเสียดายไปหน่อยพี่แบงค์ไปไม่ได้” แต่ถ้าแคปไปพี่ชายเธอต้องฝากของขวัญไปด้วยอยู่แล้ว

“พ่อกับแม่มึงก็ชวนเหรอ” ที่ว่าคนสำคัญน่ะ แบงค์อดสงสัยไม่ได้ แต่น้องโบว์เอื้อมไปตีพี่ชายเธอหนึ่งที “บ้า พี่แบงค์อย่ามาเบรกกันสิ”

“อ้าวก็เห็น...”

“พอแล้วมึงแบงค์อย่าแกล้งน้อง” แคปรีบเข้าไปห้ามทัพไว้ แบง์มันชอบแกล้งน้องตัวเองเป็นนิจ ยิ่งถ้าโบว์ทำท่าสนิทสนมกับเขามากเกินมันจะทนดูไม่ได้มันจะอาละวาด

“โบว์ชวนพี่อาร์ด้วยค่ะ ไปพร้อมพี่แคปเลยได้ไหมพี่ ไปกันหลายๆคนนะๆๆ” เธอหันไปชวนอาร์ด้วยอีกคน เกลี้ยกล่อมอยู่นานแต่ก็พอจะรู้อยู่ว่าอาร์คงจะปฏิเสธ เธอจึงบอกใหม่ว่าจะจัดดึกๆหลังเที่ยงคืนไปแล้วให้แคปกับอาร์ไปพร้อมแบงค์ รอแบงค์จัดรายการเสร็จค่อยพากันไปงานวันเกิดเธอ

“นี่มึงวางแผนให้พวกกูเสร็จสรรพเลย?” แบงค์หันมาถามตาขวาง ๆ เธอยักไหล่

“ก็แค่กะไว้คร่าว ๆ”

“ดึกแบบนั้นจะไปกินอะไรกันเลยเวลาเกิดมึงแล้ว งานวันเกินเค้าเป่าเค้กสี่ทุ่มเว้ยกำลังดี”

“ก็พี่แบงค์เลิกงานห้าทุ่มอ่ะ โบว์ว่ามาไม่ทัน”

“มันไม่ทันอยู่แล้วล่ะ ปีที่แล้วไม่เห็นจะจัด ปีนี้ทำไมถึงได้เรื่องมากแบบนี้วะ”

“พี่อ่ะ!” เธอแทบจะกินหัวพี่ชายตัวเองเข้าไป ได้ยินแต่เสียงอาร์กับแคปหัวเราะเธอจึงหันไปหาอาร์

“แล้วพี่อาร์จะไปยังไงล่ะพี่ ไปพร้อมพี่แคปได้ไหมคะ”

“พี่ไปไม่ได้หรอกครับ ต้องอยู่เป็นเพื่อนเฮียโก้ เดี๋ยวฝากของขวัญไป โบว์ไม่โกรธพี่อยู่แล้วเนอะ เพราะพี่ไม่สำคัญเท่าเจ้าแคปหรอกใช่ไหม” อาร์แซว เห็นเธอหน้านิ่วแล้วก็ขำ “บ้า ไม่ใช่สักหน่อย โบว์ตั้งใจชวนทุกคนต่างหาก”

“โอเคๆอย่าอารมณ์เสียอีก เดี๋ยวพี่ดูก่อนนะครับ ถ้าแบงค์มันเลิกไม่ดึกมากพี่จะไป”

“อ้าว ทำไมงั้นล่ะ” เธอนึกว่าแคปจะตอบโอเคไปแน่นอนเสียอีก  แบงค์หันมาขำหน้าตาเธอจนไหล่สั่น

“ยังไม่สัญญาแต่คิดว่าคงจะไปได้ เอาไว้คืนวันศุกร์ถ้าพี่ไปโบว์จะเห็นเอง”

คืนนั้นหลังจากส่งสองพี่น้องกลับบ้าน อาร์กับแคปก็เดินกลับเข้ามาด้วยกัน เจอพี่โชนหนึ่งในคนงานอยู่ประจำที่ไร่กำลังเดินตรวจตราความเรียบร้อย เขาสองคนเลยแวะทัก

“คุณแคปคุณอาร์รีบกลับเข้าบ้านเถอะครับ กลิ่นฝนลอยมาแล้วผมว่าคืนนี้ฝนตกชัวร์ๆ ท่าจะหนักเอาการเสียด้วย” แคปเงยหน้ามองท้องฟ้า “เดี๋ยวอาฟี่จะกลับมา พี่โชนจะเปิดรั้วให้ใช่ไหมครับ”

“ใช่ครับวันนี้เวรผม คุณโก้สั่งไว้แล้วเดี๋ยวผมรอคุณฟี่เองครับ”

แคปพยักหน้าเบา ๆ เขาเดินมาส่งอาร์ถึงหน้าบ้านทั้งที่รายนั้นบอกว่าแยกกันเสียตั้งแต่หน้าบ้านใหญ่ แต่แคปก็ดึงดันบอกจะเดินเข้ามาส่ง เพราะว่าบ้านของอาร์อยู่ลึกเข้ามาอีกนิดและค่อนข้างมืดแคปจึงติดนิสัยเดินเข้ามาส่งทุกครั้ง

“มึงเห็นกูเป็นผู้หญิงหรือไงวะไอ้แคป ไอ้นิสัยดูแลเทคแคร์กูนี่มึงมันแก้ไม่หายเลยจริงๆนะ” จะกับใครก็เป็นไปหมด มิน่าน้องโบว์กับไอ้แบงค์ถึงได้ติดมันนัก

“หึหึ...” แคปขำเบาๆในลำคอ ก่อนหันไปหาอาร์ “ศุกร์นี้เข้ากรุงเทพด้วยกันไหมล่ะวะ ไปงานวันเกิดน้องด้วยกัน ไปหลายๆคนสนุกดี เซอร์ไพร้ซ์น้องด้วย”

“ไม่ไหวหรอกว่ะ ถ้ามึงกับกูไปกันทั้งคู่เฮียโก้สลบตายคาไร่แน่ ๆ มึงก็รู้วันศุกร์บางสัปดาห์คนเยอะฉิบหาย กูต้องอยู่ทำงานให้สมเป็นผู้จัดการสิวะ คุณเจ้าของอย่างมึงจะอยู่หรือไม่อยู่ไม่มีปัญหาหรอก กูรับหน้าที่แทนมึงอยู่แล้ว ไม่งั้นจะมีกูไว้ทำไมล่ะ”

แคปยิ้มบางให้เพื่อนสนิทอีกคนของตัวเองก่อนที่เขาจะขโมยชกพุงอาร์เบาๆหนึ่งทีอย่างหยอกล้อ หลังจากนั้นเขาเดินกลับมาที่บ้านหลังใหญ่ ห้องเฮียโก้ยังเปิดไฟไว้อยู่ แคปเงยหน้ามองท้องฟ้า คืนเดือนเพ็ญพระจันทร์เต็มดวงสวยงามมาก หากแต่เขาได้กลิ่นฝนลอยมาแตะที่ปลายจมูก มีกลุ่มเมฆดำทะมึนลอยมาจากอีกทิศหนึ่งไกลๆ แคปแวะเข้าไปคุยธุรกรรมทางการเงินของไร่กับพ่อของเขานิดหน่อยก่อนเดินถือสมุดบัญชีเล่มใหญ่ออกมา

จัดการธุระส่วนตัวเสร็จไม่นานเขาก็มานั่งจมจ่อมอยู่ที่โต๊ะทำงานในห้องซึ่งตั้งเอาไว้ติดหน้าต่างบานกว้าง

...ฝนตกลงมาแล้ว ทั้งที่พระจันทร์ดวงโตยังส่องแสง...

แคปไม่ชอบคืนฝนตก เพราะเหตุการณ์ในอดีตที่ผุดขึ้นมาในหัวใจทุกครั้งที่มีฝนตก

ภาพที่เขากับ...อดีตคนรัก กอดกันแนบแน่นท่ามกลางสายฝนคืนนั้น

ก่อนที่ทุกคำบอกลาจะเอ่ยออกมาโดยไร้เสียง เขาทิ้งทุกอย่างไว้ที่ตรงนั้น กลบความรู้สึกรัก ห่วงหา ถวิล และอาวรณ์

หากแต่ความคิดคำนึงไม่เคยลดทอนและทอดทิ้งคนรักเก่าของตัวเองได้เลยแม้สักวัน

เสียงรถเคลื่อนเข้ามาจอดลง แคปจึงมองเห็นว่าอาฟี่กลับมาแล้ว พี่โชนคนงานของไร่เข้าไปกางร่มรับ ช่วยถือของบางอย่างขณะที่อาฟี่หิ้วกระเป๋าปืนไรเฟิลสีดำยาวที่แคปคุ้นตาตั้งแต่เด็กเดินเข้าบ้าน

“ตรวจประตูให้แน่นหนาแล้วมึงก็ไปพัก” เสียงทุ้มสั่งรวบรัดชัดเจน ฟี่ไม่ใช่คนที่ต้องมาพูดมาก คำพูดของเขาสั้นๆรวบรัดและชัดเจนในคราเดียวเสมอมา นายโชนรับคำก่อนโค้งให้แล้วขอตัวออกไป คนที่เขาคิดว่าน่ากลัวที่สุดและอันตรายที่สุดในไร่นับแต่วันแรกที่มาสมัครเข้าทำงานที่นี่ก็คือผู้ชายคนนี้

คนที่หน้าตาเหมือนกับคุณโก้ทุกกระเบียดนิ้ว...ยกเว้นนิสัยและดวงตาสีดำสนิทแสนเย็นชานั่น

คืนนั้นฟี่วางกระเป๋าปืนเอาไว้ด้านนอกก่อนเดินเข้าไปที่ห้องโก้ เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายหลับไปแล้วคงเพราะความเหน็ดเหนื่อยงานมาตลอดทั้งวัน เขาเดินเข้าไปกระชับผ้าห่มให้ ปิดไฟหรี่ที่หน้าประตูก่อนเดินออกมาถือข้าวของๆตัวเองหิ้วขึ้นบนบ้านเคาะห้องหลานชายและเปิดเข้าไปอย่างถือวิสาสะ

เพราะว่าเห็นห้องแคปยังเปิดไฟอยู่ตั้งแต่ลงรถมา..และคืนนี้ก็เป็นคืนฝนตก...

“อาฟี่!

แคปหมุนเก้าอี้กลับมาหลังจากสะดุ้งขึ้นนิดๆเมื่อเห็นว่าเป็นใครเปิดผั๊วะเข้ามา เขายังนั่งเหม่อมองฝนอยู่เลย สมุดบัญชีบนโต๊ะยังไม่ได้ถูกเปิดออกด้วยซ้ำ

“เช็ดให้หน่อย” ฟี่โยนกระเป๋าไรเฟินส่งให้ไม่รีรอ และไม่ใช่แค่นั้น เขายังปลดกระดุมเสื้อเชิ้ตลงเรื่อย ๆ พอถอดออกก็ปลดสายสะพายปืนที่บ่าสองข้างออกมาก่อนจะส่งอาวุธกระบอกสีเงินยวงที่รักที่สุดออกมาโยนลงที่เตียงแคปแล้วคว้าเอาเสื้อมาสวมไว้เหมือนเดิม เพียงแต่ไม่ใส่กระดุมแล้ว

“ทำไมยังไม่นอน” เสียงทุ้มถามขึ้น สายตาคมไล่สายตามองที่โต๊ะแคปอีกครั้ง โดยที่เจ้าของห้องตอนนี้ย้ายไปนั่งขัดสมาธิอยู่บนเตียง เปิดกระเป๋าปืนออกแล้วค่อยๆจัดการเช็ด

“ใช้น้ำยาด้วยสิ ขวดใหม่อาทิตย์ก่อนกูทิ้งไว้ที่ห้องมึง” แคปค่อยนึกขึ้นได้ เขาเอื้อมไปหยิบน้ำยาขึ้นมาหยดใส่ผ้าผืนเล็กๆ ก่อนเอาไรเฟิลที่คลุ้งไปด้วยกลิ่นดินปืน ราวกับเพิ่งใช้เสร็จสดๆร้อนๆออกมาปลดเซฟตี้ทุกอย่างพร้อมกับถอดตัวกล้องอย่างที่คุณอาเขาเคยสองตั้งแต่เด็ก  

ที่เหลือก็แค่นั่งเช็ด

ภายในห้องเงียบไปครู่หนึ่งจนแคปรู้สึกว่าอาฟี่ที่ตอนนี้เดินไปนั่งแทนที่เขามองมาอยู่แบบไม่วางตา รัศมีกดดันแผ่ออกมาจนแคปยังรับสัมผัสได้ ดังนั้นเขาที่กำลังตั้งหน้าเช็ดของสุดรักสุดหวงของคุณอาจึงได้เงยหน้าขึ้นมองด้วยแววตาสงสัย

ทุกทีจะโยนปืนไว้ให้แล้วตัวเองก็จะลงไปอาบน้ำแท้ๆ ไหงวันนี้ถึงได้นั่งจ้องหน้าเขาอยู่ได้

“อาฟี่....

“ทำไมมึงไม่มีแฟน?”

!!!

แคปยังไม่ทันได้อ้าปากพูดเสร็จดีคนที่นั่งจ้องหน้าเขาอยู่กลับโพล่งคำถามประหลาดขึ้นมา เขาตกใจจนตาเบิกโพลง ปืนหนักๆในมือเกือบหล่นทับขา “อะ....อะไร” จู่ๆถามอะไร ตัวเองก็ไม่มีเหมือนกันแท้ๆ

“กูถามว่าทำไมมึงยังไม่มีแฟน”

ฟี่ย้ำออกมาชัดๆอีกครั้ง สายตาที่ถามไม่มีวี่แววว่าล้อเล่น ซึ่งคุณอาเขาไม่เคยล้อเล่นอยู่แล้ว แคปถูกสายตาสีดำสนิทราวพญามัจจุราชตรึงไว้คล้ายเขากำลังถูกสอบปากคำในคดีร้ายแรงอุกอาจอย่างไรอย่างนั้น

“ผะ...ผมไม่มีหรอก” แคปมุ่นคิ้วตอบแล้วเผลอมองไปนอกหน้าต่าง ฝนเทลงมาหนักยิ่งกว่าเดิม

“ทำไมถึงไม่มี กูไม่เห็นมึงจะชอบใคร....หลายปีมาแล้ว” เมื่อก่อนตอนแคปยังเด็ก ฟี่ที่มีหน้าที่รับผิดชอบแคปคอยตามดูแลตลอด เห็นเขางานยุ่งขนาดนี้บางวันถึงขนาดขับรถแวะเวียนเข้าไปดูหลังเลิกเรียน แคปควงสาวตั้งแต่มัธยมปลายพอเข้ามหาวิทยาลัยก็เห็นควงผู้หญิงบ้างประปราย จนกระทั่งมาถึงเด็กผู้ชายคนนั้น ทายาทคนเดียวของรัชชา คนที่เป็นน้องรหัสลาเต้หลานชายคนโตของเขา

“ตั้งแต่วันนั้นที่เกิดเรื่อง กูไม่เห็นมึงคบใครอีกเลย หมายความว่ายังไง”

“..........” แคปจุกอยู่ที่ปาก มองสบตากับผู้ปกครองแล้วตเองรีบหลบเพราะอีกคนไม่หลบเขาแน่นอนอยู่แล้ว มีแต่จะจ้องให้เขาทำอะไรไม่ถูกเสียมากกว่า ก็ไม่รู้จะตอบคำถามคุณอาของเขาแบบไหนยังไง มองซ้ายมองขวาชำเลืองไปที่ประตูก็แล้ว กระจกก็แล้วตู้เสื้อผ้าก็แล้ว สุดท้ายไม่รู้จะทำยังไงเขาจึงเลือกมองออกไปนอกหน้าต่าง

สายฝนเทกระหน่ำซัดลงมา ฟ้าผ่าเปรี้ยงให้ได้ยินจนต้องสะดุ้ง

“..ฝนตก..” แคปพึมพำออกมาหลังจากเงียบไปครู่หนึ่ง สายตายังจ้องออกไปแต่ด้านนอก ฟี่มองดูเสี้ยวหน้าหลานชายนิ่ง ๆ ดวงตาที่ลึกสุดจะหยั่งของเขาไม่เคยมีใครดูออก

“มึงเกลียดฝน ตั้งแต่วันนั้นหรือ?”

แคปนิ่งไปครู่หนึ่งก่อนพยักหน้าเบา ๆ ราวกับต้องมนต์ เหตุการณ์วันนั้นทั้งโก้และเต้เห็นทุกอย่าง แต่วันนั้นฟี่ไม่อยู่ เขาไม่คิดว่าคุณอาเขาจะรู้ แต่ในที่สุดถึงจะรู้ไม่น่าจะรู้รายละเอียดได้ขนาดนั้น

ที่สำคัญห้าปีที่ผ่านมาอาฟี่ไม่เคยพูดเรื่องนี้กับเขาเลย แคปหันกลับมามองใบหน้าคมคายที่เหมือนคุณพ่อเขาไม่มีผิดนั่น

“มึงโตหรือยังแคป” คำถามที่ดูเหมือนไม่ต้องการคำตอบ ฟี่พูดพลางลุกขึ้นแล้วเดินไปมองที่นอกหน้าต่างฝั่งด้านข้างให้ชัดๆก่อนจะพิงตัวเองเอาไว้ที่กรอบไม้นั่น กอดอกมองดูคนบนเตียงที่ตอนนี้ก้มหน้าลงไปเช็ดปืนให้เขาต่อ

แคปไม่เหมือนเดิมเขารู้มานานแล้ว โก้เองก็สังเกต ไม่เว้นกระทั่งลาเต้เองก็รู้ ทุกคนต่างหวังว่า เวลาจะช่วยเยียวยาทุกสิ่งโดยเฉพาะหัวใจ  เพียงแต่ว่า เวลาห้าปีมันยังไม่นานพอที่จะเรียกคาปูชิโน่ หลานชายคนเดิมของเขากลับมาเลยหรืออย่างไร

ความรักที่คิดว่าเป็นเพียงรักแรกของวัยรุ่น ความลุ่มหลง รักฉาบฉวย อยากรู้อยากลอง จนถึงบัดนี้เขาไม่แน่ใจแล้วว่าสิ่งที่ตัวเองและโก้คิดจะถูกต้องเสมอไป

คนเราเมื่อโตขึ้นต้องตัดสินใจบางอย่างได้ด้วยตัวเอง

“อาฟี่ครับ....

“มึงโตหรือยังแคป”

คนถูกถามเงยหน้าขึ้นมองคนที่หน้าต่างทันที ตอนแรกแค่คิดว่าคุณอาเขาพูดขึ้นมาลอย ๆ ตอนนี้คำถามออกมาจากริมฝีปากนั่นอีกครั้งแคปถึงค่อยรู้ว่าคุณอาเขาถามเพื่อต้องการคำตอบจริง ๆ

แคปจึงพยักหน้า “โตแล้วสิ” ก็เห็นอยู่ว่าเขาโตแล้วจริง ๆ จะยี่สิบห้าแล้วเนี่ย

“ใช่ มึงโตแล้ว ไม่เหมือนเมื่อห้าปีก่อน ตอนนี้มึงเป็นถึงเจ้าของไร่ เป็นหัวหน้าดูแลคนงานในไรไม่รู้กี่สิบชีวิต ทำบัญชีเอง ดูแลจัดสรรระบบการเงิน มึงโตขึ้นมากแล้วจริงๆ”

“อาฟี่หมายความว่ายังไงครับ” แคปเงยหน้าขึ้นมาจ้องคนพูดกลับทันที คำพูดบางจุดของอาฟี่ไม่ถูกต้อง หากแต่ฟี่ไม่ได้ตอบคำถามของเขา ร่างสูงใหญ่เพียงแค่ยืนมองเขาเงียบๆโดยที่ไม่พูดอะไรต่ออีกเลย จนกระทั่งแคปเช็ดปืนให้จนเสร็จ เขาปิดล็อคตัวกระเป๋ายาว ๆ เสร็จเรียบร้อยเงยหน้ามองคนที่ยังนั่งจ้องเขาอยู่

“ผมเข้มแข็งนะ” อาฟี่รู้หรือเปล่า

“รู้สิ..” รู้ว่าคนที่พูดว่าตัวเองเข้มแข็งมักอ่อนแอที่สุดไงล่ะ

“เพราะงั้นอาฟี่ไม่ต้องห่วงผมหรอกน่า ผมรู้เหอะเพราะคืนนี้ฝนตกใช่ไหม อาฟี่รู้ว่าผมไม่ค่อยชอบฝนเลยตั้งใจมาอยู่เป็นเพื่อนผมใช่หรือเปล่า”

หึ...ไอ้เด็กบ้า ใครเขาคิดแบบนั้นกัน

“เสร็จแล้วใช่ไหม วันนี้เช็ดเร็วดี” ฟี่ลุกขึ้นฉวยเอากระเป๋าอาวุธคู่ใจของตัวเองมาแล้วเดินไปที่ประตู แคปเดินออกไปส่ง เขาตั้งใจไปล็อคประตูไว้ด้วยเพราะคิดว่าจะนอนแล้ว

หากแต่ฟี่ก้าวพ้นกรอบประตูไปก็หันกลับมาหาเขา

“มึงรู้ไหม คนที่โตแล้วน่ะเขาสู้เพื่อตัวเองกันทั้งนั้นมึงทำได้ไหมล่ะ ความเข้มแข็งมีพอไหมคาปูชิโน่”
คนฟังขมวดคิ้วทันที ยังไม่ทันได้คิดตามคำพูดคุณอาครบถ้วนดี มือใหญ่ของฟี่ก็วางแหมะลงที่ศีรษะเล็กของหลานชายในความดูแล

หลานที่เขาใกล้ชิดด้วยมากที่สุด

“มึงมีสายเลือดของกูอยู่ครึ่งนึงคาปู วันนี้ไม่เหมือนเมื่อห้าปีก่อนอีกแล้ว ไม่อ่อนแอเหมือนผู้หญิงแบบนั้นมันน้ำเน่าน่า สู้เพื่อตัวเองสิ กูพูดแค่นี้มึงเข้าใจไหม”

พูดจบก็เดินหายไปจากตรงนั้นราวกับวิญญาณร้าย แคปจะรั้งแขนไว้คุยต่อแต่ไม่ทันเสียแล้วรู้สึกตัวอีกทีเสียงประตูห้องนอนใหญ่ด้านล้างก็ดังโครม

“อาฟี่หมายความว่า...”

แคปพึมพำอย่างงุนงง นึกทบทวนคำพูดของคุณอาเขาขึ้นอีกไม่รู้กี่รอบต่อกี่รอบ







เช้านี้เจ้านายของเขาอารมณ์ไม่ดี

การประชุมเริ่มต้นด้วยรายงานผลการประกอบการ ตัวเลขมหาศาลถูกนำมาฉายขึ้นเป็นรายงานบนจอภาพ ต่อด้วยการรายงานผลการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในรอบไตรมาสที่ผ่านมา ทุกอย่างดำเนินต่อไปจนถึงช่วงรายละเอียดที่จะดำเนินการต่อสำหรับไตรมาสที่สามของปีนี้ มีการแสดงความคิดเห็นที่แตกต่าง แผนงานที่ควรจะมีการปรับปรุงในบางจุด หลายฝ่ายถกเถียงข้อคิดเห็น จนในที่สุดได้บทสรุปของคณะผู้บริหารจากฝ่ายต่าง ๆ และสุดท้ายเป็นการกล่าวสรุปสั้นๆของท่านประธานหลักของการประชุม

ทว่าวันนี้นายใหญ่กลับกล่าวคำพูดสั้นๆแต่รวบรัดได้ใจความและดูเหมือนเผด็จการได้ในคราเดียว

ปอชำเลืองมองคนที่นั่งอยู่เหนือคนทั้งหมดในห้องประชุมใหญ่แห่งนี้ เจ้านายเขาพูดจบยังทำหน้านิ่งๆไม่แสดงอารมณ์อะไรออกมาเลยสักนิด บรรยากาศตึงเครียดแผ่ออกมากดดันจนผู้เข้าประชุมจากหลายฝ่ายขนลุกขนพอง

ไม่มีการชี้แนะอะไรเพิ่มเติม

ไม่มีบทสรุปหลังวาระที่ยืดยาว

มีแต่ดวงตาที่เหยียดมองสิ่งที่จำเป็นต้องแก้ไข แค่นั้นคนที่โดนจ้องก็แทบจะหดหัวมุดกลับแผนกของตัวเองแทบไม่ทัน

ดีเท่าไหร่แล้วที่นายเขาไม่ฟาดเอกสารที่ดูแล้วไม่เข้าท่าออกไปให้พ้นจากห้องประชุมนั่น

“คุณเอสครับ ฝ่ายควบคุมคุณภาพของรัชชาโภคภัณฑ์ทางภาคเหนือ...”

“วันจันทร์มึงขึ้นเหนือจัดการให้เรียบร้อย” ปอโค้งศีรษะรับคำ “มีขอวงเงินงบประมาณเกินเจริงมาด้วยครับ คนของเราที่ส่งไปสืบก่อนหน้ารายงานมาแล้ว ทุกอย่างเป็นแบบที่นายสงสัย”

“อนุมัติเงินให้มันไป ล่อให้ติดกับแล้วจับให้ได้จังๆ จัดการเด็ดปีกมันให้เสร็จอย่าให้มันบินต่อได้อีก”

“นายไม่เอาแล้วใช่ไหมครับ” คำถามเบ็ดเสร็จพ้นออกมาจากริมฝีปากของเลขา เขาเพียงแค่รอคำสั่งของนาย ที่จริงแล้วงานของเขามีแบบนี้อยู่บ่อยๆ

“โยกสุรชัยที่คุมในส่วนของจังหวัดเล็กๆขึ้นไปทำแทน กูชอบผลงานของมัน” ปอมองดูชื่อผู้จัดการฝ่ายควบคุมคุณภาพที่ปรากฏอยู่ที่หัวแฟ้มอีกครั้ง  

“ผมจะทำให้เสร็จภายในสามวัน”

“สองวันแค่นั้นพอ”

“ครับนาย”





เสียงเคาะนิ้วลงที่โต๊ะเป็นจังหวะดังขึ้นสองครั้งก่อนที่ปอจะเงยหน้ามองคนที่ยืนสวยอยู่หน้าโต๊ะทำงานตัวเอง เขารีบลุกขึ้น “สวัสดีครับคุณมิตรา” เวลาที่อยู่ในคราบของเลขาหน้าห้องธรรมดาเขาต้องเป็นคนเรียบร้อยอบอุ่น มีแต่ต่อหน้าเจ้านายของเขาเท่านั้นที่รู้ว่างานจริงๆที่คุณนาคินฝึกเขามาคืออะไร

งานของเลขาส่วนตัวของเจ้าสัวคนเล็ก....มือขวา

“ฉันมาโดยไม่ได้นัดหมายไว้ก่อน ไม่รู้เจ้านายเธอจะยอมให้เข้าพบไหม”

“คุณมินตรารอสักครู่นะครับ เดี๋ยวผมจะขออนุญาตให้” ปอว่าแล้วขยับออกจากโต๊ะกำลังจะเชิญเธอไปนั่งรอที่ชุดรับแขกด้านข้าง หากแต่เธอฉวยแขนของเลขาหนุ่มไว้ก่อน “เช้านี้เขาอารมณ์ดีไหม ยังโกรธฉันอยู่หรือเปล่า”

“โกรธ?” ปอทำท่านึกก่อนจะบอกออกมา “ครับ คุณเอสอารมณ์ไม่ดี แต่ผมว่าคง...” ไม่ได้โกรธ

“เขายังโกรธฉันเรื่องคูเปอร์สินะ”

“หา?”

“เขาโกรธฉันเรื่องคูเปอร์ เป็นอาทิตย์แล้วยังไม่ยอมลงให้กันเลย ไม่ว่าจะง้อยังไงก็ไม่ทำให้เขาอารมณ์ดีขึ้นมาได้ โทรหาก็พูดจาเย็นชาด้วย ฉันกลุ้มใจจริงๆนะ”

“นายโกรธคุณเรื่องคูเปอร์หรือครับ”

“ใช่สิ เจ้าหมานั่นไม่ว่าเมื่อไหร่มันก็สำคัญอยู่ดี ตั้งแต่ที่ฉันเคยไปคฤหาสน์นั้นเป็นครั้งแรก แค่ฉันทำท่าจะอุ้มมันยังโดนเขากวาดสายตาใส่เลย ไม่จำแท้ๆวันก่อนยังถือวิสาสะพามันไปจูงเล่นก็เลยโดนเข้าแบบนี้แหละ” เธอร่ายยาวออกมาอย่างน่าสงสาร ในตอนแรกปอทำท่าว่าจะแก้ตัวให้เจ้านายของตัวเอง ทว่าฟังเธอพูดถึงเรื่องที่ทำให้เจ้านายเขาไม่พอใจปอก็อับจนปัญญา

ก็คูเปอร์มันเป็นยิ่งกว่าหัวใจของเจ้านายเขาเสียอีก

“ไม่หรอกครับ คงเครียดเรื่องงานมากกว่าเดี๋ยวคุณมินตรารอสักครู่นะครับ ผมจัดการให้”

“ไม่ดีกว่า”

เธอฉวยแขนเขาไว้อีกครั้งแล้วส่ายหน้า ก่อนยื่นสิ่งที่ถือขึ้นมาด้วยให้ “ฉันรบกวนเธอเอาของสิ่งนี้ให้เขาหน่อยได้ไหม คิดว่าพบตอนนี้เขาก็คงจะเย็นชากับฉันอยู่ดีนั่นแหละ บอกเขาด้วยว่าฉันจะต้องไปถ่ายแบบที่หัวหินสองสามวัน”

“เอ่อ จะดีเหรอครับ คุณมินตราทำไมไม่เข้าไปบอกเอง” คุณเป็นคู่หมั้นเขานะ

“มินต์ไม่กล้าน่ะ แบบนี้แหละดีแล้วให้เขาอารมณ์เย็นขึ้นกว่านี้ก่อนดีกว่า ปรเมทช่วยเอาขวดโหลนี่ให้เขาทีละกันไว้เดี๋ยวฉันจะโทรมาถามว่าเอสเขาเอามันตั้งไว้ที่ไหน บอกเขาด้วยว่าฉันทำเอง รบกวนเธอด้วยแล้วกันนะปรเมท” เธอเดินฉับๆออกไปแล้ว ปอมองขวดโหลที่อยู่ในมือก่อนจะเห็นพนักงานผู้ช่วยเขาอีกคนเดินถือแก้วน้ำชากับของว่างเข้ามา

“เปลี่ยนเป็นกาแฟให้นายท่านแล้วกัน คุณมินตราเธอกลับไปแล้วล่ะ”

เขาสั่งพนักงานไปแบบนั้น รออยู่สักครู่พอกาแฟมาพร้อมปอก็รับถาดมาถือไว้เองโดยวางขวดโหลคุ๊กกี้รสใบเตยสีเขียวอ่อนลงข้าง ๆ ก่อนเคาะประตูแล้วเปิดเข้าไปด้านใน

“กาแฟครับ”

เอสเพียงแค่ละสายตาออกจากแฟ้มงานบนโต๊ะ เขาเหลือบมองปอแค่เพียงแวบเดียวไม่ได้ตอบรับอะไร ปอวางแก้วกาแฟลงที่โต๊ะพร้อมกับขวดขนมสีสวยข้างๆกัน

“เมื่อสักครู่คุณมินตรามาครับ เธอฝากขนมขวดนี้ไว้ให้คุณ”

..เงียบ..

เจ้านายของเขายังก้มอ่านเอกสารบางอย่างต่อ หน้าตาเฉยๆไร้อารมณ์แบบนี้ล่ะที่เขากลัวมากที่สุด

“มีธุระอะไรอีก”

“ไม่มีครับ”  ตอบรับแทบจะทันที ก็เสียงถามดูจริงจังเสียขนาดนั้น

“ไม่มีก็ออกไปได้แล้ว กูจะทำงาน”

“ครับ” เลขาหนุ่มโค้งศีรษะลงให้อย่างสุภาพเขากำลังจะหันหลังเดินออกไปทว่าเสียงทุ้มของเจ้านายดังขึ้นก่อน “เอาถาดกาแฟของมึงออกไปด้วย ทีหลังไม่ได้สั่งไม่ต้องเอาเข้ามา”

“ขอโทษครับ” ปอรีบกุลีกุจอเอาแก้วกาแฟใส่ถาดจะยกออกไป เอสตวัดสายตาขึ้นมองเขาอีกรอบ

“ขวดโหลนี่ก็เหมือนกัน เอาออกไปด้วยพร้อมกันเลย”

“แต่ว่าคุณมินตราเธอ..” เป็นคู่หมั้นของคุณ แล้วยังทำขนมมาให้คุณอีกนะ ใจร้ายชะมัด

เอสถอนหายใจยาวเหยียดก่อนเอนตัวพิงพนักเก้าอี้แล้วตัดสินใจลุกขึ้นเดินไปนั่งอยู่ที่โซฟาบุนวม ชุดรับแขกอย่างดีอีกฝั่งหนึ่งของห้อง เขาจับรีโมทขึ้นมา

“ผมว่าถ้าวางไว้ในห้องเธอคงจะดีใจครับ  เธอบอกว่าเธอทำมาเอง แล้วก็อยากจะขอโทษคุณเรื่องของคูเปอร์...ด้วย”

ยังพูดไม่ทันจบเสียงเพลงวันคริสมาสต์ดังลอดออกมาจากทีวี ตามมาด้วยเสียงคุ้นเคยของเพื่อนสนิทที่สุดของเขาแล้วจากนั้นก็เป็นเสียงเห่าของคูเปอร์ ปอไม่ต้องมองดูก็พอรู้ว่านายของเขาเปิดคลิปอะไรดู

“จะเอาวางไว้ที่ไหนก็ตามใจ มึงคิดให้กูแล้วกัน”

ช่วงบ่ายของวันนั้น ประมุขน้อยของรัชชามีนัดเจรจาตกลงเรื่องธุรกิจกับบุคคลสำคัญทางการเมืองที่ห้องรับรองใหญ่ชั้นรองลงมา กว่างานเจรจาจะเสร็จสิ้นปาเข้าไปบ่ายสามกว่าๆ เสียงรองเท้าหนังมันปลาบกระทบกับพื้นหินขัดดังไปก้องทางเดินหรูหราที่ทอดยาวไปถึงห้องใหญ่สุดของชั้นนี้

“สั่งดอกไม้ให้ตามที่บอกไว้หรือเปล่า”

“ครับ กุหลาบสีแดงช่อใหญ่” เหมือนเดิม  

เมื่อเวลาบ่ายสี่โมงมาถึงดอกไม้ช่อสวยก็มาส่งให้ถึงที่ชั้นล่างตามคำสั่งของเลขาท่านประธาน พนักงานประชาสัมพันธ์เอาขึ้นมาส่งให้ที่หน้าห้องด้วยตัวเอง พักนี้เธอชินกับการถือดอกกุหลาบแดงช่อใหญ่ขึ้นมาวางไว้ที่โต๊ะเลขาท่านประธานเสียแล้ว เคยลองถามว่าเป็นของใครคุณปอก็บอกแค่ว่าเป็นของนาย พอเธอรุกหนักเข้าว่านายสั่งมาให้คุณมินตราหรือ ปอก็เพียงยิ้มแหยๆให้เธอ

“ใครกันน๊า คนโชคดีคนนั้น”

โชคร้ายล่ะสิไม่ว่า ปอได้เพียงแค่นึก เพราะเอาเข้าจริง ๆ เขายังนึกไม่ออกว่าเอสส่งดอกไม้ให้ใครแทบจะทุกวัน ช่วงเย็นเขามักจะโดนสั่งว่าไม่ต้องขับรถให้ เพียงแต่ถือดอกไม้ไปวางไว้ให้ที่หลังรถแค่นั้นก็จบ

ปอไม่เคยรู้เลยจริง ๆ รู้แค่ว่าที่แน่ๆ ไม่ใช่มินตรา

“คุณเอสครับดอกไม้มาแล้ว ผมเอาวางไว้ตรงนี้นะครับ”

ปอค่อยวางช่อดอกไม้ลงที่โต๊ะกระจกเล็กๆหน้าชุดรับแขก เพื่อรอเวลาหลังเลิกงานจึงจะเป็นหน้าที่เขานำไปใส่ไว้ในรถ เอสไม่ได้เหลือบมองเขาด้วยซ้ำ

แม้แต่ช่อดอกไม้ก็ยังไม่ได้ชายตามอง

ตอนนี้ร่างสูงสง่าหลังโต๊ะไม้สักทองตัวโตกำลังนั่งดูรายงานสรุปที่เขาเพิ่งทำส่งให้ ปอจึงออกไปนั่งทำงานของตัวเองต่อเช่นกัน แต่ทว่า เพียงแค่ไม่ถึงห้านาทีโทรศัพท์สายภายในก็ดังขึ้น เขาฉวยหูโทรศัพท์ขึ้นมารับขณะสายตายังโฟกัสอยู่ที่หน้าจอใหญ่ของเครื่องคอมพิวเตอร์

“เธอบอกว่าชื่ออะไรนะ” ปอขมวดคิ้วนิดๆทวนคำถามลงไป เพราะที่ฟร้อนท์โทรขึ้นมาแจ้งว่ามีคนมาขอเข้าพบท่านประธาน ยื่นบัตรแสดงตัวเรียบร้อย ที่สำคัญมีบัตรผ่านสีทองด้านหลังมีลายเซ็นต์ของนายใหญ่ชัดเจน นี่เป็นบัตรผ่านของคนพิเศษที่เอสจะให้ไว้แค่บางคนเท่านั้น หนึ่งในนั้นก็มีเขากับเพื่อนสนิทของเจ้านายแค่ไม่กี่คน มันมีความหมายว่าจะขึ้นมาพบเมื่อไหร่เวลาไหนก็ได้ทั้งนั้น

“เธอชื่อโบว์ค่ะ บอกว่าไม่ได้นัดไว้ แต่เห็นบอกว่าถ้าบอกชื่อเธอกับท่าน ท่านจะรู้จักแน่นอนค่ะ”

“เดี๋ยวผมลงไป”

ปอวางงานในมือลงทันที ไม่รู้หรอกว่าคนที่มาขอพบเป็นใครแต่ด้วยมารยาทและไม่อยากให้ผู้หญิงต้องรอนาน ยิ่งพีอาร์คนสวยกระซิบบอกมาว่าเธอใส่ชุดนักศึกษามาด้วยเขายิ่งต้องรีบลงไป

ไม่รู้ทำไมถึงรู้สึกใจคอไม่ค่อยดีแปลกๆ

“สวัสดีค่ะ” พอลงไปถึงเห็นคนที่มาขอพบนั่งรออยู่ที่เก้าอี้รับแขกแล้ว โบว์ลุกขึ้นสวัสดีขณะที่ปอกวาดสายตาครั้งเดียวสำรวจความเรียบร้อยทุกอย่างของเธอ

กระโปรงสั้นไปนิด

“นี่บัตรค่ะ” มือเล็กยื่นบัตรแข็งสีทองมันวาวส่งให้ ปอพลิกดูที่ด้านหลัง รอยลายเซ็นต์ของนายเขาแสดงชัดเจน รู้สึกคุ้นหน้าเธอพอสมควรแต่ก็คิดว่านักศึกษาคนไหนๆเดี๋ยวนี้ก็สวยเหมือนกันไปหมด หน้าตางดงามหมดจด ผิวพรรณขาวสะอาด แต่เอาจริง ๆ อยากพูดเหลือเกินว่า แบบนี้ไม่ใช่สเป็คเจ้านายเขาสักนิด ผู้หญิงที่เอสเลือกควงไม่เปรี้ยวจี๊ดก็สวยจนหยาดเยิ้ม หน้าตาที่เรียกว่าน่ารักแบบนี้มันดูธรรมดามากเกินไป แต่เขาก็อดสงสัยในบัตรสีทองนั้นไม่ได้

ขนาดมินตราคู่หมั้นยังไม่ได้รับสิทธิพิเศษแบบนั้นเลย

“คุณนั่งรอสักครู่นะครับ เดี๋ยวผมรายงานเจ้านายให้” พอขึ้นมาถึงชั้นบนสุดของตัวตึก ปอเชิญให้เธอนั่งรอที่ชุดรับแขก อดสังเกตสายตาเธอไม่ได้เพราะตลอดทางที่เดินมาเธอดูตื่นเต้นจนเหงื่อตก ยิ่งตอนอยู่ในลิฟต์แก้วหรูหราและออกมาถึงทางเดินโอ่อ่าแต่เต็มไปด้วยความเป็นส่วนตัวของชั้นกว้าง ๆ ชั้นนี้ เธอมองซ้ายมองขวาไม่หยุด

“เอ่อ ไม่ทราบว่าคุณเอสอยู่ในห้องนั้นเหรอคะ” เธอรั้งปอไว้ด้วยคำถาม กับใบหน้าตื่นๆ ปอพยักหน้าให้ “ใช่ครับ คุณเอสนายเป็นายใหญ่ของที่นี่ ท่านคือท่านประธานของรัชชากรุ๊ป ตำแหน่งสูงสุดของแวดวงรัชชาเป็นรองแค่คนเดียวคือคุณพ่อของท่าน นั่นก็คือท่านเจ้าสัวใหญ่ครับ”

คนฟังหน้าซีดเผือด เธอรู้ว่าเอสทำงานที่นี่ ในบัตรนั่นไม่ได้เขียนอะไรนอกจากชื่อแล้วก็ตำแหน่งเป็นภาษาอังกฤษทั้งหมด เธอเข้าใจความหมายแต่ไม่คิดว่าจะลึกซึ้งอะไรขนาดนี้ ก็แค่คิดว่าน่าจะเป็นหัวหน้าส่วนใดส่วนหนึ่งของรัชชา สารภาพตรงๆไม่รู้จริงๆว่านามสกุลอัครรัชชานนท์ คือเจ้าของความยิ่งใหญ่ในจุดนี้

“คุณรอสักครู่นะครับ”

ปอไม่ได้ตอบคำถามเธอ ทว่าเขาตรงไปเคาะประตูแล้วเข้าไปรายงานให้เจ้านายทราบทันที เอสเพียงแค่ขมวดคิ้วนิดๆ เขาหยุดงานในมือลงแล้วเงยหน้ามองเลขาตัวเอง ปอเองก็จ้องตอบไม่ลดสายตาลงเหมือนกัน

“มีอะไร ทำไมมองหน้ากูแบบนั้น”

“เปล่าครับ” พูดว่าเปล่าแต่คนเป็นเลขากลับลืมตัว เหลือบมองไปที่ช่อดอกกุหลาบสีแดงสดนั่น เหมือนมีอะไรบางอย่างดลใจให้เขานึก ว่าเจ้าของดอกไม้นั่นคือหญิงสาวในชุดนักศึกษาคนนี้

“ไปเชิญเธอเข้ามาสิ” เอสปิดแฟ้มงานลง ขยับเก้าอี้หมุนเปลี่ยนองศานิดหน่อย แต่สายตาคมกริบก็ดูรู้ว่าเลขาตัวเองมองดอกไม้แล้วเลื่อนมองมาที่เขา

“เธอเป็นเจ้าของดอกไม้นั่นเหรอครับ” ปอตัดสินใจถามอย่างเสียมารยาท เขาไม่รู้หรอกว่าแววตาเขามันฟ้องเหลือเกิน อย่าคิดว่าเขาไม่สนใจไม่ใส่ใจ ที่ผ่านๆมาเอสควงเล่นไปเรื่อยเขาไม่ยี่หระอยู่แล้วแม้กระทั่งคู่หมั้นอย่างคุณมินตราก็ไม่กระทบใจเขาแม้แต่นิด เขาเฝ้าดูให้ตลอด

เฝ้าดูให้เพื่อนสนิทตัวเอง

เอสไม่เคยจริงจังกับใคร ไม่มีใครเลยที่เคยได้รับช่อดอกไม้แบบนี้ และไม่เคยมีผู้หญิงคนไหนที่เจ้านายของเขาจะให้สิทธิพิเศษได้การ์ดสีทองใบนั้น การ์ดที่เหมือนกับของเขาซึ่งเป็นเพื่อนสนิทที่สุดของแคป

“ไปเชิญเธอเข้ามา อย่าให้ต้องพูดเป็นครั้งที่สาม”

ในที่สุดหญิงสาวหน้าตาน่ารักเข้ามายืนอยู่ต่อหน้าท่านประธานหนุ่มแห่งรัชชา เอสกระตุกรอยยิ้มให้เธอเมื่อพบว่าแววตาในดวงหน้านั่นประหม่าถึงที่สุด เขาลุกขึ้นแล้วก้าวเข้าไปหาก่อนส่งยิ้มให้

รอยยิ้มที่ไปไม่ถึงดวงตาอีกเช่นเคย...พลอยทำให้เลขาหนุ่มระบายลมหายใจอย่างโล่งอก

นึกว่าต้องทำอะไรสักอย่างแทนไอ้เพื่อนบ้าเสียแล้ว โชคดีที่เขาพอจะดูเจ้านายของเขาออก

“ไม่คิดว่าเธอจะมาหาฉันที่นี่” คนพูดฉวยเอาข้อมือขาวผ่องดึงให้เดินตามไปที่เก้าอี้รับแขก ก่อนที่เขาจะหยิบช่อดอกไม้ขึ้นมาส่งให้เธอ “ดีใจนะที่เธอมา ยินดีต้อนรับ”

คำพูดอ่อนหวานแบบนั้นทำเอาบุคคลที่สามอย่างปอตาวาวขึ้น แน่นอนว่าเขาไม่เคยได้ยินและได้เห็นเอสในโหมดนี้ ดอกไม้ช่อนั้นเป็นของเธอคนนี้จริงดั่งที่คิด ดวงหน้าอ่อนหวานเขินจัดจนซับสี ปอยิ่งมองยิ่งรู้สึกคุ้นหน้าแต่นึกยังไงเขาก็นึกไม่ออก

“อ่ะ เอ่อ โบว์ขอโทษนะคะที่มารบกวนเวลางานของคุณ”

“ไม่เป็นไร ไม่ได้รบกวนเธอมีธุระกับฉันหรือ?”

“ใช่ค่ะ วันนี้โบว์เลิกก่อนเวลาอยากจะทำเซอไพร้ซ์คุณเอส โบว์เลยชิงมาหาคุณก่อน” ก่อนที่คุณจะแวะไปรับเหมือนอย่างทุกๆวัน

“หึ...” เอสแค่นเสียงออกมาจากลำคอ เขาขยับชิดเข้าไปหาเธออีกหน่อยก่อนจะสังเกตเห็นว่าเลขาส่วนตัวของเขายังไม่ได้เคลื่อนย้ายตัวเองออกไป

“ปรเมท..”

เสียงทุ้มของเจ้านายเอ่ยชื่อเขาเรียกสติดังก้องกังวาล ปอถึงค่อยโค้งคำนับแล้วออกจากห้องไป หน้าที่ของเขาคือตระเตรียมเครื่องดื่มให้สำหรับแขกของเจ้านายด้วยเพราะอย่างนั้นต้องมัวมายืนจ้องอยู่แบบนี้คงไม่ดี ขณะที่ที่บรรยากาศภายในห้องอาจจะเรียกได้ว่าอาบไปด้วยสีชมพูอาจจะได้

“โบว์ชอบกุหลาบสีแดง” ตอนนี้ได้มาเกือบทุกวัน เธอจัดมันไว้จนเต็มห้องไปหมด ถึงจะรกยังไงก็ไม่มีทางแบ่งให้ใครเด็ดขาด “ขอบคุณมากนะคะ”

“ถ้าอยากได้อย่างอื่นก็บอกฉัน” ชามะลิร้อนๆถูกนำเข้ามาเสิร์ฟ สายตาของเลขาหนุ่มเผลอมองฝ่ามือที่กุมกันอยู่ของทั้งสองคน

คุณเอสจับมือผู้หญิงคนนี้??

แก้วชาร้อนสั่นขึ้นนิดๆ หรือบางทีอาจจะไม่นิดเพราะว่าเสียงถ้วยกระเบื้องเคลือบชั้นดีในมือกระทบกับถาดจนระคายหู ปอรีบปลุกปลอบใจตัวเอง

หรือว่าทุกอย่างระหว่างเจ้านายของเขากับเพื่อนรักของเขาจะจบลงแล้วจริง ๆ

“ไม่มีธุระอะไรแล้ว ออกไปได้” คนถูกบอกเผลอตวัดสายตามองนายเหนือหัวของตัวเองอย่างลืมตัว เอสเพียงแค่สบสายตาเขานิ่ง ๆ ก่อนจะเลื่อนถ้วยชาขยับส่งให้เธออีกครั้ง

อย่างเอาอกเอาใจ

“ถ้าอย่างนั้นผมขอตัวครับ” เลยเวลาเลิกงานแล้ว เขาก็ไม่อยากจะอยู่ต่อนักหรอก ก่อนออกไปยังอดไม่ได้ที่จะหันมองสองคนในห้องอีกครั้ง เอสพิงลงที่พนักของเบาะในท่าทีสบาย ๆ ขณะที่หญิงสาวหยิบขวดแก้วสีสวย ขวดคุ๊กกี้ของคุณมินตราที่เขาเพิ่งจะเอาวางไว้ข้างแจกันดอกไม้ให้ หลังจากนั้นบานประตูก็ถูกปิดลง

“ขวดคุ๊กกี้สวยจังเลยค่ะ” โบว์คว้าขวดแก้วสีสะท้อนแสงเอาขึ้นมาดูหมุนไปหมุนมา เธอทำหน้าตาอยากรู้อยากเห็นเสียเหลือเกิน เอสจึงคว้าเอามาเปิดฝาออกแล้วส่งให้เธอหนึ่งชิ้น

“โบว์ทานได้เหรอคะ ของใครเอ่ยคุณเอสให้โบว์แบบนี้เจ้าของเขาอาจจะเสียใจก็ได้นะคะ”

“ลองชิมดูว่าอร่อยหรือเปล่า” เธอไม่ได้รับไปหากแต่นั่งนิ่งๆแล้วมองหน้าอีกคนอย่างมีจริต แต่ทว่าเอสเองก็ไม่ได้ขยับมือที่ยื่นส่งให้ขึ้นไปถึงริมฝีปากสวยเช่นกัน เขานิ่งค้างอยู่แค่นั้น

อยากให้ป้อนต้องก้มลงมากินเอง

“อร่อยจังค่ะ” ในที่สุดเธอต้องก้มลงไปกัดชิมลิ้มรสชาติดู รอให้เขาป้อนชาตินี้อาจจะไม่ได้กิน

“อร่อยก็หยิบทานได้เลย”

เธอยิ้มขอบคุณแล้วหยิบทานอย่างที่เอสว่าจริง ๆ หากแต่ยังรักษามารยาทส่วนหนึ่งไว้ ไม่ได้เปิดเผยความแก่นแก้วให้อีกฝ่ายเห็นทั้งหมด พอทานเสร็จยกชาร้อนขึ้นจิบ

“ชาก็อร่อย หอมมากเลยค่ะ”

“ถ้าชอบวันหลังก็แวะมาทานได้”

“โบว์มาที่นี่ได้อีกจริงเหรอคะ”คนถามทำตาเป็นประกาย

เอสพยักหน้าเบา ๆ เขาเลื่อนสายตามองกล่องบุหรี่ที่วางอยู่บนโต๊ะ ก่อนคว้าเอาออกมาหนึ่งมวนแล้วจุดสูบ ควันสีขาวกลิ่นมินต์ลอยระอุอยู่รอบกาย น้องโบว์หันมองอย่างไม่รู้สึกสะทกสะท้านแต่อย่างใด ซ้ำยังขยับเข้ามาชิดอกเขาขึ้นอีก

เอสก็แค่ชำเลืองลงมอง

“สูบด้วยกันไหม” เขาลองใจ

“อื้ม ไม่ค่ะโบว์สูบไม่เป็น” เธอดันมือที่คล้องลำคอเธออยู่ซึ่งยื่นเอาบุหรี่มาทาบลงที่ริมฝีปากเธอออก ก่อนบอกว่าตัวเองไม่สูบ เอสยกริมฝีปากขึ้นนิดๆ “เป็นเด็กดีงั้นเหรอ”

“โบว์สูบไม่เป็นหรอกค่ะ คุณเอสสูบเถอะ”

ครั้งหนึ่งนานมาแล้วเขาเคยหยุดสูบสิ่งที่คีบอยู่ในมือ

แต่ตอนนี้กลับมาสูบใหม่แล้ว...ซ้ำยังสูบหนักยิ่งกว่าเดิม

“มีธุระอะไรกับฉันใช่ไหม” ถามพลางยกมือที่กอดบ่าเธอออกแล้วบี้ก้นบุหรี่ลงที่จานเขี่ย หันมายกชาร้อนในแก้วตัวเองจิบล้างปาก

“ความจริงวันนี้โบว์อยากจะมาชวนคุณเอสไปงานวันเกิดโบว์”

คนฟังเลิกคิ้วขึ้นนิดๆ

“พรุ่งนี้เพื่อนโบว์จะจัดให้ค่ะ เป็นงานเล็กๆอยู่ที่ร้านพี่ชายของเพื่อน พวกเราชอบไปนั่งทานข้าวกันที่นั่น โบว์อยากให้คุณเอสไปด้วย ไม่รู้ว่าคุณจะว่างไหมโบว์เลยอยากลองมาชวนด้วยตัวเองค่ะ”

“จะเปิดตัวฉันหรือ?”

“ปะ..เปล่าค่ะ ไม่ใช่แบบนั้น” ความจริงคือใช่

“กะ...ก็ เราเป็นแฟนกัน”

“เราเป็นแฟนกันงั้นเหรอ?” เสียงทุ้มถามขึ้นเบาๆเหมือนดั่งแกล้ง น้องโบว์เงยหน้าขวับมองทันที ในแววตาเล็กสั่นไหวคล้ายไม่เข้าใจ เอสที่ยังทำหน้าเฉยๆเสียจนอีกฝ่ายกลัว ในที่สุดก็ยิ้มออกมา “ได้สิ ฉันว่าง”

“จริงเหรอคะ คุณเอสไปได้แน่ๆนะคะ” เธอดีใจฉีกยิ้มกว้าง ยิ่งเอสพยักหน้าบอกว่าไปได้แน่ ๆ เธอยิ่งปริ่มใจจนถึงที่สุด ใบหน้าที่แสดงความไม่มั่นใจในสถานะของตัวเองบัดนี้ฉายแววแห่งความพึงพอใจถึงที่สุด

“สำหรับโบว์ ถึงไม่ว่างก็คงต้องเคลียร์”

น้องโบว์ฉีกยิ้มจนแก้มแทบปริ ใบหน้าน่ารักขึ้นสีชมพูจาง ๆ เผลอนั่งมองคนข้างๆอย่างลืมตัว ถึงเขาจะเย็นชาแต่เขาก็ดีกับเธอ จีบเธออย่างเปิดเผย ส่งดอกไม้ให้ เทียวรับเทียวส่ง ถึงจะไม่ค่อยบ่อยแต่เมื่อไหร่ที่เขาว่างเขาจะมารับเธอที่หมาวิทยาลัยพร้อมกับกุหลาบช่อใหญ่เสมอ จนเพื่อนๆแซว และเพราะเป็นแบบนี้ถึงได้รวมตัวกันจัดงานวันเกิดเธอขึ้นมา

หวังเพียงอยากรู้จักคนที่มัดหัวใจเธอได้...ผู้ชายเย็นชาที่เธอบอกกับเพื่อนอยู่เสมอ

ในใจลึกๆเธออยากรู้เหลือเกินว่าเขาจะเร่าร้อนแค่ไหนอยู่บนเตียง...ถ้าเธอได้สิ่งนั้นเป็นของขวัญวันเกิดก็คงจะดี

“คิดอะไร ทำไมหน้าแดง” ถามทั้งที่รู้ ผู้หญิงแสดงออกทางสีหน้าปิดยากจริงๆ

“ปะ...เปล่าค่ะ” เธอส่ายศีรษะปฏิเสธจนลิ้นพันกัน กลัวเขาจะอ่านเธอออกเหลือเกิน หากแต่เอสก็แค่มองดูเธอแล้วเบนสายตาออกไปจ้องอยู่ที่หน้าจอทีวีดำๆ ซึ่งตอนนี้ยังไม่ได้เปิดรายการอะไร

“จัดที่ไหนนะ กี่โมง”

แล้วกำหนดการของวันพรุ่งนี้ก็ถูกเธอบอกเขาไป สองคนคุยกันอย่างออกรส ไม่สิ ความจริงคือเธอพูดอยู่คนเดียวมากกว่า อีกคนแค่นั่งฟัง

“พรุ่งนี้พี่ชายโบว์จะมาด้วย”

คนฟังชะงัก..

“โบว์ชวนเองแหละค่ะ พี่ชายโบว์ใจดีแล้วก็หล่อด้วย โบว์อยากแนะนำให้คุณรู้จัก พี่แบงค์ใจดีมาก รักโบว์มาก แล้วเพื่อนสนิทพี่แบงค์ก็จะมาด้วย พี่แคปเองก็ใจดีค่ะ ถ้าคุณเอสได้พบพี่โบว์ทั้งสองคนรับรองว่าคุณต้องชอบ โดยเฉพาะพี่แคปใจดีแล้วก็น่ารักมากๆ สอนโบว์หลายอย่างเลย”

“ใจดี?” ไม่ใช่ว่าใจร้ายที่สุดหรอกหรือ แค่คำว่าเพื่อนสนิทของพี่ชายก็ทำเอาเขาเจ็บราวกับเข็มที่มองไม่เห็นเป็นพันๆเล่มพุ่งเข้าใส่

เอสนิ่ง

ใช่ค่ะ”  เธอตอบรับพลางฉวยกระเป๋าถือใบเล็กๆขึ้นมาแล้วหยิบอะไรสักอย่างออกมาจากด้านใน มันเป็นกระดาษแก้วสีม่วงสดห่ออะไรบางอย่างอยู่เป็นลูกกลมๆ คล้ายท็อฟฟี่ลูกแก้ว

ยื่นมันส่งให้เอส โบว์ให้ค่ะ

กว่าคนถูกให้จะหยิบเอาไป ดูเหมือนเขานั่งนิ่งชั่งใจพิจารณาอยู่ครู่หนึ่ง ของที่เธอให้ไม่ใช่ของมีค่ามีราคาเหมือนอย่างผู้หญิงคนก่อนๆที่เคยให้กับเขา มันดูเหมือนเป็นแค่อะไรสักอย่าง

บางอย่างที่เธอทำเอาเอง..แบบบ้านๆ

ลองแกะดูสิคะ คุณชอบไหม

เอสมองสิ่งที่อยู่ในมือ ก่อนจะค่อย ๆ แกะห่อกระดาษแก้วสีม่วงออก

มันเป็นลูกมังคุดสีเข้มสวยงามหนึ่ง มังคุดจิ๋วที่ลูกถูกห่อไว้ด้วยกระดาษแก้วธรรมดาๆ

พี่ชายโบว์แนะนำมาว่าถ้าทำอะไรแบบนี้คุณอาจจะชอบ โบว์เลยลองทำดูค่ะ

พี่ชาย?” เสียงทุ้มครางถามออกมา พี่ชายโบว์?”  พี่ชายคนไหนกัน ใช่คนที่เป็นเจ้าของสวนผลไม้นั่นหรือเปล่า

ครั้งหนึ่งนานมาแล้วเขาเคยได้ของคล้ายๆแบบนี้จาก...คนที่เคยรัก  มังคุดหิน  ตอนนั้นคนยื่นให้บอกคำจำกัดความของมันก่อนหัวเราะเสียงดังคล้ายกับขำนักขำหนา

“คุณเอสชอบเหรอคะ ยิ้มเลย”

เขายิ้ม?

พี่แคปไปได้ลูกแปลกมาค่ะ มันน่ารักดีพี่เขาบอกว่าถ้าเอามาห่อใส่กระดาษแก้วที่ใช้ห่อท๊อฟฟี่แล้วให้คุณ คุณอาจจะชอบ แล้วคุณก็ชอบจริงๆด้วย

หมายความว่ายังไง”  เสียงแทบจะถูกกลืนหายไปกับคำถาม ถึงอย่างนั้นคนถูกถามก็ยังได้ยิน

เพราะโบว์บอกว่าแฟนโบว์ เอ้ย คุณค่อนข้างเย็นชา ทำแต่งานแล้วก็มีฐานะดีมาก โบว์ซื้อของอะไรให้คุณก็แค่รับไว้เฉยๆดูท่าทางไม่ค่อยดีใจอะไร พี่ชายโบว์เลยแนะนำแบบนี้ค่ะ

พี่ชาย...

ใช่ค่ะ พี่แคปเป็นเพื่อนสนิทของพี่ชายแท้ๆของโบว์ โบว์จึงนับถือพี่เขาเหมือนพี่ชายคนนึงของโบว์เลยค่ะ

เอสก้มลงมองของที่อยู่ในมือเขาอีกครั้ง ระคายหูกับคำว่าเพื่อนสนิทน่าดู เขาเผลอกำไว้แน่นจนคนข้าง ๆยังสงสัย หากน้องโบว์ไม่ทันได้อ้าปากถาม เสียงทุ้มก้องกังวาลก็เอ่ยขึ้นก่อน พร้อมกับประกายนัยน์ตาที่วูบวาบขึ้นมา โดยที่เธออาจจะไม่ทันได้เห็น

ฉันรู้แล้วล่ะว่าจะให้อะไรกับเธอเป็นของขวัญวันเกิด






 “หงุดหงิดเหี้ยไรวะไอ้หมาปอ มึงโทรมาหากูเองนะ” เป็นอะไรของมันโทรมาก็โวยวายเป็นเด็กๆ พูดอะไรก็พาลใส่ไปเสียหมด นี่เขาเพิ่งเสร็จงานออกจากสวน ส่งรถตู้คันสุดท้ายเรียบร้อยกำลังจะเดินไปหากาแฟกินให้ชื่นใจสักหน่อยโดนไอ้คนโทรเข้ามาบ่นเหี้ยไรของมันฟังรู้เรื่องบ้างไม่รู้เรื่องบ้าง สัญญาณก็โอ๊ย เหมือนแบตจะหมด

“มึงร้อนมากอ่อ?” ฟัดคนฟังเป็นหมาบ้าขนาดนี้ไม่ต้องเปิดกล้องก็รู้ว่าหน้าตามันบึ้งบูดขนาดไหน

“เออกูร้อนมาก ร้อนใจแทนมึงไง”

“อะไรของมึงวะ”

แคปบ่นพลางเดินเข้าไปหยิบกระติกกาแฟจากในร้านออกมานั่งดูดอยู่แคร่ไม้ไผ่ใต้ร่มต้นมังคุดที่กำลังแผ่กิ่งก้านออกผลเต็มไปหมด เขามองขึ้นไปอย่างหวาดๆเคยโดนมันร่วงใส่หัวอยู่สองสามที ถึงอย่างนั้นก็ชอบมานั่งเล่นอยู่แถวนี้ โดยเฉพาะเวลาคุยโทรศัพท์กับไอ้ปอ

“เปล่าๆ มึงไม่ต้องใส่ใจหรอก กูมีอารมณ์นิดหน่อยกับเจ้านายกูนั่นแหละ”

“หา?” แคปเกือบสำลักกาแฟเย็น มีอารมณ์อะไรของมัน

“กูโมโหเว้ย หงุดหงิด ไม่ได้ดั่งใจ กูไม่มีที่ระบายกูเลยโทรมาหามึง” ความจริงปออยากจะโทรรายงานแคปนั่นแหละ แต่มันก็ไม่เกี่ยวกับแคปอยู่ดี เขาเลิกกันนานแล้ว ถึงอย่างนั้นก็ไม่อยากเห็นเจ้านายตัวเองจริงจังและใส่ใจมากเป็นพิเศษเห็นเขาไม่พูดเรื่องแคปกับเอสเลยแต่อย่าคิดว่าเขาจะไม่ดูไม่แล

“เออ เห็นกูเป็นถังขยะ”

“บ้า...” 

ปอด่าออกมาอย่างดังแคปจึงหัวเราะ น้ำเสียงปอหงุดหงิดงุ่นง่านจริงๆ ไม่รู้ไปโมโหอะไรมา เหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นบ่อย ๆ แต่สุดท้ายแล้วปอก็แค่บอกว่างานเยอะจนเครียดแล้วยังโดนเจ้านายด่าก็แค่นั้น

“เอาน่าใจเย็นๆ ค่อยคิดค่อยทำไป ว่าแต่จะลงมาหากูป่ะล่ะอาทิตย์นี้อ่ะ”

“ไม่ได้ไปหรอก วันอาทิตย์กูมีประชุมช่วงเช้า ว่างเฉพาะวันเสาร์เลยกะว่าอาทิตย์นี้จะอยู่แถวนี้ล่ะวะ แล้วมึงอ่ะพรุ่งนี้ขึ้นมาป่ะ”

“อืม เหมือนเดิมแหละ”

“มึงไม่เห็นต้องมากับไอ้แบงค์มันทุกครั้งเลยนี่หว่าแคป” บางทีปอก็นึกสงสัย แต่คำตอบของแคปก็ยังคงเหมือนเดิม “กูสัญญากับมันไว้”

“จำเป็นต้องรักษาสัญญาตลอดไปด้วยหรือไง อาทิตย์ไหนมึงไม่ว่างก็ต้องขึ้นมางี้เหรอ?”

“ไม่ถึงขนาดนั้น ก็แค่มันยังรักษาสัญญาที่ให้ไว้กับกู กูเองก็จะรักษาสัญญาที่ให้ไว้กับมัน” เช่นกัน

“พวกมึงแม่งไปสัญยิงสัญญาอะไรกันไว้กูถามไม่เคยจะบอกหรอก” มันสองคนสัญญาอะไรกันตอนไหนเขาไม่เคยรู้เพราะแคปไม่เคยบอกให้ใครรู้เลย

“อย่ามาพาลกูสิวะ มึงโมโหนายมึงไม่ใช่หรือไง”

“รู้ดีนัก” โมโหนายแล้วพาลไปลงกับคนที่นายกูรัก กูทำผิดตรงไหน

“คืนพรุ่งนี้มึงว่างป่ะล่ะ” แคปชวนเปลี่ยนเรื่อง คืนวันศุกร์ แบงค์จัดรายการเสร็จห้าทุ่ม งานวันเกิดน้องโบว์ อยู่แถวๆร้านที่พวกเขาชอบไปนั่งชิลกันหลังมอเมื่อตอนสมัยยังเรียนอยู่ นึกอยากชวนปอไปนั่งดื่มกันสักนิด

“ว่างดิ ทำไมวะ” ปกติแคปจะไม่ค้าง พอแบงค์เสร็จงานก็จะกลับระยองทันที ดึกแค่ไหนก็ไม่ค้างแต่เห็นทีคืนพรุ่งนี้อาจจะค้างคืน

“ไปงานวันเกิดน้องสาวไอ้แบงค์ด้วยกันไหม”

“หือ?”

“น้องไอ้แบงค์ไง อ้อ ลืมไปมึงคงไม่เคยเจอ ไว้พรุ่งนี้ไปพร้อมกันกับกูเดี๋ยวแนะนำให้รู้จัก ไปไม่นานนั่งแปปเดียวแล้วก็กลับ แบงค์มันติดงานคิดว่าคงไม่ทันมึงไปแทนมันละกันกูไม่มีเพื่อน”

“เฮ้ย แต่กูไม่รู้จักน้องเขาไปด้วยจะดีเหรอวะ”

“ไม่เป็นไรนี่ ไปในฐานะเพื่อนพี่ชายก็ได้นี่หว่า แบงค์กับมึงก็เพื่อนฝูงกันอยู่แล้ว มึงเป็นเพื่อนสนิทกูไปรู้จักกันไว้ไม่เห็นจะมีอะไรไม่ดี”

“สวยมากหรือไงถึงอยากให้กูได้รู้จัก อย่าบอกว่าจะทาบทามน้องเขาให้กูนะ” กูยังไม่คิดจะเอาใครมาเป็นภาระนะ

“ที่ไหนกันล่ะ น้องเขามีแฟนแล้วเว้ย ไว้เดี๋ยวพรุ่งนี้มึงไปก็เห็นเองนั่นแหละ ตกลงไปป่ะ เดี๋ยวกูขับรถไปรับหรือว่ามึงจะรับกู”

“กูไปรับเอง มึงส่งไอ้แบงค์เสร็จรออยู่ห้องมันเดี๋ยวกูไปรับเอง เราไปเดินเที่ยวกันด้วย เสร็จแล้วค่อยไปว่าแต่ไอ้อาร์มาด้วยป่ะวะ”

แคปบอกไปว่าอาร์คงไปไม่ได้ สองคนตกลงเรื่องของขวัญกันนิดหน่อย พอแคปบอกไปว่าจะวางแล้วปอกลับเรียกรั้งเขาไว้ในสาย

“ทำไม” เมื่อรออยู่นานปอไม่ยอมพูดทำท่าเหมือนรีๆรอๆอะไรสักอย่างแคปเลยถามขึ้นมา ปออึกอักต่ออีกแคปจึงบอกถ้าไม่พูดเขาจะวางแล้ว นั่นแหละอีกฝ่ายถึงได้โพล่งคำถามออกมา “มึงว่า ถ้าผู้ชายคนนึงสั่งดอกไม้ให้ผู้หญิงคนนึงทุกวันๆ มันหมายความว่ายังไงวะ” หลายเดือนแล้วด้วย

“หา?”

“มึงตอบกูมาซิ กูอยากฟังความคิดเห็นของมึง” พอถามได้แล้วก็จะเร่งรัดเอาคำตอบ แคปนี่ถึงกับงง ขมวดคิ้วจนยุ่งพันกันไปหมด คิดตามเรื่องที่ปอถามอย่างสงสัย “ก็คง...จะจีบล่ะมั้ง” เขาเองก็ไม่ค่อยสันทัดเรื่องโรแมนติกแบบนี้ แต่ก็ตอบไปตามปกติ ปอไม่ได้พูดอะไรต่ออีก แคปจึงบอกให้วาง แต่ในที่สุดอีกฝ่ายก็โพล่งมาอีกจนได้

“แล้วมึงคิดว่าเขาจริงจังหรือเปล่าวะ” เขาจะจริงจังกับผู้หญิงคนนั้นจนลืมรักครั้งเก่าในหัวใจหรือเปล่า แม้กระทั่งคู่หมั้นเขายังไม่เคยส่งดอกไม้ให้แม้แต่ช่อเดียวเลยนะ

“กูจะไปรู้ไหมล่ะ มึงถามอะไรวะเนี่ย”

เสียงปอติดๆขัดๆบอกปฏเสธกลับมาพัลวัน แคปจึงค่อยต่อว่ากลับไปอีกนิดโทษฐานวันนี้พูดจาไม่ค่อยรู้เรื่อง

“เฮ้ยแค่นี้ก่อนนายกูออกมาแล้ว ไว้เจอกันพรุ่งนี้” ปอตัดบทจนแคปงุนงง เขาบอกคนในสายก่อนวางโทรศัพท์มือถือลง รีบยืนขึ้นทำความเคารพเมื่อเจ้านายของเขาเดินออกมาพร้อมกับหญิงสาวในชุดนักศึกษา ในมือเธอถือกุหลาบสีแดงช่อใหญ่

“เดี๋ยวจะออกไปเลย ถ้างานเสร็จเรียบร้อยแล้วก็กลับไปพักผ่อน” ตอนแรกคิดไว้ว่าปออาจจะกลับไปแล้วเพราะเลยเวลาเลิกงาน แต่ทว่าเขาลืมนึกไปบางอย่าง

เจ้านายยังไม่กลับ เลขาจะมีสิทธ์กลับได้หรือ?

“ครับ”

เสียงเลขาตอบรับอย่างสุภาพ เอสมองหน้าจอโทรศัพท์มือถือที่ปอวางลงที่โต๊ะ หน้าจอยังไม่ทันดับ ชื่อและภาพของคนที่ครั้งหนึ่งเขาเคยรักที่สุดโชว์หราอยู่ที่จอ ดูเหมือนเจ้าของเครื่องจะรู้ทัน ปอรีบดึงแฟ้มกระดาษบาง ๆ ลงมาบังไว้

สายตาคมปลาบราวกับถูกกระตุ้น เขาหันไปถามคนข้าง ๆ ทันทีก่อนโอบเอวเล็กของอีกฝ่าย “โบว์หิวหรือยังครับ ไปทานกันที่ไหนดี”

คนถูกถามเอียงศีรษะลงใส่บ่าแกร่งแข็งแรงนั่น ก่อนพูดชื่อร้านอาหารที่ไหนสักแห่ง สองคนจะเดินเคียงกันออกไป ปอมองตามอย่างหงุดหงิดสุดๆ อดนึกไม่ได้ว่าคนอย่างเอสจะมาสนใจผู้หญิงหน้าตาธรรมดาแบบนี้ได้ยังไง คุณมินตราที่เป็นถึงว่าที่คู่หมั้น สวยกว่า สง่ากว่า งดงามกว่าไม่รู้กี่สิบเท่า

เธอยังไม่เคยได้รับความอ่อนโยนจากนายของเขาเท่ากับเด็กผู้หญิงคนนี้เลย

หากแต่มีอยู่สิ่งหนึ่งที่ปอยังคงไว้วางใจ แววตาที่เอสมองเธอ ไม่เหมือนกับแววตาที่ใช้มองเพื่อนสนิทที่สุดของเขา

แววตาที่ไม่ว่าใครก็ไม่เคยได้มันมาทั้งนั้น





“กูกับมันเลิกกันนานแล้ว”

นั่นคือคำพูดประโยคแรกที่แคปพูดกับเขาหลังจากนัดเจอกันที่ร้านกาแฟแห่งหนึ่งแถวคอนโดเก่า คำถามแปลกๆหลุดออกจากปากคนที่กำลังตั้งหน้าขับรถ 

“กูก็รู้ แต่ว่าก็แค่ลองถามดู”

“ถามอะไรก็คิดหน่อย”

คำถามไร้สาระ ถามออกมาได้ยังไง ว่าเขายังคิดอะไรกับอีกฝ่ายมั่งไหม ถ้าหากอีกคนมีแฟนใหม่ขึ้นมาจริง ๆ เขาจะรู้สึกแบบไหน แคปแทบจะจับหัวไอ้คนถามโขกกับบานประตูสักสองสามรอบเผื่อมันจะฉลาดเฉลียวขึ้น ก็เจ้านายมันมีถึงว่าที่คู่หมั้นไปแล้ว ที่สำคัญหลังจากเลิกกับเขาแล้วก็ควงคนนั้นเปลี่ยนคนนี้ แล้วยังจะมาถามเรื่องบ้าๆกับเขาอยู่อีก

เปล่า...ใครจะไม่รู้สึกล่ะ  ก็เจ็บดิวะ อย่าถามได้ไหม

“วันนั้นที่เจอมัน มึงรู้สึกยังไง”

แคปตวัดสายตามองคนถามทันที ปอยังทำหน้าเฉยๆราวกับว่าคำพูดที่เขาเพิ่งพูดบอกกับมันไปไร้ความหมาย

ถามทำไมวะ

“ไม่เอาน่าแคป มึงก็แค่ตอบคำถาม”

“คิดยังไงถึงถาม ทุกทีมึงไม่เคยถาม”

“เรื่องมันนานมาแล้วนี่หว่า ขอถามหน่อยเหอะ” ถ้ามึงไม่คิดอะไรต้องตอบกูมาแบบชิลๆดิ ปอชำเลืองมองคนข้าง ๆ

“ไม่ได้คิดอะไร”

โถ...ไม่ได้คิดอะไรแต่หน้าทำไมถึงง้ำงอเสียขนาดนั้น ปากคว่ำคิ้วขมวด ทำท่าราวกับคนที่ถูกโยนหินหนักๆให้อุ้มไว้ไม่มีผิด ปอเลิกคิ้วขึ้นนิดๆ

 “เรื่องของกู” แคปสวนขึ้น ดูเหมือนตอนนี้ปรับสีหน้าได้แล้ว มันหันไปมองด้านข้าง ปอเหล่แล้วเหล่อีก เอาวะยังไงก็อยากจะถาม เขาจึงทำสีหน้าเรียบๆปลุกปลอบใจตัวเองแล้วถามขึ้น “ยังรักมันอยู่ไหม”

แคปหันขวับไปถลึงตาใส่คนถามทันที นึกตามไม่ทันไอ้ปอมันบ้าไหมจู่ๆมาถามเรื่องอะไรของมันวะ

“พอ  อย่าพูดเรื่องไร้สาระอีก”

“ไร้สาระตรงไหนวะ” ปอพึมพำเบา ๆ แคปยิ่งไม่อยากมองหน้าไอ้คนช่างพูดอดชำเลืองไปมองมันไม่ได้ “มันไม่ใช่เรื่องดี อย่างน้อยเจ้านายมึงมีคู่หมั้นอยู่แล้ว”

“แต่คุณมินตราเป็นแค่ ว่า-ที่....”

“เออนั่นแหละ ว่าที่ ต่อไปก็ต้องหมั้น” ถ้าไม่จำเป็นก็อย่าพูดเรื่องมันขึ้นมาอีกจะได้ไหม หยุดเสียที

“เจ้านายกู เขาไม่ได้มีแค่คุณมินตราคนเดียว” คนที่น่ากลัวกว่าว่าที่คู่หมั้นก็คือเด็กผู้หญิงคนนั้นต่างหาก

“ปอ”

“กูก็แค่...

“กูกับมันเลิกกันนานแล้ว” แคปย้ำช้าๆชัดๆด้วยประโยคเดิมของเขาอีกครั้ง คราวนี้ปอถึงหุบปากลงได้เพราะว่าเห็นระดับลมหายใจของอีกคนราวกับกำลังสกัดความพลุ่งพล่าน เขาเองยังไม่อยากโดนเพื่อนตัวเองชกใส่ตาเขียวหรอก

“ขอโทษน่าแคป อย่าอารมณ์เสียสิ ว่าแต่มึงได้ของขวัญให้น้องเขาหรือยัง แล้วไอ้กล่องเล็กๆข้างหลังนี่มันของไอ้แบงค์เรอะ” ในที่สุดก็รู้ตัวว่าควรจะชวนอีกฝ่ายเปลี่ยนเรื่องได้แล้ว แคปถอนหายใจยาวๆหนึ่งทีก่อนพยักหน้าบอกว่าใช่ มีทั้งของแบงค์และของอาร์ จากนั้นเขาบอกปอว่าให้ตรงไปที่ซอย...จะซื้อของขวัญน่ารักๆให้เธอเพราะยังไม่ได้เตรียม สองคนพอหาที่จอดรถได้ต้องเดินตัดเข้ามาอีกสามซอย ทั้งคนทั้งรถเยอะเป็นบ้า

“นัดไว้กี่โมงวะ”

“เป่าเค้กสี่ทุ่มมั้งถ้ากูจำไม่ผิด”

“อ้าว แล้วไม่โทรไปถามล่ะ”

“ไม่เอา เดี๋ยวไม่เซอร์ไพร้ซ์”

หลังจากนั้นสองคนก็มายืนเลือกของขวัญกันอยู่ในร้านเล็กๆย่านวัยรุ่นแถวมหาวิทยาลัยชื่อดังกลางเมือง พอจัดการซื้อเสร็จก็ออกไปเดินเล่นนั่งกินไอติมรอเวลา

“ไอ้แบงค์มันจะตามมาดึกๆใช่ไหม” ปอถามในตอนที่สองคนเดินไปเอารถ แคปพยักหน้าบอกใช่ “ถ้าทันมันก็จะมา”

ราวหนึ่งชั่วโมงหลังจากนั้นรถก็เลี้ยวเข้ามาแถวหลังมอเก่าของพวกเขา ปอชำนาญเส้นทางเป็นอย่างดีแค่แคปบอกชื่อร้านไป ดูเหมือนคนขับตั้งใจใช้ทางอ้อมนิดหน่อย อาจเพราะต้องการชมบรรยากาศ

“คิดถึงเนอะ ไม่ได้มาหลายปีเลย” คนพูดละสายตาจากการขับกวาดตามองดูวิวทิวทัศน์รอบ ๆ แคปเองก็มองดูด้วยเช่นกัน จำได้ว่าต้นไม้แถวนี้มันโตขึ้นอีกแล้ว และถ้าเลี้ยวไปฝั่งนั้นก็จะต้องเจอกับสวนเกษตร ที่ๆพวกเขาจะต้องมารดน้ำพรวนดินเกือบทุกเช้า

ในตอนนั้นยังเด็กนัก อะไรๆก็สวยงามไปหมด

“ตู้โทรศัพท์ตรงนี้ยังอยู่เลยว่ะ ป้ายรถเมล์นี้ก็ยังมีอยู่เหรอวะ” ปอมันพูดเหมือนกับนานนมเป็นสิบปี ขณะที่แคปกวาดตามองแล้วหวนนึกขึ้นได้ในวันคืนเก่าๆทันที ตู้โทรศัพท์ร้างๆนี้กับป้ายรถเมล์มืดๆนี้ รวมถึงเซเว่นเล็กๆที่ตอนนี้คงเหลือแต่ซาก เป็นที่ๆเขาเคยถูกทิ้งให้เดินอยู่อย่างโดดเดี่ยวท่ามกลางความมืดและลมแรง ในตอนนั้นถึงจะกล้าหาญเพียงใดก็ยังคงนึกกลัว เกือบจะร้องไห้อยู่รอมร่อทว่ายังโชคดีที่มีใครบางคนจอดรถรับเขาก่อน

หึ....

แคปแค่นเสียงเบาๆในคอ “เพิ่งผ่านมาแค่สามปีเอง มึงก็พูดเสียนึกว่าจบจากที่นี่เป็นสิบๆปี” แต่เหตุการณ์ครั้งนั้นผ่านมาห้าปีแล้ว ทำไมถึงยังจำ

“ก็กูคิดถึงนี่หว่า” ปอว่าตอบเบา ๆ

“เลี้ยวเหอะเดี๋ยวเลย”

รถเข้ามาซอยเล็กๆหลังมอ นักศึกษาเดินสวนกันให้ขวักไขว่ รถมอไซด์เยอะมาก รถยนต์ประปราย ย่านหอพักนักศึกษาแถวนี้ยังคงคึกคักไม่มีวันหลับไหลเหมือนเดิมไม่เปลี่ยน บีเอ็มดับเบิ้ลยูสีดำคันงามที่ขัดเงาจนมันปลาบสะท้อนทิวทัศน์รอบด้าน

“ไม่เร็วเกินไปหรอกใช่ไหม” ปอมองนาฬิกาที่ข้อมือขณะข้ามถนนเล็กๆฝั่งหน้าร้าน พอเดินเข้าไปด้านในแคปสองถามพนักงานได้ความว่าโต๊ะที่จัดเลี้ยงวันเกิดอยู่โซนเอาท์ดอร์ด้านหลัง สองหนุ่มจึงเดินตัดเข้าไป โดยที่ปอเดินรั้งอยู่ด้านหลัง เสียงดนตรีสดคลอเคลียร์ออกมาทันทีที่ก้าวขาข้ามสะพานไม้เล็กๆของธารน้ำตกสวยงาม แสงไฟที่สะท้อนสายน้ำเย็นสาดเป็นละอองกระเซ็นร่วงกราวลงสู่ด้านล่าง สะพานไม้โค้งที่ทอดยาวเชื่อมไปสู่ที่นั่งทั้งหมดของฝั่งนั้น

“พี่แคป ทางนี้ๆ” เจ้าของวันเกิดดูเหมือนจะเห็นแคปแล้ว เธอสวมชุดเดรสระบายชายสีชมพูอ่อนน่ารัก ผมตรงยาวสลวยประบ่าติดกิ๊ปเล็กๆลวดลายสวยงามเรียบร้อย ถึงไม่ใช่คนสวยจนล่มเมืองได้ แต่เธอก็ดูน่ารักและใสซื่อเสมอในสายตาของแคป

“สุขสันต์วันเกิดครับโบว์ เป็นเด็กดีมีความสุขมากๆนะ”

แคปยื่นของขวัญที่อยู่ในมือส่งให้มันเป็นกล่องของขวัญเล็กๆที่ถูกห่อด้วยกระดาษอาบมันสีชมพูแวววาวเข้ากับสีชุด  คนรับคำอวยพรยิ้มจนแก้มปริอยากจะกระโดดเข้าไปกอดคอแล้วหอมแก้มคนให้สักสิบหนติดอยู่แต่ว่าตอนนี้โตแล้วไม่ใช่เด็กๆ เธอยกมือไหว้ขอบคุณพี่ชายคนสนิทก่อนรับของขวัญมากอดไว้แนบอก

“นี่ของเจ้าแบงค์กับของไอ้อาร์ เดี๋ยวแบงค์มันเสร็จงานแล้วคงตามมา อ้อ พี่ลืมแนะนำไป นี่พี่ปอ เพื่อนพี่เอง โบว์ยังไม่เจอกับพี่เขาใช่ไหมครับ”

แคปยื่นอีกสองถุงเล็กๆส่งให้ทว่าดูเหมือนเขาไม่ทันสังเกตเลยว่าปอยืนตัวแข็งทื่ออยู่ด้านหลังเขานานแล้ว สายตาคมมองจ้องน้องโบว์ราวกับโดนผีหลอก ม่านตามันสั่นจนแคปยังฉุกใจ ดวงตาคมไม่กระพริบเลยสักกะแอะ จนแคปต้องโบกมือปัดผ่านใบหน้าไปมานั่นแหละปอถึงค่อยขยับรู้สึกตัว และในตอนนั้นเองที่น้องโบว์ซึ่งยิ้มกว้างอยู่แล้วฉีกยิ้มขึ้นไปอีก “คุณ!” เธออุทานขึ้น

“คุณเลขาใช่ไหมคะ” ไม่จำเป็นต้องคิดแล้ว โบว์จดจำปอได้แล้ว คนที่เธอเพิ่งเจอมาเมื่อวานหน้าห้องทำงานของแฟนตัวเอง ซ้ำยังเป็นคนที่เดินลงไปรับเธอถึงชั้นล่างไม่มีทางจำผิดเด็ดขาด

ไม่คิดมาก่อนว่าเขาคนนี้จะเป็นเพื่อนพี่แคป ดีใจชะมัดเหมือนได้เข้าใกล้คนที่เธอรักขึ้นอีกนิด

“คะ...ครับ สวัสดีครับคุณโบว์” ปอถูกเธอจ้องมาแบบนั้นแต่เขาจำเป็นต้องกล่าวคำพูดทักทายอย่างสุภาพ

แฟนเจ้านาย ต้องพูดจาให้ไพเพราะ

“เฮ้ย รู้จักกันด้วย?” แคปเสียอีกที่กลายเป็นฝ่ายงุนงวย ขณะที่ปอยังถือถึงของขวัญเล็กๆอยู่ในมือ นึกอยู่ว่าสมควรจะส่งให้เธอดีหรือเปล่า

แต่เรื่องที่สำคัญกว่านั้น...เจ้านายเขาคิดยังไงถึงได้ไปจีบผู้หญิงที่เป็นน้องสาวของเจ้าแบงค์

เดี๋ยวก่อน!

น้องสาวแบงค์!!

ดวงตาของคนที่กำลังคิดเบิกโพลงขึ้นราวกับเขากำลังปะติดปะต่อเหตุการณ์ทั้งหมดได้ ไม่รู้เลยว่าตัวเองก้าวถอยหลังออกห่างจากตรงนั้นเมื่อไหร่จนแคปต้องยื่นมือมารั้งแขนไว้นั่นแหละเขาถึงค่อยรู้สึกตัวอีกรอบ

“แคป...” ปอพึมพำเรียกเพื่อนตัวเองขึ้นมา แคปถึงได้ก้มหน้าเข้ามาถามว่าเขาเป็นอะไร

“มีอะไรหรือเปล่าคะพี่ปอ” น้องโบว์เข้ามาถามด้วยอีกคน ปอมองหน้าเธออย่างหวาดๆก่อนมองไปที่เพื่อนตัวเอง

เขากลัวว่าวันนี้เอสจะมาที่นี่ด้วย

“แคป....

“เข้าไปนั่งเถอะค่ะ เพื่อนโบว์รออยู่ด้านในแล้ว เดี๋ยวจะได้เวลาเป่าเค้ก พี่แคปกับพี่ปออยู่จนงานเลิกเลยนะคะถือว่ารอพี่แบงค์ด้วย”

เธอไม่พูดเปล่ายังดึงแขนแคปแล้วยิ้มเรียกปอบอกให้เข้าไปนั่งกันที่ด้านใน แคปหันมองปออีกที “เป็นอะไรของมึง ไม่สบายเหรอวะ ไหวไหม”

ปอส่ายหน้าบอกไม่เป็นไร เขานึกบางอย่างขึ้นได้รีบมองไปด้านใน เห็นโต๊ะยาว ๆ ที่มีผู้หญิงนั่งรวมกลุ่มกันอยู่สิบกว่าคนเห็นจะได้ ที่หัวโต๊ะยังมีขนมเค้กสองชั้นตกแต่งสวยงามวางไว้ เขารีบกวาดตาไล่ดูคนที่นั่งอยู่ตรงนั้น

ไม่มีเจ้านายเขา

“เข้าไปกันเถอค่ะ พี่ปอไม่ต้องกลัวเพื่อนโบว์ไม่กัด เพื่อนโบว์ใจดี”

ในที่สุดพี่ชายสองคนของเธอก็เข้ามาถึงโต๊ะที่ถูกจัดเซ็ทไว้ เพื่อนๆต่างยกมือไหว้เมื่อเธอแนะนำทั้งแคปและปอ

“พี่ปอนั่งนี่ค่ะ นั่งข้างพี่แคปตรงนี้เลย” เธอจัดที่จัดทางให้เสร็จสรรพ มีเพื่อนๆลุกขึ้นชงเครื่องดื่มให้ทันที ไม่นานนักอาหารชุดใหม่ถูกนำมาเสิร์ฟตามออเดอร์ของเพื่อนที่จัดการให้เธอ

“พี่แคปทานเลยนะคะไม่ต้องเกรงใจ วันนี้เพื่อนโบว์เลี้ยงเต็มที่อยู่แล้ว พี่ปอด้วยดื่มเลยค่ะ ทานเต็มที่” เธอขยับแก้วเครื่องดื่มให้ทั้งสองคน แคปยกขึ้นดื่มแบบสบายๆ เขานั่งข้างกันกับปอถัดมาเป็นเป็นเจ้าของวันเกิด น้องโบว์ตักอาหารบางอย่างใส่จานให้แคปด้วย คนรับก็พยักหน้าบอกขอบคุณสังเกตเห็นถุงของขวัญเล็กๆที่อยู่ตักปอแคปจึงสะกิดบอก ปอนึกได้วาตัวเองควรให้มันกับเจ้าของวันเกิดอย่างที่ตั้งใจในตอนแรกเขาจึงส่งให้เธอ

“ขอบคุณมากค่ะพี่ปอ” 

“ยัยโบว์เธอนี่โชคดีจริงๆนะ มีแฟนก็ทั้งหล่อทั้งรวย ใจดีอีกต่างหาก มีพี่ชายก็เป็นถึงดีเจหล๊อหล่อ เท่านั้นยังไม่พอเพื่อนพี่ชายนางยังหล่อเฟ่ออีกต่างหาก” เพื่อนๆหัวเราะแซวกันดังลั่นเพราะว่าทั้งแคปทั้งปอหน้าตาดีซ้ำยังดูแล้วอ่อนโยนกับเธอมากเหลือเกินซึ่งทำเอาเธอยิ้มแก้มปริ

“โบว์ ขอไลน์พี่แคปให้กูบ้างดิมึง”

“กูจะเอาของพี่ปอ ดูมาดพี่เขาสิ โคตรผู้ดีอ่ะ”

“เฮ้ยๆๆอย่าตีกันเดี๋ยวขอให้ได้ทุกคน” น้องโบว์คุยกับเพื่อนๆ เธอยิ้มจนตาหยี ปอกับแคปนั่งดื่มกันต่อฟังดนตรีสดจากวงที่เล่นเพลงเบาๆบนเวที โดยที่แคปไม่ได้สังเกตเลยว่าปอนั่งนิ่งเงียบไป ใบหน้าคมคายครุ่นคิดอะไรบางอย่าง

“โบว์ครับ”

เสียงทุ้มอ่อนโยนที่เรียกขึ้นจากด้านหลังทำให้เจ้าของชื่อหันขวับไปหา เธอยิ้มทั้งดวงตาให้กับคนรักของเธอ สองมือของเขาประคองเบาๆที่ต้นแขนเล็กนั่น

ไม่รู้ว่าจะมีใครสังเกตเห็นหรือเปล่า คนที่นั่งข้างเจ้าของวันเกิดตอนนี้ถึงกับเบิกตาโพลง แก้วเหล้าที่อยู่ในมือชะงักค้างจ่ออยู่ริมฝีปาก

“คุณเอสหายไปไหนมาคะ โบว์รอตั้งนานจวนถึงเวลาเป่าเค้กแล้ว” เธอพูดพลางลุกขึ้นขยับออกจากที่นั่งข้างแคปเลื่อนไปนั่งที่เดิมของเธออย่างแท้จริง

คนมาใหม่แทรกตัวเข้ามานั่งลงแทนที่ เขาวางโทรศัพท์มือถือที่เพิ่งถูกใช้งานลงบนโต๊ะ ใช้สายตาเย็นชาเหลือบมองคนข้างๆนิดหน่อยก่อนหยิบแก้วเครื่องดื่มที่แฟนสาวส่งให้ขึ้นสาดใส่ลำคอรวดเดียวจบ


“คืนนี้เธออยากได้อะไรฉันให้หมดทุกอย่าง”






..เกือบลืมไปแล้ว ว่าฉันเคยรักเธอมาก่อน



ไม่อยากจะย้อนเวลาเหล่านั้นให้หวนกลับมา



เกือบลืมไปแล้วจริงๆ อย่ารื้อฟื้นมันขึ้นมาดีกว่า



ปล่อยให้น้ำตาข้างใน มันยังไหล...






(Cr.เพลงเกือบ ของบุรินทร์)





Tbc.