Tuesday, October 7, 2014

ดอกฟ้ากับหมาวัด (Out Of Reach) # 39 Today more than yesterday and less than tomorrow.





บทที่ 39   Today more than yesterday and less than tomorrow.

                               .....Each day I love you more....





“เฮ้ย จริงป่ะเนี่ย.....!?

“จริงดิ ผมจะโกหกปูนทำไม”

“หน้าแบบนี้น่ะเหรอ ช่างฟิต!?

“ครับ หน้าแบบผมนี่แหละ” ผมยิ้มเหี้ยมเกรียม

ย้อนกลับไปเมื่อสักสิบห้านาทีที่แล้ว พี่เชนเรียกให้ผมขึ้นมาดูเครื่องที่ชั้นเก้า บอกว่าเป็นปูนโทรลงมา พอขึ้นมาหาเขานั่งรอผมอยู่แล้วจริง ๆ เราคุยเรื่องสัพเพเหระกันไปเรื่อย ในขณะที่ผมนั่งแก้โปรแกรมให้

“มิน่าล่ะ ผมถามน้องเขาทีไรก็บอกว่าไม่รู้จริงๆว่าปิงจะเข้างานช่วงไหน แอบงงอยู่หลายวันเลย”

“น้องไหน?” ผมหันขวับมอง ละสายตาออกจากหน้าจอ อย่าบอกนะว่าน้องเชน คึคึ ผมจะขำกร๊ากเข้าให้

“เปล่า ผมไม่ได้หมายถึงพี่คเชนทร์หรอกนะ แต่หมายถึงน้องพนักงานของยูเซย์แหละ บางทีมีขึ้นมาดูเครื่องที่ชั้นนี้ให้เหมือนกัน”

“รู้อีกว่าผมคิดอะไร”

“ก็ปิงหัวเราะผมนี่”

“ผมเปล่าเหอะ”

“ร้ายนักนะ หัวเราะกันอยู่ชัด ๆ ถึงจะแค่เบา ๆผมก็รู้หรอก”

“อ้าวเหรอ”

ผมตอบไปเรียบ ๆ ไม่ได้หันไปมองตั้งใจกับโปรแกรมต่อ พอจัดการกับเครื่องคอมฯของปูนเสร็จเรียบร้อย ผมลุกขึ้นแล้วสลับที่กับเจ้าของโต๊ะให้อ้อมกลับเข้ามานั่ง ปูนเริ่มทดสอบตัวโปรแกรมที่ผมเพิ่งจะกำจัดบัคตัวกวนให้เสร็จ

“อ่า...โอเคแล้ว ปิงนี่แปลกคนจริงนะ”

“แปลก??”

“ใช่แปลกมาก” ปูนเงยหน้าละสายตาขึ้นมามอง “เป็นทั้งช่างซ่อมรถ ซ่อมเครื่องคอม ทำไมไม่ซ่อมคนด้วยเลยล่ะ”

“ก็ถ้าหัวดี ๆ เรียนจบหมอ ผมก็คงรับซ่อมคนด้วยอ่ะนะ”

“หึหึ ที่สำคัญนายเป็นคนที่ตลกมากอีกด้วย ไม่ต้องเรียนหมอก็อาจจะซ่อมจิตใจใครบางคนได้นะ”

“อะไรอ่ะ หมายความว่ายังไง”

“เปล่าๆ อย่าใส่ใจเลยผมก็พูดไปเรื่อยแหละ” ปูนโบกมือ ผมเหล่ตามองอย่างจับผิด แต่เจ้าตัวรีบส่ายหน้าปฏิเสธ

“ไม่มีอะไรจริง ๆ แค่รู้สึกดีที่ปิงเป็นคนตลก อยู่ด้วยทีไรผมยิ้มกว้างทุกที”

“ผมไม่ตลกนะ ผมเป็นคนซีเรียส”

“โทษทีนะปิง ผมขอถามอะไรอย่างสิ ได้ไหม”

“ว่ามาเลย” ผมลองรันโปรแกรมดูอีกครั้ง ขณะที่หูรอฟัง

“นาย...แต่งงานรึยัง?”

“ห๊ะ!!??” เผลออุทานขึ้นเสียงดังจนโต๊ะอื่นยังหันมามอง ปูนหัวเราะผมใหญ่แล้วยกมือบอกพี่ ๆแถวนั้นว่าไม่มีอะไร แค่คุยเรื่องตลกกันเท่านั้น

“ว่ายังไงล่ะ? ผมถามว่าปิงแต่งงานรึยัง”

“จะเป็นแบบนั้นได้ไงเล่า! เราเพิ่งจะอายุเท่าไหร่กันเอง ไหนว่าเก้าสองเหมือนกันไง อย่าถามเรื่องแต่งงานเซ่!!” ผมอารมณ์เสียนิด ๆ แต่ยังแฝงไว้ซึ่งความตลก รู้ว่าปูนพูดเล่น แต่ยังไงมันก็ชักไร้สาระไปใหญ่แล้ว ผมกำลังคิดจะขอตัวกลับ เจอเขากระตุกเสื้อไว้

“ล้อเล่นน่า ใจร่มๆ ใจร่มๆ  ปิงมาดูไอ้หน้าจอเนี๊ยะให้ก่อนเร็ว  เปลี่ยนสีให้ผมใหม่ได้ป่ะ สีนี้แสบตาไปนิด ผมอยากได้สีเขียวอ่อน ๆ”

ผมขมวดคิ้วแล้วก้มลงไปดู

“แต่ก็ใช้แบคกราวด์สีนี้ทุกเครื่องนะ  มันเป็นโปรแกรมสำเร็จรูปไงสีเลยต้องเหมือนกัน”

“ทำไมนายไม่ทำแบบที่ว่าให้ยูสเซอร์เลือกแบคกราวด์ได้เองล่ะ เสริมพร๊อพตรงนี้ลงไปอีกหน่อยสิ”

“ไม่ใช่แบบนั้นครับปูน โปรแกรมตัวอื่นผมออกแบบให้มีความหลากหลายนะ แต่ว่า...นี่เป็นสีของบริษัทเพราะงั้นทางคุณรันเธอขอมาว่าแบคกราวด์ของซอฟแวร์ตัวนี้ขอล๊อคให้เป็นโทนสีนี้ ความจริงสีฟ้าก็สบายตานะ ให้ความรู้สึกเย็น ๆ ถ้าหากว่าปูนแสบตาเดี๋ยวผมจะตั้งค่าแสงจากหน้าจอให้ต่ำลงอีกหน่อย”

“อ้าว เหตุผลเป็นแบบนั้นเหรอเนี่ย” ปูนอมยิ้มเขิน ๆ ยกมือเกาหัว “อายนิดๆนะเนี่ย ปล่อยไก่ใส่ปิงตัวเบ้อเริ่มเลย”

“ไม่หรอก คนไม่รู้ย่อมไม่ผิด” แต่มึงผิดมากที่ไม่รู้ ผมย้อนอยู่ในใจ แกล้งคิดต่อยอดไปเล่น ๆ ปูนเหมือนจะรู้ความคิดผมอีกเขายื่นมือเข้ามาผลักหัวผมแรงมาก

“เฮ้ย เล่นไรเนี่ย เดี๋ยวงานไม่เสร็จ”

“จวนเสร็จแล้วไม่ใช่ไง”

“รู้อีก”

“หึหึ”

ผมปรับหน้าจอให้ปูนจนเสร็จ จากนั้นบอกขอตัวจะลงไปแล้ว

“เดี๋ยวผมเดินลงไปส่ง” เขาว่าแล้วลุกขึ้นเลย

“เฮ้ยจะไปส่งทำไม” ปูนเดินออกมา เขารุนหลังผมให้เดินออกมาที่ด้านนอก ห้องที่ปูนนั่งทำงานนี่มีพนักงานอยู่เยอะมาแต่ละโต๊ะจะถูกแบ่งพาร์ทิชั่นชัดเจน ปกติแล้วชั้นเก้าจะมีพี่เชนกับน้องพนักงานอีกคนขึ้นมาดูให้ นี่จึงเป็นครั้งแรกที่ผมขึ้นมาเห็นเครื่องของที่นี่

“ขอบคุณนะครับปิง”

“ไม่เป็นไรนี่มันงานของผมอยู่แล้ว”

“ผมเลี้ยงกาแฟดีไหม”

“กาแฟเหรอ?” พอพูดถึงกาแฟผมรู้สึกผิดขึ้นมาอีก เขายิ้มใหญ่เลยคงคิดว่าแกล้งผมได้ “ว่าไง กินได้ป่ะ กาแฟ?”

“ได้อยู่แล้ว  แต่ขอผมเป็นคนเลี้ยงปูนได้ไหม”

“ทำไมอ่ะ ผมกะจะเลี้ยงขอบคุณปิงนะ จะตัดหน้ากันเหรอ”

“ไม่ใช่แบบนั้น  เรื่องแก้โปรแกรมมันเป็นงานของผมอยู่แล้ว แต่ที่ผมจะเลี้ยงเนี่ยเพราะยังรู้สึกผิดอยู่นะเรื่องที่ทำกาแฟหกใส่นายวันนั้น เพราะงั้นให้ผมเลี้ยงปูนเถอะ เพื่อเป็นการขอโทษอีกครั้งนะครับ”

ปูนยื่นมือออกไปกดลิฟต์ลงให้ ไม่ต้องรอนานแต่อย่างใดเพราะประตูเปิดออกแล้ว

“ตกลงครับ งั้นวันนี้รบกวนด้วย”

เราก้าวเข้าลิฟต์พร้อมกัน จริง ๆ ต้องกดชั้นสามห้องไอที แต่ผมกดไปที่ชั้นหนึ่งร้านกาแฟเล็ก ๆ ที่ผมกับปูนเจอกันครั้งแรก พร้อมกับเหตุการณ์ที่ทำให้เราสองคนรู้จักกัน

“นายกินอะไรแบบไหน” ผมถามเขาเมื่อเรามายืนอยู่ที่ร้านกันแล้ว

อเมริกาโน่”

ปูนตอบสบาย ๆ ผมออเดอร์กับพนักงานไปสองแบบ

“แปลกดี พวกวิศวกรชอบกินกาแฟดำเหรอ”

“หืม?”

“ทำไมถึงชอบกาแฟดำ” ผมนึกสงสัยขึ้นมานิดๆเหมือนกัน พี่เอย์เองก็กินแบบนี้

“แล้วแต่คนนะ ส่วนผมไม่ชอบครีม มันเอ่อ ไม่รู้ดิ ก็แค่ไม่ชอบล่ะมั้ง”

ผมพยักหน้าให้เบา ๆ ปูนส่งยิ้มมาให้ “อยากเป็นผู้ใหญ่เร็ว ๆ ไง เมื่อก่อนเห็นพวกรุ่นพี่ที่คณะเขากินกันแบบนี้เลยลองกินตามแบบมั่ง มีความรู้สึกว่าอยากจะโต ตอนนั้นน่ะนะ หลังจากนั้นก็เลยติด”

“ตลกแล้วมึง”

“ห๊ะ!

ผมหลุดปากตกใจตัวเองนิด ๆ ปูนเลิกคิ้วแล้วยกยิ้ม ผมนึกถึงเจ้าหมูปิ้งขึ้นมาทันที

“คึคึ ปูน  นายยิ้มเหมือนหมูปิ้งเลย”

“ห๊า??”

ผมกำลังตลกกับท่าทางแบบนั้น พนักงานเรียกขึ้นพร้อมยื่นกาแฟให้ ผมรับมาแล้วจ่ายตังค์ไป

“ชอบเหรอ” ปูนหันมาถาม เขาดูดกาแฟไปด้วย

“ชอบอะไร”

“หมูปิ้งอ่ะ”

“อ่า...น้องน่ารักมาก”

“วันนี้ก็พามานะ”

“จริงดิ!? พามาที่ไหน”

“ที่นี่แหละฝากพี่ยามเขาไว้ที่เดิม เดี๋ยวตอนกลับต้องแวะออกไปรับ วานให้พี่เขาช่วยดูน่ะ นาน ๆ ที”

“หมายความว่ายังไง ทำไมปูนถึงไม่ปล่อยน้องไว้ที่บ้านล่ะ พามาบริษัททำไมกัน”  มันร้อนด้วยไงตรงที่หมูปิ้งอยู่

“หมูปิ้งเป็นหมาของพี่สาวผม สองวันนี้พี่เขาไปทำธุระที่ใต้ ผมเลยต้องรับฝากไว้ให้จะปล่อยไว้ที่ห้องก็กลัวจะเหงา เลยพามาทำงานด้วย อย่างวันก่อนพี่ผมก็ไม่อยู่ เป็นแบบนั้นแหละ มีลูกติดแล้ว” ปูนพูดปนขำ

“จริงเหรอเนี่ย”

“ครับจริงสิ”

เราสองคนเดินลงไปที่ชั้นหนึ่ง ออกประตูหน้าที่ป้ายของบริษัทจะมีสวนหย่อมเล็ก ๆ อยู่ตรงนั้นที่ๆผมเจอหมูปิ้งครั้งแรก

“นั่นไงเจ้าอ้วน”

ผมมองไปทางที่ปูนบุ้ยใบ้ เจ้าหมูปิ้งกำลังกลิ้งเล่นอยู่กับน้องเหมียว คือมันสองตัวทำไมถึงอ้วนกลมเหมือนกันวะ แล้วหมากับแมวกำลังเล่นกันเนี่ยนะ!!??

“หมูปิ้ง มาหาพี่ปูน”

เสียงปูนเรียกขึ้น เจ้าหมูกำลังนอนหงายสี่ขาชี้ ๆ ขึ้นฟ้ามองอะไรของมันไม่รู้ พอได้ยินเสียงปูนเท่านั้น มันหยุดชะงักแล้วตะปบสองขาหน้าตั้งท่าหมอบมองมาทางเรา ก่อนจะส่ายตูดวิ่งดุ๊กๆเข้าหา ปูนชูมือยื่นออกไปรับน้องอุ้มใส่อก มันแลบลิ้นเลียหน้าเขาใหญ่เลย

“หงิงๆๆ” เสียงมันดีใจ จนร้องครางออกมา ปูนหัวเราะ

“พี่ปูนขอโทษนะครับ หมูรอพี่ปูนนานไหม”

“หงิงๆๆ” มันตอบอีก ผมเองก็หัวเราะบ้าง  หมาน้อยทำหน้าตาแปลก ๆ มันหันมามองผมแล้วแลบลิ้นให้ หางกระดิกดุ๊กดิ๊ก

“ขี้อ้อนนะเรา” ผมลูบหัวมัน

“ไปหาพี่ปิงนะ หมูให้พี่ปิงอุ้มหน่อยนะครับ”

ปูนว่าแล้วยื่นเจ้าหมูปิ้งตัวกลมส่งมาให้ผม ผมรับมาอย่างเก้ ๆ กัง ๆ เออหนักนิดๆกี่โลเนี่ย สักเจ็ดกิโลได้มั้ง ชิสุอะไรอ้วนจัง

“เฮ้ยๆๆ อย่าเลียดิ่วะ ยังลามกไม่เปลี่ยนเลยนะมึงนี่” ผมแก้มเปียกไปหมด เจ้าหมูปิ้งเห่าบ๊อก ๆ ร้องหงิงๆมันซบอกผมด้วย

“อ้อนเก่งนักนะมึง ไหนดูซิผู้ชายหรือผู้หญิง” ผมว่าแล้วแอบดู เห็นไข่มันเป็นพวง ตายห่า นี่กูมีเสน่ห์แม้กระทั่งกับหมาตัวผู้อ่อ?? คิ้วผมกระตุก ขณะที่หมูปิ้งยังเลียแก้มผมต่อไป จะลามลงมาที่ปากแล้ว


 “เฮ้ย ไอ้หมูนี่ เดี๋ยวเหอะ เดี๋ยวกูจะจับเอามึงไปทำลูกชิ้นปิ้งดีไหม หื้ม?? ลูกชิ้นอันกลมๆ ใหญ่ ๆ เหมือนตูดมึงเดี๊ยะเลย”  

“บ๊อกๆๆ” มันเห่าต่อว่าราวกับฟังออก  มองหน้าปูนแล้วทำท่าทางแปลก ๆ  ปูนหัวเราะร่า  ผมจุกที่ถูกรวบมัดไว้ด้านหน้าหลุดลุ่ยลงมาแล้ว คงเพราะเล่นกับเจ้าเหมียวเมื่อกี้แล้วใช้ขาหน้าตะปบแกล้งกัน ผมจับ ๆ ให้มันตั้งขึ้นไปดี ๆ

“หมูปิ้งอยู่นิ่ง ๆ ครับ เดี๋ยวพี่ปูนมัดผมให้ใหม่”

ปูนก้าวเข้ามา ผมกระชับอุ้มน้องดี ๆ เขาแกะกิ๊ปโบว์แล้วแกะยางอันเก่าออกรวบมัดผมให้น้องใหม่ ผมช่วยถือโบว์สีม่วงของน้องไว้ก่อน  มองดูเขาทำแล้วอดที่จะอมยิ้มไม่ได้ปูนใจดีมากจริง ๆ เขารักหมามากเลยนะ รู้สึกถึงความอ่อนโยนแผ่รัศมีออกมา

ปิ้น!!

เสียงแตรรถดังขึ้นเราสองคนกับอีกหนึ่งหมาสะดุ้งพร้อม ๆกันหันไปทางต้นเสียง ผมลืมไปเลยนะว่าตัวเองยืนอยู่ใกล้กับทางเข้าออกของบริษัท

รถพี่เอย์?

กระจกสีชาฝั่งคนขับกำลังลดลงเรื่อย ๆ คนขับสวมเรแบนหันมองมาที่เราทั้งหมด มันขมวดคิ้วนิด ๆ ผมที่อุ้มน้องอยู่เดินเข้าไปหา

“พี่เอย์ เพิ่งเข้ามาเหรอครับ”

“หมาใคร??”

มันถามเสียงเย็นเฉียบ เงยหน้ามองผม หมูปิ้งร้องหงิงๆซุกลงที่อก มันกลัวเสียงพี่เอย์ป่ะวะ ผมกำลังคิด

“หมาเพื่อนครับ น้องชื่อหมูปิ้ง ”

ถึงจะหน้างอนิด ๆ เหมือนคนไม่พอใจ แต่พี่เขาก็ยื่นมืออกมาลูบหลังมัน ขนน้องนิ่มแล้วก็ฟู สะอาดและหอมมากนะ พี่เอย์เป็นคนรักความสะอาดถ้าหมาสะอาดมันจะชอบมากเลย มีอยู่ครั้งนึงเราไปเดินสวนฯด้วยกันมันเกือบซื้อลูกหมากลับมาแล้วดีที่ผมเบรกไว้ก่อน อุ้มแล้วรู้สึกชอบคุณชายบอกจะเอากลับมาเลี้ยง ผมเลยว่ารอให้บ้านเสร็จก่อนไหมถ้าเอาไปตอนนี้ไม่มีใครเลี้ยงสงสารหมาแล้วไม่อยากให้เป็นภาระคนอื่นด้วย นั่นแหละมันถึงยอม

“แล้วนั่นอะไร”

“อ๋อ อันนี้กิ๊ปโบว์ของน้อง”

พี่เอย์เปิดประตูเดินออกมา มันหยิบเอากิ๊ปในมือผมแล้วติดใส่ที่จุกเล็ก ๆ ของหมูปิ้งให้ มือใหญ่เก้ ๆ กัง ๆ ทำไม่เป็นแต่ก็ยังอยากจะทำ  

“บ๊อกๆ”  เจ้าตัวดีรู้งาน เห่าเสียงเล็กขอบคุณ เจอพี่เอย์ยกมือตบหัวมันไป ผมรีบถลึงตาใส่ หัวน้องยิ่งเล็กๆตบมาทีกลัวกะโหลกหมาจะพาลยุบ มันขำ

“สวัสดีครับคุณเอย์” ปูนเดินเข้ามาหาพวกเรา พี่เอย์พยักหน้าให้ ปูนรับหมูปิ้งไปจากผมแล้วขอตัวเดินเลี่ยงออกไปรอ

“หมาของเจ้านั่นเหรอ” พี่เขาปลดแว่นกันแดดออก

“ใช่ครับพี่”

มันมองตามหลังเพื่อนผมไปอีก

“เดี๋ยวเลิกงานแล้วขึ้นไปหากูที่ห้องนะ กลับพร้อมกัน”

ผมพยักหน้า พี่เอย์ก้าวขึ้นรถขับเข้าไป ผมยกนาฬิกาข้อมือขึ้นดู รู้สึกเหมือนกันว่าสีหน้าพี่เขาดูเหนื่อย ๆ เข้ามาเย็นแบบนี้คงเคลียร์งานที่ศูนย์รถยาวตั้งแต่เช้า

“มีอะไรรึเปล่า”

“เปล่า ไม่มี”

“คุณเอย์กับปิงท่าทางสนิทกันนะ”

“เหรอ”

“ใช่”

ปูนมองผมด้วยสายตาที่เหมือนกำลังค้นหาความจริงอะรสักอย่าง แต่ผมตอบไปแค่นั้นไม่ได้พูดอะไรต่อให้มากความ ชวนปูนเข้าไปด้านใน เขาฝากหมูปิ้งไว้ที่พี่ยามอีกครั้ง เราจวนจะเลิกงานกันแล้วเพราะงั้นคงอีกไม่เกินชั่วโมงหมูปิ้งจะได้กลับบ้าน ผมลูบหัวมันแล้วบอกลา น้องเห่าเสียงเล็กน่ารักมากเลย มันส่ายตูดให้ผม

ผมกับปูนแยกกันที่ลิฟต์ พอเดินมาถึงห้อง พี่เชนซักไซ้ผมใหญ่ว่าทำไมหายไปนาน ผมเล่าเรื่องหมูปิ้งให้ฟัง พี่เขาสนใจแล้วบอกวันหลังแอบพาขึ้นมาเก็บไว้ที่ห้องเราได้ไหม

เออความจริงผมก็คิดเอาไว้อยู่ เดี๋ยวจะโทรไปบอกปูนว่าถ้าเอาน้องมาวันไหนให้แอบ ๆ พาขึ้นมาไว้ที่ห้องผม ไม่รู้ว่ามันผิดกฎไหมแต่ผมยังไม่เคยเห็นหมากับแมวเดินอยู่ในบริษัทที่แสนสะอาดแบบนี้

เดี๋ยวผมจะลองถามพี่เอย์ดู

“พี่เชนครับผมออกไปก่อน พรุ่งนี้จะเข้าศูนย์รถตอนเช้า บ่ายถึงจะได้แวะมาที่นี่นะพี่”

ผมยัดของใส่กระเป๋าแล้วสะพายขึ้นบ่า กระเป๋าเครื่องทั้งนั้นไม่ใช่อะไรนะ หนักมากอ่ะ

“แล้วคืนนี้มึงจะไปค้างกับกูที่ออฟฟิศไหม”

“ไม่ครับ งานผมเสร็จแล้ว มีโปรแกรมของอีกที่ พรุ่งนี้ถึงจะเข้าไปค้าง พี่เชนมีอะไรไหม”

“เปล่า ไม่มีหรอก แค่จะได้ไม่ต้องรอมึงกินข้าว ตกลงว่ามึงจะไปค้างที่ออฟฟิศพรุ่งนี้?”

“ครับ พี่เชนจะกลับบ้านก็ได้นะ เดี๋ยวผมเฝ้าให้”

“ไม่เป็นไร เดี๋ยวจะคุยเรื่องงานใหม่ที่พิมเขาเพิ่งไปรับมาด้วย”

“อะไรอ่ะพี่ ด่วนไหมผมคุยได้นะ”

“เดี๋ยวค่อยคุยก็ได้ ไม่ด่วนนักหรอก ไว้มึงมาค้างด้วยกันก่อน”

“โอเคงั้นเจอกันพรุ่งนี้พี่ ผมไปนะครับ”

พี่เขาพยักหน้าให้เบา ๆ ผมเดินไปที่ลิฟต์ขึ้นไปที่ชั้นจุดหมาย

ชั้นยี่สิบสามห้องรองประธาน

“สวัสดีครับ” ผมทักออกไป คุณกัสมาเลขาพี่เอย์นั่งก้มหน้าก้มตาง่วนอยู่กับงาน เขาเงยหน้ามองผม ตกใจนิดๆ

“ปิงมาหาเอย์เหรอครับ”  พี่เขายืนขึ้น ผมตอบรับไป 

“เชิญครับ” บานประตูถูกเคาะเบา ๆ สองทีก่อนมือเล็กจะเปิดให้

“เอย์ครับ ปิงขึ้นมาหา” เราเดินเข้ามาด้วยกัน พี่เอย์เงยหน้าขึ้นจากกองงาน มันสวมแว่นสายตาด้วย

นานแล้วนะที่ผมไม่เห็นพี่เอย์ของผมในลุคนี้  ผมยืนจ้องมัน พี่เอย์ขยับปมเนคไทนิด ๆ

“เอย์ร้อนเหรอครับ นั่งตากแดดทำไมกันนะ” เลขามันเดินอ้อมไปที่ด้านหลัง จัดการหมุนม่านพลาสติกบาง ๆ ปิดลงให้เพื่อกันแสงแดด ห้องมืดลงนิด ๆ หยิบรีโมทขึ้นมาปรับแอร์ให้อีก

พี่เอย์พยักหน้าเรียกผมให้เดินเข้าไปหา ผมเห็นนะแต่ยังไม่เดินเข้าไปในทันที กลัวมันทำอะไรรุ่มร่าม

“ปิงจะทานอะไรไหมครับ กาแฟไหมหรือว่าจะเป็นชาร้อน” คุณเลขาถามขึ้น

“ไม่ครับ ขอบคุณมาก”

“กัส เดี๋ยวเอาแฟ้มนี้ออกไปเช็คให้ผมอีกรอบ แปลให้ด้วยก็ดี เพราะเราต้องส่งงานนี้ทั้งหมดไปที่ศูนย์บริการข้อมูลของผู้ใช้ ผมว่าเขาคงจะต้องการงานที่เป็นภาษาไทยด้วย”

“ได้ครับเอย์ กัสชินภาษาอังกฤษมากกว่า แต่เดี๋ยวจะลองทำให้ใหม่ไม่รู้ภาษาใช้ได้ไหมนะ ไว้พรุ่งนี้เอย์เข้ามาตรวจดูให้นะครับ” พี่เขาเดินเข้ามารับงานจากมันแล้วเดินออกไป คราวนี้พี่เอย์กวักมือเรียกผมให้เดินเข้าไปหาใกล้ ๆ งานมันเต็มโต๊ะมากจริง ๆ คุณชายเวลาอยู่ในโหมดงานแล้วดูเท่ไปอีกแบบ

“นั่งนี่มา”  มันดึงเนคไทผมแล้วตบลงที่ตัก

คิดเหรอว่าผมจะยอมหย่อนก้นลงที่ตักมันง่าย ๆ ผมเท้าแขนลงที่โต๊ะ กักตัวมันไว้กับเก้าอี้ตัวใหญ่ของมันก่อนขยับก้าวเข้าไปชิด เราสองคนจ้องตากันขณะที่มันยังไม่ยอมปล่อยเนคไทผมออกดึงรั้งลงไปหา ใบหน้าคุณชายในอ้อทกอดผมนี่น่ากินอยู่ไม่น้อย  ผมยิ้มพรายก่อนก้มลงไปจุ๊บที่ริมฝีปากมันหนึ่งที

พี่เอย์มันชอบแบบนี้แหละ มันชอบให้ผมเป็นฝ่ายเริ่มก่อน พักนี้รู้ทันมันแล้ว ใบหน้าหล่อเหลายิ้มน้อยยิ้มใหญ่ ผมหมั่นไส้กำลังจะก้าวออกมาเจอมันกระตุกเนคไทแบบสุดแรงรั้งเอาตัวผมให้นั่งลงที่ตักมันได้อยู่ดี

“เย้ยยยยยยยยพี่!!  นี่ที่ทำงานนะครับ เผื่อมีคนเปิดเข้ามา” 

“ไม่มีหรอก เขาทำงานกันอยู่”

“ก็เผื่อ....

“อย่าดิ้นดิ ขอกอดหน่อย จูบแค่นั้นจะไปพออะไร” มันพูดพึมพำสอดมือกอดเข้าที่เอวผม ทำจมูกฟึดๆดมอยู่ที่หลัง ผมหันไปหามัน

“มึงคิดถึงกูไหม” พี่เอย์มองหน้าผมแล้วอ้อน ผมดึงแว่นตามันออกมาแล้วสวมไว้เอง พี่เอย์ยิ้มใหญ่เลย จับมือถือขึ้นมาใช้มือข้างเดียวถ่ายรูปเราสองคนด้วยกัน

“ไม่คิดถึงหรอก”

“จริงดิ”

“พี่เอย์อย่าครับ” มันซุกหน้าลงแล้วทำท่าจะลวนลาม ผมเลยตีมัน

“หันมาดี ๆ เร็ว นั่งคร่อมหันหน้ามาหากูสิ”

“ไม่เอาหรอก”  ผมบอกไม่หันแล้วคุณว่ามันยอมไหม เราสู้กันในที่สุดผมก็นั่งอยู่ท่าเดิมอยู่ดี อิพี่เอย์ฮึดฮัด ได้แต่กอดเอวผมไว้


“เมื่อกี้หมาใครวะ ที่ซุกอกมึงน่ะ”

“หมาเพื่อน ชื่อหมูปิ้งบอกพี่แล้วนี่  เออจริงสิพี่เอย์ครับ ที่นี่เขาให้เอาน้องหมาเข้ามาได้ไหม”

มันส่ายหน้า

“ใจร้ายว่ะ” ผมต่อว่าไป เซ็งเลยดิ่

“มันเป็นกฎ”

“ผมเข้าใจ แต่ถ้าแอบ ๆ ล่ะ แอบอุ้มขึ้นมาได้ไหม”

“แอบก็ไม่ได้ แบบนั้นยิ่งไม่ดี”

“แต่ผมสงสารน้อง”

“ถ้างั้นก็ฝากยามไว้ ให้น้องเล่นรออยู่ที่ลานจอดรถ กับสวนหย่อมด้านหน้า” พี่เอย์มันพูดเหมือนที่ปูนทำไว้ไม่ผิดเลย จริง ๆ ผมก็เข้าใจอยู่หรอก ได้แต่พยักหน้ารับอย่างเข้าใจ

“ปิง  บางทีกูไม่อยากเลี้ยงหมาแล้ว” มันพูดเสียงอู้อี้ เป็นเพราะจมูกโด่ง ๆ ของมันยังซุกผมอยู่ไม่หยุด ผมไม่เข้าใจหลังผมหอมมากเหรอวะ ดมอยู่นานแล้วเนี่ย

“หือ?? พี่ว่าอะไรนะครับ”

“ก็เคยบอกไว้ใช่ไหม ว่าถ้าบ้านเสร็จเราจะเลี้ยงหมาสักสองสามตัว”

“อ่า แล้วยังไง” ผมกับมันวางแผนกันไว้

“กูเปลี่ยนใจแล้วนะ ไม่อยากเลี้ยงแล้ว”

“เฮ้ย ทำไมอ่ะพี่ ผมชอบหมาพี่เอย์บอกตามใจผมนี่”

“ก็นี่แค่หมาคนอื่นมึงยังรัก ทั้งรักทั้งอุ้ม แล้วถ้าเกิดเป็นลูกๆของเรามึงไม่ทั้งรักทั้งหลงเลยหรือไง”

“ก็รักดิ ลูกผมๆก็รักนะ” ผมหมายถึงน้องหมานั่นแหละ

“เพราะงั้นกูถึงไม่อยากจะเลี้ยงไง”

“พี่เอย์??”

“กูไม่อยากให้มึงไปสนใจอย่างอื่นนอกจากกู ถ้ามีหมามึงก็จะไปรักหมา ถ้ามีแมวมึงก็จะไปสนใจแมว ลูกเต้าไม่ต้องพูดถึงให้ตายกูไม่มีวันรับเอามาเลี้ยง แค่ให้มึงสนใจกูคนเดียวพอ”

“พี่เอย์ พี่แม่ง”

“เอาแต่ใจกับมึงคนเดียวหรอก”

ดู๊ดูกำลังจะด่าต่อ เจอมันทำเสียงอ้อนจูบไหล่ผมเบา ๆ แล้วซุกหน้าลง ผมส่ายหน้าระอาในความใจแคบของมัน ไม่รู้พูดจริงพูดเล่น แต่หึงผมกับน้องหมาน่ะนะ ใช่แน่ ๆ แล้วคือหน้าบูดตั้งแต่เห็นผมอุ้มอยู่ข้างล่าง

“รักแค่กูไม่ได้เหรอ” มันงับแขนผม

“อะไรเนี่ยพี่ หาเรื่องเหรอ งี่เง่าไปแล้วนะ”

“ความรักทำให้เรากลายเป็นคนโง่และงี่เง่าในบางครั้ง มึงไม่เคยได้ยิน?”

“ก็เค๊ย แต่ไม่เคยคิดว่าจะหึงแม้กระทั่งน้องหมา”

“หึงแม่งหมดแหละ ทั้งหมาทั้งเจ้าของหมา กูเห็นมึงอยู่กับมันสองทีแล้วนะ บอกไว้ก่อน กูมีจำนวนครั้งอยู่แล้วในใจ ถ้าครบเมื่อไหร่ ไอ้เจ้าของน้องหมูปิ้งคนนั้นได้เร่ร่อนออกไปหางานใหม่แน่ ๆ อ่ะ”

“เกินไปนะครับพี่เอย์ หึงอะไรให้มันมีขอบเขตหน่อย”

“หวงมึงเกินไปต่างหาก รักมากหวงมากขาดเหตุผลกลายเป็นคนงี่เง่า”

เพี๊ยะ!!

“เจ็บนะเนี่ย มึงนี่มันรุนแรงชะมัด”

“พี่แม่ง พูดจา”

“หึหึหึ”

“ไร้สาระ รักมากต้องฉลาดขึ้นมากๆต่างหาก นำเอาความงี่เง่าในอดีตมาปรับปรุงปัจจุบันให้ดีขึ้นไง”

“มึงจริงจังไปนะปิง” มันทำหน้าแหยง ๆ พูดปนหัวเราะ

“ก็พี่อ่ะ....”

“เห็นมึงหน้างอแล้วกูชอบว่ะ มีความสุขได้แกล้งคน  วันนี้ไปเลือกผ้าปูที่นอนใหม่นะ”

“ไม่เอาหรอก ที่ห้องพี่มีตั้งเยอะ”

“เปล่าไม่ใช่แบบนั้น เอาไว้ใช้ที่บ้านใหม่”

“หูยเดี๋ยวค่อยซื้อก็ได้ บ้านยังไม่เสร็จสักหน่อย”

“ไม่เอา อยากไปซื้อไว้ก่อน”

ผมถอยหายใจ จะเถียงยังไงไม่ชนะคุณชายเขาหรอก ผมหันไปหามันถอดแว่นออกจากใบหน้าตัวเองแล้วสวมกลับไปคืนให้ พี่เอย์ขยับตัวแว่นนิดหน่อย

“กลับกันเลยเหอะ หิวแล้วว่ะ”

เย็นวันนั้นเราไปกินอาหารกันที่บ้านค่ำๆเดินออกไปดูบ้านที่กำลังสร้างนิดหน่อย แม่กับพี่ขมทำต้มยำกุ้ง ไข่ยัดไส้เนื้อปู กับผัดเห็ดเข็มทอง พี่เอย์มันกินเสร็จนอนหลับอยู่ที่โซฟา แม่เลยบอกให้ผมไปเอาผ้าห่มมาห่มให้พี่เขา พี่ขมเดินมาหยิบของพอดี

“เอย์เขาน่ารักนะปิง หน้าตาเหมือนเด็กเลย”

“เฉพาะตอนนอนหลับเท่านั้นแหละพี่ขม อย่าให้ตื่นนะ ดุเหมือนหมานี่”

ผมว่าแล้วรีบเผ่น พี่ขมเองก็วิ่งออกมาด้วย จริง ๆ แอบเห็นรอยยิ้มนิดๆที่มุมปากมัน ไม่รู้กำลังฝันหรือแอบได้ยินที่ผมคุยกับพี่ขมกันแน่


.


 Ceasar’s Part


ตีสอง.....สายฝนกำลังโปรยปราย

เสียงเพลงจากสถานีวิทยุตัดกับสปอตโฆษณาดังขึ้นเป็นระยะ เครื่องเสียงรถยนต์ชั้นดีนุ่มทุ้ม ท้องฟ้าภายนอกเป็นสีดำสนิท กลิ่นแอลกอฮอล์อ่อนๆคลุ้งออกมาจากลมหายใจของคนขับ ล้อแมกซ์จากเบนส์สปอตยังคงบดไปตามท้องถนนหลวงที่เปียกชื้นในยามค่ำคืนอย่างต่อเนื่อง

ช่วงเวลาแบบนี้รถไม่ติดอีกแล้ว ผมหักพวงมาลัยเลี้ยวเข้าอีกเลน ใช้เวลาไม่ถึงสิบนาทีรถยนต์สีดำก็มาจอดลงที่หน้าบริษัทขนาดกลาง ออฟฟิศห้าชั้น แสงไฟที่ลอดออกมาจากห้องชั้นล่างบอกให้ผมรู้ว่าใครบางคนในนั้นยังคงนั่งทำงานอยู่

“....ฝน....” ผมพึมพำกับตัวเอง มองออกไปนอกหน้าต่าง สายฝนโปรยลงมาพร้อมกับกิ่งต้นโมกที่ไหวเอน ลู่ไปกับแรงลม ถึงนั่งอยู่ภายในรถยังรู้สึกได้ถึงความหนาวเหน็บจากภายนอก

อากาศช่วงปลายปีแบบนี้หนาวจับใจดีจริง ๆ

ผมล้วงเอาโทรศัพท์มือถือขึ้นมากดโทรออก  รอสายนานมากแต่ไม่มีใครรับ

ผมจะโทรยี่สิบสองครั้ง ผมคิดแล้วเริ่มนับ

สายตัดจากการกดเรียกไปเรื่อยๆ จนในที่สุด

“มีอะไร”  เสียงห้วนดังมาจากปลายสายที่กดรับเมื่อตอนที่ผมมิสคอลไปเป็นครั้งที่สิบสอง

“แวะมาหามึง เปิดให้หน่อยสิ”

“........” มันเงียบไป ไม่ได้ตอบอะไรกลับมา

“ฝนตกอยู่ด้วย เดี๋ยวกูจะวิ่งลงไปมึงเปิดประตูให้หน่อยนะ”

ผมรวบรัดตัดความกดวางสาย สูดลมหายใจเข้าลึก ๆ แล้วตัดสินใจเปิดรถออกไป คิดว่าวิ่งฝ่าสายฝน ตัดไปแค่แปปเดียว แต่เหมือนโดนแกล้ง เมื่อลุงยามเดินเข้ามาหาทันทีที่ผมทำท่าจะวิ่งขึ้นไปที่บันไดด้านหน้าประตูออฟฟิศ

“คุณมีธุระอะไรครับ มากลางดึกแบบนี้”

“ผมบอกคเชนทร์ไว้แล้วครับ ผมซีซ่าร์ไงคนที่ให้ลายเซ็นต์ลุงไปฝากลูกสาววันนั้นไงครับ”

“พ่อหนุ่มลุงจำได้นะ แต่ว่าคุณเชนเขาไม่เปิดออกมาแบบนี้ ลุงเองก็เปิดให้คุณไม่ได้จริง ๆ ครับ ไปรออยู่ตรงนั้นกับลุงก่อนไหม”

ผมเอามือจับมือถือที่กระเป๋ากางเกงที่เริ่มจะเปียก รู้ทั้งรู้ว่าโทรกลางฝนมันอันตรายแต่ผมคิดว่าจะโทรเรียกอีกครั้ง

“อย่าโทรเลยครับฟ้าร้องด้วย ไปหลบฝนตรงนั้นก่อนนะเดี๋ยวลุงเคาะเรียกให้”

“ไม่เป็นไรครับลุงเดี๋ยวผมจะรอเขาอยู่ตรงนี้แหละ ไม่ต้องเรียก ลุงมองผมไว้ตลอดก็ได้แต่ขอผมยืนอยู่ที่หน้าประตูได้ไหมเผื่อว่าเขาจะมองเห็น แล้วเปิดให้ผม”

ผมเองก็อยากจะวัดใจกับมันเหมือนกัน ดูซิจะใจร้ายใจดำกับผมได้สักแค่ไหน บอกแล้วแท้ ๆ ว่าฝนตกรออยู่ข้างนอกให้เปิดออกมา

คนใจร้ายแม้แต่ม่านยังไม่เลิกขึ้นดูเลย

“เอาแบบนั้นก็ได้ แต่ถ้านานเกินไปคุณต้องกลับนะครับเดี๋ยวจะไม่สบายเอา”

ผมพยักหน้าให้ ลุงแกเดินกลับไปแล้ว ลมพัดมาแรงมากสายฝนยิ่งสาดโปรยมาอย่างหนักเสียงฟ้าร้องคำรามดังแทรกเข้ามา ผมยกมือขึ้นกอดอก ริมฝีปากเริ่มสั่น

หนาวมากจริง ๆ

“คเชนทร์ ไอ้ตัวใจร้าย” ผมบ่นพึมพำปากสั่น คุณเชื่อไหมยี่สิบนาทีมันยังไม่ยอมเปิดประตูออกมาเลย

ผมก็ใจแข็งนะ ถือว่าบอกไปแล้วเพราะงั้นผมจะไม่เคาะเรียกมันอีก

หนาวจนทนจะไม่ไหวผมเริ่มอยากจะร้องไห้ ไม่เข้าใจตัวเองว่าทำไมผมถึงต้องมาทำเรื่องอะไรที่มันไร้สาระแบบนี้

ความรู้สึกบางอย่างในใจมักทำให้คนเราโง่เขลา....นี่ผมชอบมันมากขนาดนั้น??

ชอบตั้งแต่เมื่อไหร่ แล้วทำไมถึงได้ชอบ

ความรู้สึกแบบนี้เรียกว่าอยากเอาชนะได้ไหมนะ ชอบ? รัก?

เป็นแบบไหนแม้แต่ตัวเองก็ยังให้คำตอบไม่ได้

ผมหันกลับมามองขึ้นไปบนท้องฟ้าสีดำมืด ปล่อยให้สายฝนชะล้างลงมาที่ใบหน้า ไม่รู้ว่าน้ำตากับสายฝนอันไหนอุ่นกว่ากัน

ความเย็นของอากาศทำเอาผมหัวตื้อไปหมด

ผมจะให้เวลามันอีกยี่สิบนาทีสุดท้าย คิดว่าความอดทนทุกอย่างคงจะต้องจบลงในวันนี้ และตรงนี้ ยี่สิบนาทีแรกมันยังไม่ยอมเปิดออกมา ยี่สิบนาทีให้หลังก็คงไม่มีอะไรต่างกัน หากแต่...ผมคิดว่าจะรอ

เรากอดกันแล้ว....เป็นมันที่กอดผม

เราจูบกันแล้ว....หลายครั้ง................เราทั้งคู่

ผม....ทำแทบทุกอย่างแล้ว ถ้ามันจะใจแข็งแบบนี้อยู่ผมจะไม่คิดรั้งไว้อีกแล้ว

......หนาว

หนาวเหลือเกิน.......

ผมเอนตัวพิงผนัง เสียงฟ้าผ่าที่ไหนสักแห่งดังเปรี้ยงเข้ามา ตกใจยกสองมือขึ้นปิดหู ทรุดตัวนั่งยอง ๆ ลงข้างผนังกอดตัวเองแล้วน้ำตารื้นออกมา

“...คนใจร้าย....”

เหลืออีกเพียงแค่นาทีเดียวจะครบยี่สิบนาทีที่ตั้งเอาไว้ คงต้องตัดใจแล้วจริง ๆ ต่อไปจะไม่มากวนใจอีกหรอก ผมเสยหัวที่เปียก ๆ ขึ้นแบบลวกๆ พยุงตัวเองลุกขึ้นจะเดินลงมาแล้ว ขอหันกลับไปมองอีกสักครั้ง  

แต่ต้องตกใจแทบผงะ เมื่อเห็นว่าเป็นใครที่ยืนกอดอกพิงอยู่หลังบานประตูนั้น

เชนยืนมองผมนิ่งมาก หัวมันเอนพิงกระจก นัยน์ดวงตาที่เต็มเปี่ยมไปด้วยถ้อยคำของมัน จ้องมองออกมา

แต่ว่า...แค่ผมเห็นมันเท่านั้น น้ำตาจากไหนไหลรินออกมาก็ไม่รู้

ไอ้ตัวใจร้าย ทำไมไม่รอให้ตากฝนเป็นไข้ตายไปก่อนถึงค่อยมาเปิดให้ล่ะ คนที่แย่ที่สุดก็คือมันไง ผมโมโหมากขนาดนี้มันยังไม่ยอมเปิดออกมาเลยพิงกระจกมองอยู่แบบนั้น

ผมสุดจะทน

ผมยกนิ้วกลางชูให้มันแล้วแลบลิ้นใส่  เอากับกูดิ๊กูโมโหแล้วแม่ง ไม่อยากชอบมึงแล้วด้วย จะไม่สนใจอีก กูจะไปเดี๋ยวนี้แล้ว ไม่มารบกวนมึงอีกกูสาบานได้  

ผมตัดใจหันหลัง แล้วก้าวออกมา

หมับบ!!

โดนคว้าจับแขนไว้ แรงมากจนต้องหันกลับไปดู มันดึงผมให้เดินตามเข้าไปด้านใน ผมเกือบจะลื่นตั้งหลายครั้งหลายหนเพราะหมดทั้งตัวเปียกโชก มันจับผมยัดเข้าไปในห้องน้ำเล้กๆ เปิดฝักบัวอุ่น ๆ แล้วราดรดลงมา ผมทั้งหลบทั้งผลักมัน

“เชน ไอ้บ้ามึง ดะ...เดี๋ยวก่อน”

“เงียบซะ”

มันดึงเสื้อผ้าผมออก เราสู้กันค่อนข้างทุลักทุเล มันฉีดฝักบัวใส่หัว อย่าถามถึงอ่างอาบน้ำนะห้องนี้ไม่มีหรอก ทั้งแคบแล้วก็เล็ก มีน้ำอุ่นให้อาบดีแค่ไหนแล้ว

“จะฉีดไปถึงไหน ขอกูหายใจหายคอบ้าง” ผมลูบน้ำออกจากใบหน้า ลูบแล้วลูบอีกเพราะมันฉีดราดลงมาตลอด เสื้อผมถูกถอดออกไปแล้ว ยังเหลือแต่กางเกงยีนส์

“ชะ...เชน เดี๋ยวก่อนได้ไหม หยุดก่อนสิวะ เหี้ยเอ้ย” ผมเหลืออดผลักมันออกอีก เราเปียกปอนด์ด้วยกันทั้งคู่มันเสียบฝักบัวไว้ที่ก่อนจะถอดเสื้อตัวเองออกมาบ้าง

“บ้าเอ้ย ทำให้กูต้องมาอาบน้ำหน้าหนาวตอนตีสองตีสามเนี่ยนะ มึงมันบ้ามากจริง ๆ ซีซ่าร์” มันสบถหัวเสีย

“ก็เพราะมึงไม่ใช่ไง ถ้ามึงเปิดให้กูแต่แรก กูจะเปียกแบบนี้เหรอ”

“ก็แล้วมึงมาทำไมล่ะ บ้านช่องไม่มีให้กลับรึไง ดึกๆดื่น ๆ มาหากู ร่านไปนะ”

“คเชนทร์!!

“กูพูดผิดตรงไหน มึงมาหากูแบบนี้มันก็ยั่วกันใช่ไหมล่ะ”

“ฮ.อึก......กูเปล่า”

“หึ  เปล่า? อย่ามาแก้ตัวเลย สันดานมึงอ่ะ จะกอดกับใครก็ได้ไม่ใช่เหรอ มึงนอนกับผู้หญิงผู้ชายมากี่คนแล้วคิดว่ากูรู้สึกยังไงล่ะ  ต้องยอมกอดมึงทุกครั้งที่มึงรีเควสมารึไง กูก็คนนะทำไมต้องยอมทำแบบนั้นเวลาที่มึงอยากด้วย”

เพี๊ยะ!!

“ซีซ่าร์!” มันตะคอกลั่นจับสองแขนผมบีบ “กล้าตบกูเหรอ”

“ปากหมาอย่างมึงกูตบครั้งเดียวน้อยไปนะ”

“บ้าเอ๊ย มาหาเพื่อให้กูกอดไม่มีใครยั่วเก่งเท่ามึงอีกแล้ว”

“คเช.......อื้มมมม....”

มันจับท้ายทอยผมล๊อคแล้วกดจูบลงมา  จูบที่ร้อนแรงราวกับเปลวเพลิง ช่างต่างกันกับอุณหภูมิร่างกายที่เย็นเฉียบของเราทั้งคู่ยิ่งนัก

สายน้ำเย็นฉ่ำจากฝักบัวยังราดรดลงมาที่เราสอง เชนเปลี่ยนองศาการจูบหลายต่อหลายครั้งบดขยี้ริมฝีปากผมอย่างร้อนแรง ขณะที่มือมันสอดเข้ามาที่เอวแล้วรั้งให้แนบเข้าหาตัวมัน

ร่างกายท่อนบนที่เปลือยเปล่าของเราสัมผัสซึ่งกันและกัน

ผมกอดคอมันไว้รับจูบร้อนแรงอย่างทุลักทุเล

ช่างเป็นช่วงเวลาที่ยาวนาน....ผมปล่อยให้มันจูบจนพอใจ ในที่สุดมันถอนริมฝีปากออกมาแล้วจ้องหน้าผมนิ่ง มัดกล้ามเนื้อที่แผงอกกระเพื่อมขึ้นลงคล้ายกำลังสกัดกั้นอารมณ์และความรู้สึก

“ไอ้ขี้เมาเอ๊ย” สายตาจับผิดมาก ผมได้แต่ยอมจำนน ก้มหน้า

“กินนิดเดียวเหอะ”

“ชิ  อาบเสร็จแล้วก็ออกมา จะไปเตรียมชุดให้ แม่งยุ่งยากฉิบหาย!

มันปิดประตูดังมาก  เดินบ่นออกไป ขณะที่ผม เข่าแทบทรุด น้ำในตารื้นขึ้นมาอีกครั้ง

นึกว่าจะไม่ยอมมาเปิดให้กันแล้ว

นึกว่าเรื่องของเราที่ยังไม่ทันจะได้เริ่มอะไรเลย  จะต้องจบลงแล้วจริง ๆ

พรึ่บบ!!

ผ้าขนหนูถูกโยนคลุมลงที่หัว  ผมที่แต่งตัวแล้วเรียบร้อยนั่งอยู่ที่พื้น ชุดเสื้อกับกางเกงนอนยาว ๆ ของมันรุ่มร่ามไปนิด ดูท่าจะเป็นชุดออกกำลังมากกว่า อย่างว่าผู้ชายเซอๆแบบนี้จะไปมีชุดนอนเรียบหรูได้ยังไงกัน

“ขอบใจ” ผมเช็ดหัวเปียกๆของตัวเอง

“มึงมาทำไม”

“........”

“ขอเหตุผลดีๆด้วยนะ มาหากูดึกๆดื่น ๆ ถ้าอ้างไอ้เหตุผลลามกๆของมึงกูจะจับมึงโยนออกไปข้างนอกจริงด้วย”

มันว่าแล้วเดินเข้าไปด้านในทำอะไรบางอย่างก๊อกๆแก๊กๆ ก่อนถือแก้วแล้วเดินออกมา

“บอกได้รึยัง มาหากูมีอะไร” คเชนทร์ยื่นแก้วแบบมีหูส่งให้ ผมรับมาถึงได้รู้ว่าเป็นชาร้อน หอมมาก ผมใช้สองมือประคองแก้วเป่า ๆ แล้วค่อย ๆ จิบ ชาเขียวร้อนทำให้หายหนาวได้บ้างนิดๆเหมือนกัน

“ขอโทษนะที่มารบกวน”

มันส่ายหน้านิดๆถอนใจยาว นั่งกอดอกมองผม

“ถ้ารู้ว่ามารบกวนจริง ๆ มึงก็รีบ ๆ กลับไปสิ กินเสร็จ ผมแห้งแล้วก็กลับไปได้  เสื้อผ้ามึงจะทิ้งไว้ที่นี่ก่อนก็ได้เดี๋ยวให้แม่บ้านเขาจัดการซักให้”

ผมดื่มชาร้อนจนหมดขณะที่นั่งฟังมันทั้งบ่น ความรู้สึกว่าหนาวตีเข้ามาอีกครั้งผมยังไม่แห้งดีเลย ร่างกายกลับสั่นขึ้นมาอีก ผมยกมือขึ้นกอดอก คิดว่าเชนคงสงสัย มันก้มลงมาดูผม

“เป็นอะไรของมึง”

“หนาวนิดๆน่ะ” ผมตอบออกไปทั้งที่ปากยังสั่น ความจริงไม่นิดนะ ผมหนาวมากเลยต่างหาก เอนหลังพิงโต๊ะไว้ เปลือกตาเริ่มหนักอึ้ง เหมือนกับว่าง่วงนอนขึ้นมาเสียอย่างนั้น

.....หนาวจัง หนาวมากๆเลย.......

เสียงเก้าอี้เลื่อนเข้ามาใกล้ ผมปรือตาขึ้นมอง มันขยับเข้ามาหาดึงผมให้นั่งอยู่ที่หว่างขามันพอดี มือใหญ่ช่วยเช็ดผมให้อีกแรง มันทำไปแบบเงียบ ๆ ผมเองก็ง่วงจนไม่อยากจะพูด ในที่สุด มีเสียงเก้าอี้เลื่อนห่างออกขณะที่ตัวคนลุกออกไปแล้ว เชนเดินไปที่ไหนสักแห่งแต่ผมไม่ได้ลืมตาดูหรอก เสียงฝนยังตกอยู่ตลอดอย่างมากมันก็คงจะหนีผมขึ้นไปนอน ทิ้งผมไว้ตรงนี้ก็ได้  ช่างเถอะ ขอแค่มีที่หลบฝน นั่งหลับตรงนี้ไม่มีปัญหาหรอก รู้สึกตัวจะเอนลงเรื่อย ๆ หัวมึนตื้อไปหมด

“นั่งดี ๆ” เสียงทุ้มดังขึ้นข้างหู ขณะที่ความอบอุ่นจากผ้าห่มนวมผืนใหญ่ถูกโอบรอบตัวผมไว้ด้วยวงแขนกว้างใหญ่ของใครคนนั้นกระชับเข้ามา ผมปรือตาขึ้นมอง เชนนั่งอยู่ข้าง ๆนี่เอง เมื่อหลับตาลงอีกครั้งมันขยับวงแขนกอดผมให้แน่นขึ้น

.....อุ่นขึ้นมาแล้ว.....

“คเช......

“หลับซะ อย่าพูดอีก”

มันกดหัวผมซุกเข้าที่อก น้ำเสียงเรียบ ๆ แต่อุณหภูมิร่างกายกลับร้อนมาก ความรู้สึกในใจอาจจะกำลังพลุ่งพล่านแตกต่างกับบุคลิกภายนอกราวฟ้ากับเหว

อ้อมแขนของมัน.....ราวกับรุ่งอรุณ 

ผมมีความรู้สึกแบบนั้น  ทั้งอบอุ่นและสบายใจอย่างบอกไม่ถูก เราสองคนนั่งกันอยู่แบบนั้น ผมที่ง่วงนอนมากพอเจออ้อมกอดแบบนั้นเข้าไปดันนอกไม่หลับขึ้นมาเสียดื้อๆ จริง ๆ แล้วผมไม่อยากจะหลับลงไปมากกว่า อยากจะยืดช่วงเวลานี้ออกไปอีกหน่อย

“คเชนทร์”

“มีอะไร”

ผมก้มหน้านิ่ง ความคิดที่ว่าจะพูดเรื่องราวบางอย่างออกมามันสมควรไหม แต่ผมคิดว่าเชนสมควรที่จะรู้

เพราะเรื่องนี้เองที่ทำให้ผมต้องออกไปดื่มมาคืนนี้และขับรถมาหามัน เรื่องราวของผม...

“ถ้าวันนึง จู่ ๆ มึงได้รู้ว่าจากนี้ไปมึงต้องเลี้ยงดูเด็กเล็กๆคนนึงตลอดไป มึงจะทำยังไง”

“หมายถึงอะไร”

“หมายถึง.....ลูก  เด็กๆน่ะ”

“.......”  มันขมวดคิ้ว ทำหน้าสงสัย

“หมายถึงว่าจู่ๆ วันนึงผู้หญิงที่เป็นแม่ของลูกมึงมาตลอดหกปี เธอมาบอกกับมึงว่าจะพาลูกกลับมาให้มึงเลี้ยงเพราะเธอกำลังจะไปแต่งงานใหม่ ไม่อยากให้เด็กต้องอยู่กับพ่อเลี้ยง และเธอกำลังจะสร้างครอบครัวขึ้นมาใหม่เลยอยากจะให้มึงรับเลี้ยงดูเด็กคนนั้นต่อ  ถ้าเป็นมึง  มึงจะทำยังไง”

“........”

ผมก้มหน้ากัดปากตัวเองจนสั่น ทั้ง ๆ ที่อุ่นมากแล้วแท้ ๆ ทั้งๆที่มีอ้อมแขนของมันกอดไว้แล้วแท้ ๆ แต่ความจริงอันนี้ที่ผมจำเป็นต้องบอกกับมันออกไปกลับทำให้ผมรู้สึกถึงความหนาวเหน็บขึ้นมาอีกครั้ง

เมื่อหัวค่ำนานะโทรมาหาและบอกเรื่องราวทั้งหมด ฤดูร้อนปีหน้าเธอจะพาอันวามาให้ผม และจะให้ผมเป็นคนรับผิดชอบเลี้ยงดูตลอดไป

“ถ้าเด็กคนนั้นเป็นลูกกูน่ะเหรอ  ใช่ไหม? ใช่รึเปล่า??” เสียงคเชนทร์ปลุกผมออกจากภวังค์ความคิด มันมองหน้าผมด้วยสายตาที่จริงจังกว่าครั้งไหน ๆ

“ใช่ ถ้าเด็กคนนั้นเป็นลูกจริง ๆของมึง”

“ถ้าอย่างนั้นก็มีแต่จะต้องดีใจ กูผลิตลูกเองไม่ได้ต้องอาศัยผู้หญิงเพราะงั้นจู่ ๆ ผู้หญิงเขายกลูกให้กูแบบนั้นกูจะรับไว้ด้วยความเต็มใจเลย”

“แล้วมึงไม่กลัวเหรอ”

“กลัวอะไร”

“ก็...ไม่เคยเลี้ยงเด็ก ทำอะไรก็ไม่เป็น ต้องพาไปโรงเรียน ต้องสั่งสอน ต้องรับผิดชอบทุกสิ่งทุกอย่าง”

“ไม่กลัวหรอกเพราะกูโตแล้ว กูมีความรับผิดชอบมากพอ”

“..........”

ผมนิ่งไปอีก ก้มหน้าลงใหม่ ทำยังไงดี ผมอยากจะบอกกับมันเรื่องของผมและอันวา เชนจะยอมรับผมได้ไหม แต่ไม่ว่ายังไงเร็ว ๆ นี้มันจะต้องรู้ เป็นผมที่บอกมันเองกับปากจะดีกว่าให้ไปรู้จากคนอื่น โอ๊ยยยยย ผมคิดมากจนหัวจะแตกคิ้วขมวดกันจนเป็นปม

“ทำไม  มึงมีลูกแล้วเหรอ?”

“ห๊า??” ผมอ้าปากหวอเลยเงยหน้ามองมัน ไม่คิดว่าจะโดนยิงคำถามตรง ๆ ออกมา

“เรื่องสมมติเมื่อกี้ คือเรื่องของมึงใช่ไหม?”

“คะ....คือ.....”

“บอกกูมาให้หมด มีอะไรรีบเล่า”

ผมกัดริมฝีปาก ตัดสินใจเล่าเรื่องราวคร่าว ๆ ให้มันฟังตั้งแต่ต้นจนจบ เวลาผ่านไปพักนึง ไม่รู้เลยว่าตอนนี้กี่โมงกี่ยามเข้าไปแล้ว รู้แต่ว่าพอเล่าจบ คเชนทร์เหมือนกับว่าจะหลับไปแล้วจริง ๆ  มันกรนนิดๆด้วยนะคิดว่าคงเหนื่อยมาทั้งวัน

ยกมือขึ้นเสยผมให้

“ขอโทษนะที่กูมันไม่บริสุทธิ์ผุดผ่อง ขอโทษที่กูเป็นคนร่าน ๆ แบบนี้”

“หึ”

ผมสะดุ้งตกใจ จู่ ๆ มันยกยิ้มร้ายขึ้นมาที่มุมปาก นึกว่าหลับอยู่เผลอพูดแปลกๆ ออกไป น่าอายเป็นบ้าหน้าผมร้อนผ่าวขึ้นมาอีก

“รู้ด้วยเหรอว่าตัวเองร่าน”

“มะ...มึง...”

“น้องชื่ออะไรนะ ลูกมึงอ่ะ”

“อันวา”

“จะกลัวทำไมวะซีซ่าร์  พูดถึงลูกตัวเองมึงต้องเชิดอกอย่างภูมิใจสิ  ชีวิตมึงผ่านอะไรมาตั้งเยอะ ลองมองดูที่ปลายเท้าตัวเอง มึงผ่านอะไรมาตั้งมากมาย หนทางที่มึงเดินมา ประสบการณ์ต่างๆเส้นทางที่ทอดยาวมาแบบนั้น มึงมีแต่จะต้องภูมิใจ ไม่มีอะไรที่มึงจะต้องกลัวเลย”

ผมเงยหน้ามองมัน เอนหัวซบลงไป เชนอายุเท่ากับเอย์ซึ่งน้อยกว่าผมปีนึง ความคิดความอ่านโตมากกว่าผมมากมาย มันพูดให้ผมคิดได้จริง ๆ นะว่า ไม่มีอะไรที่น่ากลัวเลย เรื่องดี ๆ กำลังจะเกิดขึ้นกับผมต่างหาก อันวาเป็นเหมือนของขวัญจากพระผู้เป็นเจ้า ในเมื่อตอนนี้ผมได้สิทธิ์ที่จะเลี้ยงดูอย่างถูกต้องแล้ว ผมควรจะต้องยอมรับแล้วเงยหน้ามองทุกๆคนอย่างภาคภูมิใจ ว่าลูกชายผมน่ารักและหล่อแค่ไหน

“กูคิดว่าจะออกจากวงการแล้วล่ะ....คิดว่าจะไม่ทำอีกแล้ว”

“ทำไม?? เพราะมึงมีลูกงั้นเหรอ”

“ไม่ใช่หรอก เรื่องมีน่ะมีมานานแล้ว แต่เพราะจากนี้ไปกูอยากจะเป็นตัวอย่างที่ดีและต้องมีเวลาให้กับเขา ถ้าจะตัดสินใจเลี้ยงแล้วก็จะทำให้ดีที่สุด”

“ถ้ามีคนคิดแบบมึง คนทำงานในวงการคงไม่ต้องแต่งงานมีลูกมีเต้าหรอกมั้ง”

“ก็ถ้ากูไม่มีงานประจำอยู่แล้วมันก็ต้องเป็นอย่างนั้น แต่บังเอิญกูรวยไง กูเลยเลือกได้”

“หึ”

“ไม่ชอบรึไง ไหนว่าไม่ชอบให้กูทำงานใช้ร่างกายถ่ายแบบโน่นนี่นั่น”

“กูบอกตอนไหน  จำได้ว่าไม่เคยพูดเลยนะ”

“ไม่รู้ล่ะ ก็มึงชอบทำท่าทางแปลกๆเวลาที่กูพูดถึงเรื่องรับงาน คิดว่าจะเคลียร์ออกให้หมด จะออกมาแบบถาวรไปเลยไม่กลับเข้าไปแสดงรับงานหรืออีเว้นท์อะไรอีกแล้ว”

“เรื่องของมึง จะทำอะไรก็ทำ คิดเอาเอง”

มันว่าเรื่องของผมก็จริงนะ แต่เชนยิ้มนิดๆด้วยผมแอบเห็น ผมก้มหน้าจิกนิ้วตัวเองเล่น ไม่รู้จะพูดอะไรต่อไป ช่วงเวลาแบบนี้แสนพิเศษมากจริง ๆ ผมรู้สึกขอบคุณสายฝนมาก ๆ

“ตีสี่แล้ว จะกลับหรือจะนอน” มันเปลี่ยนเรื่อง ขยับตัวออกจากผม

“นอนดิ เดี๋ยวตอนเช้าค่อยออกไป”

“ตามใจมึง” มันลุกขึ้นเดินไปที่โซฟา ส่งหมอนโยนเข้ามาให้ ส่วนตัวเองเดินไปเปิดเครื่องคอม นั่งทำงานต่อ

“นอนไปเลย เดี๋ยวเช้าแล้วจะปลุก”

“แล้วมึงไม่นอน?” ผมเงยหน้าถาม

“นอนแล้ว เมื่อกี้ไง”

“เอาจริงดิ? มึงนอนแค่สามสิบนาทีเนี่ยนะ” ช่วงเวลาที่ผมเล่าเรื่องของนานะกับอันวาให้มันฟัง รวมถึงเรื่องเมื่อสามปีที่แล้วตอนที่นานะกลับมาวุ่นวายกับเอย์

“อือ แค่นั้นก็พอแล้ว”

ผมมองมันแล้วค่อย ๆ ล้มตัวลงนอน โดยมีมันนั่งทำงานอยู่ข้าง ๆ พลางความคิดหนึ่ง เกิดขึ้นในใจ

มีแฟนเป็นโปรแกรมเมอร์ลำบากแบบนี้เหรอวะ แต่จะว่าไปมันยังไม่รับผมเป็นแฟนเลยด้วยซ้ำเลยนี่ เป็นผมมานอนเฝ้ามันเองเหอะ

ไม่รู้เอย์มันเคยมานอนเฝ้าเจ้าปิงแบบนี้บ้างรึเปล่า

ผมเริ่มคิดโน่นนี่นั่นขึ้นมาอีก

“ไม่ต้องคิดมากไปหรอก ที่ตรงนั้น...ที่มึงนอน น้องชายมึงมานอนบ่อยมาก”

ผมทึ่งตะลึงงันไปเลย ไม่รู้ว่ามันรู้ได้ไงว่าผมกำลังคิดเรื่องอะไรอยู่

คเชนทร์น่ากลัวว่ะ

ผมรีบกระชับผ้าห่มมุดจนเหลือแต่ท่อนหัว หลับตาปี๋ แต่ความคิดอย่างอื่นยังคงพลุ่งพล่าน คเชนทร์มันอ่านใจคนได้หรือไงวะ เดี๋ยวจะลองดูอีกสักอย่าง

ผมยันตัวลุกขึ้นนั่ง มันหันมามองอีกทำหน้าสงสัย

“เชน” ผมพูดเสียงอ้อนดึงขากางเกงมัน กระตุกๆ

ขอจูบอีกได้ไหม

นี่คือผมพูดในใจนะ ดูซิว่ามันจะอ่านใจผมได้อีกรึเปล่า

“ซีซ่าร์นอนไป อย่าคิดเรื่องอะไรที่มันยุ่งยากคนอื่น”

มันปัดมือผมออก เลื่อนเก้าอี้ขยับเข้าไปชิดโต๊ะยิ่งขึ้นอีก ผมเงยหน้าอ้อนมันอีก ไม่รู้ว่าที่มันพูดเมื่อกี้คือเข้าใจความหมายของผมไหม

เพราะงั้นผมจะลองคิดใหม่ คิดในใจเงียบ ๆ .....

นิดเดียวครั้งเดียว ง่วงแล้ว จุ๊บเดียวแล้วกูนอนเลย

มันหันมองมาอีกครั้งก่อนนิ่งไปครู่เหมือนคิดอะไรบางอย่าง และท้ายที่สุด รวดเร็วมาก ๆ มันก้มลงมาบีบปากผมแล้วกดจูบจนชิด

ผมล๊อคคอมันไว้ทันที เราจูบกันราวหนึ่งนาทีได้ไหมนะ? ผมไม่รู้ ปลายลิ้นพัวพันมาก จนในที่สุดมันดึงมือผมออกจากคอแล้วผละตัวออกไป

“มึงนี่มัน......” มันทำท่าทางหงุดหงิด ส่งเสียงรอดไรฟัน ผมยกยิ้ม ลิ้นผมลามกนิดๆนะ เคยมีคนว่าไว้แบบนั้น มันโดนเข้าแล้วแหง ๆ จุดที่ทำให้รู้สึกดี

“จูบเก่งเหี้ยๆเลยใช่ไหม”

ผมพูดอย่างภูมิใจยิ้มพรายพร้อมแลบลิ้นยั่วมัน ก่อนจะเอนตัวนอนลง ห่มผ้าแล้วหลับตาลง เชนทำเสียงฮึดฮัดในลำคอก่อนเปล่งถ้อยคำที่ทำให้รอยยิ้มผมต้องหุบฉับลง

“จูบไม่ได้เรื่องเหี้ยๆเลยต่างหาก ไปฝึกมาใหม่นะ”

ให้ตาย  เดี๋ยวนี้ชักจะเริ่มเข้าใจคนแบบมันมากขึ้นแล้ว

อะไรคือบอกให้ไปฝึกมาใหม่??

คืนนั้นผมหลับลงได้สนิทมาก


เสียงเพลง  เดือนเพ็ญ  ปลุกผมให้ลืมตาตื่นตั้งแต่หกโมงเช้า ที่โต๊ะทำงานข้าง ๆไม่มีใครนั่งอยู่แล้ว เสียงก๊อกแก๊กดังลอดออกมาจากด้านใน ผมลุกขึ้นนั่งขยี้ตา ดนตรีเพื่อชีวิตแบบนี้ไม่ค่อยได้ยินนานมากแล้ว ชีวิตของผมนี่มันมีแต่แสงสีไฮโซเสียจนเคยตัว รอยยิ้มเล็กๆที่มุมปากถูกจุดขึ้นมา อากาศยังหนาวเย็นอยู่มาก แต่สายฝนด้านนอกหยุดลงแล้ว ขยับผ้าห่มขึ้นมากอดตัวเองไว้

“ถ้าตื่นแล้วก็รีบกลับไป”

มันเดินเข้ามาหา ยื่นน้ำเปล่าส่งให้ผมหนึ่งแก้ว ทำเสียงจริงจังไปได้

“ตื่นถึงก็ไล่กูเลยนะ มึงนี่มันใจร้ายจริง ๆ”

“พูดมาก ตื่นแล้วก็รีบลุกขึ้น”

“เพลงนี้เพราะจัง ไม่ได้ยินนานแล้ว ตั้งแต่กูยังเป็นเด็ก”


“........”  มันนั่งนิ่ง ๆ มองทอดออกไป เหมือนกับว่ากำลังฟังเพลงนี้อยู่



                “...ลมเอย ช่วยเป็นสื่อให้   นำรักห่วงจากดวงใจ ของข้านี้ไปบอกเขาน้ำนา

                             ให้เมืองไทยรู้ว่า  ไม่นานลูกที่จากมา

                                              จะไปซบหน้ากับอกแม่เอย....”



 ผมร้องคลอไปกับท่อนนึงของเนื้อเพลง ขณะที่เชนพึมพำบางอย่างขึ้น มันก้มหน้ามองที่มือของตัวเอง


“ชื่อเพลง เดือนเพ็ญ  เพลงเพื่อชีวิต ตอนนั้นกูไปเรียนต่อที่ออสเตรเลีย ฟังแล้วเหงามากเลย โคตรคิดถึงบ้าน คิดถึงแม่”

“มึงชอบดนตรีแนวนี้เหรอ” นี่เป็นครั้งแรกที่มันยอมพูดเรื่องส่วนตัวให้ผมได้ฟัง

“เปล่า”

“แล้วทำไม....”

“ปิงมันชอบ เปิดขึ้นมาก็มีแต่เพลงพวกนี้กูขี้เกียจวุ่นวายเปลี่ยน ว่าแต่มึง จะลุกได้รึยัง” เสียงมันเปลี่ยนเป็นแข็งขึ้นมา หลังจากก่อนหน้าพูดถึงเนื้อเพลงยังทำท่าทางใจดีกับผมอยู่เลย

“อื้ออ ง่วงนี่ยังนอนไม่อิ่มเลยเหอะ” ผมว่างอแงแล้วเอนตัวลงใหม่อีกครั้ง พยายามไม่คิดมากมายอะไร

“ซ่าร์......

“สิบห้านาที”

“ไม่มีทาง......

แล้วเราสองคนก็กัดกันต่ออีกกว่าครึ่งชั่วโมง ตอนที่ผมยอมออกจากออฟฟิศมาได้เชนทำหน้าเขียวหน้าเหลือง

คิดแล้วก็ตลก

จะไม่ให้มันโมโหผมได้ยังไง

เพราะผมขู่ว่าถ้ามันไม่ยอมจูบอรุณสวัสดิ์ ผมจะนอนแม่งอยู่แบบนี้แหละไม่ลุก ไม่ไปไหนทั้งนั้น พนักงานจะมาก็ช่างให้คนเขาได้รู้ไปเลย

นั่นล่ะ เช้านี้จึงเป็นเช้าที่สดใสม๊ากมากแม้จะนอนไม่ค่อยเต็มอิ่ม

จูบอรุณสวัสดิ์ที่แถมรอยกัดมาด้วยนี่เยี่ยม!จริงๆ

ซี๊ดส์....เจ็บปากว่ะ







Tbc.