Friday, March 27, 2015

กวน T-E-E-N รัก (II Bad boys) # 11








[XI]


แคปนั่งมองเมนูอาหารที่อยู่ในมือแล้วกลืนน้ำลายเหนียวลงคออึกใหญ่ๆ...ไม่ใช่ว่าอยากจะกินจนน้ำลายหกหรืออะไรทั้งนั้น แต่เพราะว่าปากเจ้ากรรมดันพูดเมนูอาหารแปลกๆออกมาตั้งแต่ตอนที่อยู่บนรถ  เพราะงั้นตอนนี้ทั้งเขาทั้งไอ้ตัวที่พามาจึงนั่งจ้องเมนูอาหารอิสานกันอยู่ที่ร้านแจ่วฮ้อนริมทางใกล้กับสวนสุขภาพของหมู่บ้านอะไรสักอย่าง

“เอ่อ...คือ มีอาหารตามสั่งไหมครับ” แคปยิ้มแห้งๆเงยหน้าถามพนักงานผู้หญิงที่เข้ามายืนรอออเดอร์อยู่นานแล้ว เขามองสบตาไปทางไอ้ตัวดีฝั่งตรงข้าม มันก็ทำท่าเป็นมองนกมองไม้อะไรของมันสักอย่าง ยกหน้าที่สั่งอาหารทั้งหมดให้กับเขา แล้วดูที่เมนูซิเนี่ย  มันคืออะไรวะแจ่วฮ้อน เคยได้ยินก็พูดไปเรื่อยกินเป็นที่ไหนกัน แค่พูดประชดออกไปดันพาเข้ามากินจริง ๆ ซะได้

“ยังไงคะ อาหารตามสั่งแบบไหน..” พนักงานเสียงสวยมาก ต่างกับหน้าตา

“เอ่อพวกกระเพราไก่ไข่ดาว ข้าวผัด ไม่ก็....”

“อ๋อแบบนั้นไม่มีค่ะ ที่นี่ร้านแจ่วฮ้อนสมุนไพรหม้อดิน มีแจ่วฮ้อนหมู ไก่ ปลา กุ้ง ชุดเล็กชุดกลางชุดใหญ่ค่ะ แล้วก็นี่นะคะเมนูอาหารอีสานทั้งหมดของร้านเราส่วนใหญ่เน้นผักเพื่อสุขภาพค่ะ หนุ่มๆทานแล้วฟิต” อะไรฟิตไม่ทราบครับ! แคปนี่ฟังแล้วถึงกับยกมือขึ้นเกาขมับยังมีหน้ามาเล่นมุกขำ เขาไม่เห็นจะรู้สึกตลกด้วยตรงไหน  ชำเลืองมองโต๊ะข้าง ๆ ที่มีลูกค้าเข้ามาจับจองกันเยอะมาก มันเป็นร้านแบบนั่งชิลๆปูเสื่อกับพื้น มีโต๊ะญี่ปุ่นเตี้ย ๆ อยู่ตรงกลาง  แคปเบนสายตากลับมามองที่เมนูในมืออีกครั้ง พนักงานยังยิ้มให้อย่างใจดี  เขาจึงส่งยิ้มแห้งกลับไปอีกครั้ง พร้อมหลับหูหลับตาชี้ส่ง ๆ ไหนๆก็กินไม่เป็นแล้วจะอันไหนรายการอะไรก็เหมือนกันทั้งนั้น

“หึหึ” เอสหัวเราะเสียงต่ำๆ คล้ายคนกำลังลอบสมน้ำหน้า แคปจึงถลึงตาใส่แล้วยันขาถีบที่ใต้โต๊ะแรง ๆไปสองที เอสบอกเจ็บชี้หน้าทำตาดุๆ แคปเลยเบะปากส่งให้  จิ๊ ให้ตายเขาก็ไม่มีทางบอกมันหรอกว่ากินไม่เป็น เดี๋ยวพออาหารออกมาจะกินแหลกเลยคอยดู ว่าแล้ววินาทีรออาหารก็ผ่านไปหม้อดินที่บรรจุไปด้วยน้ำซุปสมุนไพรหรืออะไรสักอย่างถูกพนักงานเข้ามาจุดไฟตั้งต่อไว้ให้ แคปก็แค่มอง ๆ มันไม่ต่างกับสุกี้เอ็มเคนักหรอกวะ ถึงแม้กลิ่นมันจะประหลาดมากไปก็เถอะ

“จะทำยังไงกับมัน..” เอสกอดอกถาม

“เดี๋ยวกูจัดการเอง..” แคปยืดอกตอบ เหล่มองหม้อดินระหว่างเขากับมันอีกครั้ง  น้ำซุบร้อนเดือดปุดๆ มีจานผักจานหมูอะไรต่อมิอะไรที่เขาไม่รู้จักวางอยู่สองด้านรอใส่ลงไปในหม้อ กลิ่นเครื่องปรุง ข่าตะไคร้ใบมะกรูดลอยขึ้นมาจนเตะปลายจมูก แคปจามสองสามรอบ เอสเองก็นั่งทำจมูกฟึดฟัดถูกจนแดง จะว่าหอมมันก็หอมอยู่นะแต่กลิ่นมันออกจะฉุน ๆ พวกเครื่องปรุงมากเกินไปหน่อย คงจะอร่อยสำหรับคนที่ชอบอาหารรสจัด แต่ทว่าสำหรับทั้งแคปและเอสที่กินอาหารรสชาติจืดๆจนชินปากทำยังไงก็ไม่ชินกับกลิ่นสักที จนกระทั่งเอสหยิบฝาหม้อดินที่วางอยู่ด้านข้างขึ้นมาจะปิดมันลงไป แต่แคปรีบห้ามไว้

“ทำอะไรของมึง ฮัดเช่ย!” แคปจามเป็นครั้งที่เจ็ด เอสเงยหน้าขึ้นมองแล้วบอกจะปิดเอาไว้มันเหม็น แคปดุใส่บอกอย่าพูดเสียงดังเดี๋ยวคนอื่นเขาได้ยินมันไม่ดี  เขามองไปที่โต๊ะข้าง ๆ แล้วกำลังคิดสเต็ปการกินที่จะต้องทำตาม

“มึงจะบ้าหรือไงวะ เปิดไว้อย่างนั้นแหละ ถ้าปิดไว้แล้วเราจะกินแบบไหนกันล่ะ เราต้องเอาของที่อยู่บนโต๊ะใส่ลงไปให้หมดก่อน..” ว่าจบหยิบจานหมูหมักเทพรวดลงไปจนหมดจาน เอสเห็นแบบนั้นจึงหยิบจานผักสดที่วางอยู่ข้าง ๆเขา เทพรวดลงไปหมดจานด้วยเช่นกัน กลายเป็นว่าหม้อดินเล็ก ๆ เต็มเอี๊ยดจวนเจียนจะล้นออกมาอยู่รอมร่อ และเท่านั้นยังไม่พอถ้วยน้ำจิ้มเล็กๆสองสามถ้วยถูกเขากับแคปยกเทราดลงไปในหม้อจนหมดเช่นกัน จากนั้นเอสรีบคว้าฝาหม้อมาปิดกดๆเอาไว้

“มึงจะปิดไว้ทำไมวะไอ้เอสเดี๋ยวมันล้นออกมาหรอก..”แคปมองหน้าคนตรงข้ามทำแล้วพูดแบบดุๆ

“กูเหม็นนี่..” เอสพูดเรียบๆแต่แคปรีบยื่นมือไปอุดปากเอาไว้แล้วบอกพูดอะไรระวังปากหน่อย เกรงใจร้านเขาบ้างบอกหลายทีแล้ว เอสจึงพยักหน้าบอกโทษที

“กินได้แล้วมั้งนั่นน่ะ..” แคปโบ้ยหน้าบอก เขาใช้ตะเกียบชี้ ๆแล้วสั่ง  “มึงชิมดูก่อนดิ๊”

“ไม่เอา” เอสรีบบอก หันไปที่โต๊ะอื่น ๆ ท่าทางจะกินกันเอร็ดอร่อยมากแต่ล่ะคนคือหน้าแดงคาดว่ามาจากความเผ็ดร้อนของอาหารและกลิ่น

“ไม่กินก็ตามใจหิวแล้วอย่ามาโวย รีบกินรีบกลับอย่ามายึกยักทำเป็นเรื่องมาก คุณชายมาจากไหนมึงอ่ะ ของแค่นี้กินไม่เป็นกระจอกว่ะ ดูกูนี่ดูกู กูจะกินให้มึงดูเป็นตัวอย่างของง่าย ๆ กินสบาย ๆ ชิลมาก อึกก..แค่กๆๆๆๆๆ..อ่ะ...แค่กๆๆๆๆๆ” แคปบ่นไปด้วยใช้ตะเกียบคีบเส้นร้อน ๆ กับผักในหม้อดินออกมาแล้วยัดเข้าปากโดยที่ไม่ทันได้เป่าเพราะว่ามัวแต่พูด อาหารที่ทั้งร้อนทั้งเผ็ดมากทำเอาเขาสำลักไอค่อกๆๆจนหน้าแดงเถือก หายใจไม่ทันราวกับว่ากำลังจะตายลงเสียให้ได้ แคปไอจริงจังมากๆจนเอสที่ตอนแรกก็นึกขำแต่พอเห็นแคปสำลักเป็นจริงเป็นจังขนาดนั้นเขารีบขยับมานั่งข้าง ๆ ลูบหลังให้พร้อมยืนมือออกมารับอาหารที่แคปคายออกมาจากปากจนเลอะเทะไปหมด ใช้ตัวเองบังไว้ไม่ให้โต๊ะอื่นๆเห็น ดึงทิชชู่ยื่นแก้วน้ำป้อนอีกคนจนคว้าส่งให้แทบไม่ทัน

“พี่ครับ..” เอสยกมือเรียกพนักงาน พี่ผู้หญิงรีบเข้ามาจัดการให้ เธอหาผ้ามาเช็ดทุกอย่างจนเรียบร้อย เอสจึงบอกขอโทษด้วยให้คิดตังค์ได้เลยเห็นแคปเป็นขนาดนี้จะให้นั่งกินต่อก็ไม่เอาเหมือนกัน

“ไอ้เหี้ยเอส กูเสียดายของ  อ่ะแค่กๆๆๆ มึงกินต่อได้ไหมล่ะ แค่กๆ โอยเจ็บปากเจ็บลิ้นไปหมดปากกูพองแล้วไอ้เหี้ย...” น้ำหูน้ำตาไหลปากแดงหน้าแดง คล้ายกับคนที่กินอาหารแล้วผิดสำแดงอะไรสักอย่าง เอสยกแก้วน้ำเย็นส่งให้อีกแล้วลูบหลังต่อ

“ไม่กินแล้ว  ไปลุก” เอสบอกแล้วจัดการเช็ดมือตัวเองจนเรียบร้อย เขาลุกขึ้นแล้วดึงแคปบอกให้ลุกพร้อมกัน

“อร่อยออกมึงกินดิ่..” แคปไม่ยอมลุกเงยหน้าบอกเอส นี่ขนาดสำลักจนจะตายห่ายังมีหน้าไปกวนเขาหลอกล่อให้กิน เอสส่ายหน้าอย่างรู้ทันแล้วผลักหัวเล็กไปหนึ่งที

“อร่อยหัวมึงสิ ลุกเร็ว”เขาก้มลงไปพูดเบา ๆ ทำตาดุใส่ แคปรีบลุกขึ้นยืน ไอค่อกแค่กต่ออีกนิด “กูสำลักเพราะกินไปพูดไป ไม่เกี่ยวกับว่าอาหารเขาไม่อร่อยสักหน่อยไอ้เหี้ย”

“รู้สึกสมน้ำหน้าว่ะ ทีหลังกินอะไรไม่เป็นก็บอกอีกนะจะพาไปกิน” เอสหันไปพูดแดกดันใส่ ก่อนที่แคปจะเดินแยกมาเปิดประตูฝั่งตัวเอง

“กูคงไปกับมึงหรอกสัส ปัง..”

รถเคลื่อนตัวออกไปจากร้านแจ่วฮ้อนสมุนไพรริมทางที่ยิ่งดึกยิ่งคนเยอะ  ท้องแคปร้องโกรกๆจนเอสหันมามองแล้วหัวเราะใส่

“สมน้ำหน้ามึงว่ะ..”

“ปากหมา ก็เพราะว่ามึงไม่ใช่รึไง”แคปหันไปเถียง ห้องร้องโกร้กๆ

“เกี่ยวไรกับกู มึงเลือกของมึงเอง ก่อนจอดรถกูถามแล้วใช่ไหม..”

“ก็แล้วมึงทำไมไม่กินเองล่ะวะกูกินไม่เป็นมึงกินคนเดียวก็ได้ลุกออกมาทำไม..”

“กูกินไม่เป็นหรอกของแบบนั้น กะว่าถ้าเมียชอบจะฝึกสักหน่อย หึหึ ขำว่ะ..

“ถ้ามึงหัวเราะต่ออีกกูจะโดดลงตรงนี้เลย..”

“กล้าจริงดิ่..” ใบหน้าคมเข้มหันมาท้า พร้อมกับสับเลนเหยียบคันเร่งจนจมมิดไม่ต้องถามเลยว่าเร็วไหม แน่นอนว่ามันเร็วกว่ารถทุกคันบนท้องถนนมืดๆในตอนนี้

“กูเกลียดมึงที่สุดอ่ะ..”  แคปนั่งหน้ายุ่ง เวลาทำอะไรมันไม่ได้คำพูดนี้ถูกหยิบขึ้นมาใช้จนติดปาก

“สารภาพรักรึไง ขอบใจนะครับเมีย..”

“กูไม่ใช่เมียมึง! บอกไม่รู้กี่ร้อยครั้งแล้วไม่รู้จักฟัง” แคปหันไปด่า อีกคนก็แค่หัวเราะเสียงต่ำ

“หึหึ จริงดิ?”

“........” สัสเอ๊ย  สบถแบบไร้เสียง ตวัดสายตาเขียวปั๊ดใส่ แต่คนอย่างไอ้เอสมันคงไม่มีทางรู้สึกรู้สาอะไรได้หรอกด่าแรง ๆ ก็หน้ามึน ด่าไม่มีเสียงก็ทำเป็นไม่รู้เรื่องได้อีก  แคปนั่งกัดปากนิ่งแค้นใจแบบฉิบหายทำอะไรมันไม่ได้สักอย่างไม่รู้ไอ้คนขับกำลังจะขับไปทางไหน มันไม่ใช่ทางกลับห้องเขาและไม่ใช่ทางกลับห้องมันด้วยซ้ำ   รถชะลอตัวจอดลงหน้าร้านสะดวกซื้อที่เปิดตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมง แคปยกนาฬิกาข้อมือขึ้นดูทันที...........สี่ทุ่ม อยากกลับห้องไปต้มมาม่ากินเสียแต่ตอนนี้ อยากนอนกลิ้งบนเตียงนุ่ม ๆ อยากอาบน้ำเย็น ๆ ใต้ฝักบัวชื่นฉ่ำ เฮ้อ เขาตาแทบจะหลับอยู่รอมร่อเหนื่อยมาตลอดทั้งวันทำสวนทำไร่แล้วตกเย็นยังไปคัดตัวเตะบอล ขอนอนสักงีบท่าจะดี เปลือกตาบางปรือแทบไม่ขึ้นแคปคอตกกำลังจะหลับแน่ ๆ แล้วแต่เอสหันมาเขย่าเรียก เขาจึงสะดุ้งเฮือกขึ้นมาร้องโวยวายดังลั่น

“เหี้ยไรของมึงกูตกใจ!

“ท้องมึงร้องโครกครากขนาดนี้ยังคิดจะหลับลงอีกเหรอวะไอ้แคป เชื่อมึงเลย ลงมา..” เขาเดินอ้อมไปเปิดประตูอีกฝั่งแล้วดึงแขนบอกให้ลงมาด้วยกัน แคปหัวเสียดึงมือหนาออกจากแขนตัวเองเดินอย่างคนหมดอาลัยตามอีกฝ่ายเข้าไปในเซเว่น

“กินเป็นป่ะ อันนี้อ่ะ..” เอสหยิบขนมปังขึ้นมาหนึ่งห่อแล้วหันไปถาม แคปพยักหน้าหงึกๆ

“กูถามว่ากินเป็นไหม ไม่ใช่ให้พยักหน้าตอบส่ง ๆ เดี๋ยวกินไม่เป็นยุ่งยากขึ้นมาอีก..”

“กินเป็นสิวะแค่ขนมปังมึงจะบ้าเรอะ..” โดนด่าเข้าไปยาว ๆ แคปนี่ตาสว่างโล่ หันไปกวาดเอาขนมปังบนชั้นลงในตะกร้าสีส้มในมืออีกคนทันที เอสหันข้ามไหล่ตัวเองไปจ้องหน้า แคปเลยถลึงตาแล้วเขย่งหน้าเขาไปท้าทาย เอสหลุดขำแคปถึงเพิ่งรู้สึกตัวว่าใบหน้าเขาสองคนห่างกันอยู่แค่คืบเดียว  เขารีบหันหลังเดินกลับไปที่ตู้แช่ไอติมฝั่งด้านหน้า

“หยิบมาดิ..” เอสเดินตามมาตั้งแต่เมื่อไหร่ แคปหรี่ตานึกอะไรดี ๆ ออก เขาหอบเอาไอติมแท่งที่อยู่ในตู้เป็นสิบ ๆ อันทิ้งลงในตะกร้า กำลังจะเดินเชิดหน้าไปเอาอย่างอื่นแต่เจอดึงแขนไว้ก่อน เอสเอาไอติมทั้งหมดใส่ตู้แช่ไว้คืนเหลือไว้แค่สี่แท่ง

“ทำไรของมึง..” แคปโวย

“จะกินอะไรเยอะแยะ คนล่ะสองอันก็พอแล้ว”

“กูจะกินหลายอัน มึงยุ่งไรด้วยล่ะ..” พูดพลางจะหยิบมาใส่ไว้คืนแต่เอสดึงแขนให้เดินตามไปที่ตู้แช่อาหารสำเร็จ

“มึงกินไม่หมดหรอกเชื่อกูสิ”

“หมดสิวะทำไมจะไม่หมด” แคปยังดื้อดึงเถียงต่อแต่ก็ยอมเดินตามแรงดึงมา พอถึงหน้าตู้อาหารเอสปล่อยแคปออกแล้วถามว่าจะเอาไหมให้เลือกออกมา แคปส่ายหัวบอกไม่เอา

“กระเพราไก่ไข่ดาว ข้าวผัดก็มีหยิบออกมาให้พนักงานเขาจัดการเวฟให้..” แคปส่ายหัวหน้ายุ่งบอกไม่เอาจนคิ้วจะเชื่อมติดกัน  จากนั้นขยับไปรอคิวจ่ายตังค์เอสเดินตามเข้าไป

“อย่ามาร้องหากับข้าวตอนเที่ยงคืนนะ กูไม่มีให้นะบอกไว้ก่อน..” แคปตวัดสายตาใส่คนพูดทันที 

“แล้วทำไมกูต้องร้อง เดี๋ยวออกจากนี่มึงส่งกูที่ห้องเลย มาม่าอะไรกูก็มีต้มกินไม่เห็นจะเดือดร้อนมึงตรงไหน เพื่อนกูต้มให้ประจำ..”

“อยู่กับกูมึงยังกล้าพูดถึงคนอื่น เดี๋ยวมึงจะโดน..” เอสก้มลงไปกระซิบเสียงเหี้ยมใส่ วางตะกร้าลงเพราะถึงคิวเขาพอดีขณะที่แคปเดินอย่างหงุดหงิดไปรออยู่ด้านนอก  ไม่นานนักเอสก็เดินหิ้วถุงขนมออกมา

“ส่งกูเลยได้ไหม เหนื่อย วันนี้กูไม่อยากต่อล้อต่อเถียงกับมึงแล้วนะ..” แคปที่ยืนรออยู่ตัดสินใจบอกไปดีๆวันนี้เหนื่อยจริงเหนื่อยจัง เขาอยากพักแบบเต็มที่ หิวน่ะหิวแต่อยากจะนอนตอนนี้เลยมากกว่า เอสมองดูคนข้าง ๆ อย่างพิจารณาเห็นใบหน้าเล็กอิดโรยอย่างเห็นได้ชัดคงเพราะว่าเหนื่อยมาตลอดทั้งวัน  เขาจึงยื่นมือออกมาขยี้หัวแล้วบอกให้ขึ้นรถแคปปัดออกเหมือนอย่างเคย ก่อนที่เขาจะถูกเอสจ้องหน้าแล้วดึงแขนจับไปยัดใส่รถแทน 

ในที่สุดรถสีขาวคันสวยจึงเคลื่อนตัวออกไป

“ไม่ไปห้องมึงนะบอกไว้ก่อน..” แคปชำเลืองมองคนขับหน้ายุ่ง ความจริงอยากจะดิ้นถีบเตะพาลแล้วต่อต้านแรง ๆ นะแต่วันนี้หมดแรงมากจริง ๆ ต้องเอาน้ำเย็นเข้าลูบ ขนาดนั้นไอ้ตัวดีมันยังนั่งเฉย ๆ แค่หันมองมาที่เขาบ้างเป็นบางครั้ง

“.........”

“ไอ้อาร์มันเห็นกูขึ้นรถมากับมึง เดี๋ยวเกิดเพื่อนกูสงสัยขึ้นมา...” พูดพลางชำเลืองมองไปอีก เอสก็ยังเงียบต่อ แคปส่ายหัวขี้เกียจจะคิดคว้าเอาถุงขนมหลังเบาะกะจะมาเปิดแกะกินเพราะท้องร้องโครกครากขึ้นมาอีกรอบ แต่เอสยื่นมือมาดึงถุงขนมนั้นไว้แล้วเหวี่ยงกลับไปที่หลังเบาะเหมือนเดิม

“เดี๋ยวค่อยกินจะถึงแล้ว..”เขาหันมาบอก

“อะไรของมึงวะ กูหิว..” แคปเถียงจะหันไปหยิบถุงมาใหม่แต่เอสกอดคอล๊อคไว้แคปจึงดิ้น พอรถเหวี่ยงเอสหันมาดุ

“รอแปปเดียวเดี๋ยวถึงแล้วกูยกให้มึงกินทั้งหมดเลยนั่นแหละ..”

“เออดี กว่าจะถึงที่ตรงนั้นของมึง กูคงเลิกหิวแล้วล่ะไอ้สัส” แคปกัดฟันว่าประชด เขาหันไปมองนอกหน้าต่าง  แอร์เย็น ๆ กับเพลงเบา ๆ ทำเอาเขาง่วงแล้วง่วงอีก หาวออกมาเป็นรอบที่สาม เกาหัวตัวเองอย่างหงุดหงิดจนยุ่งเหยิง และตอนนั้นเองที่เสียงเพลงจากโทรศัพท์มือถือสีทองของเอสดังขึ้น เจ้าของเครื่องหยิบขึ้นมาดูก่อนโยนใส่ตักส่งให้แคป

“รับให้หน่อย”

“อะไรของมึง” แคปมองดูตัวเลขสิบหลักเรียงกันเป็นเบอร์ที่ไม่ได้ถูกเม็มไว้

“คู่แข่งมึงไง กำจัดออกไปสิ..” เอสว่าต่ออีก

“คู่แข่งเหี้ยไรวะ..”มือแคปค้างอยู่ที่หน้าจอแล้ว กะจะรับนะแต่คิดไปคิดมาเขาโยนกลับไปคืนไว้ที่ตักมันอย่างเดิมดีกว่า เสียงไอ้เจ้ามือถือก็แผดร้องดังลั่นอยู่นั่นแหละเพลงแม่งอะไรไม่รู้ แคปนี่ปวดประสาทสุดๆ

“มึงก็รับสักทีสิวะปล่อยให้มันร้องอยู่ได้ ไม่ก็กดตัดสายไปเลย น่ารำคาญ”

“ก็บอกว่ารับให้หน่อยไง ขับรถอยู่เนี่ย..”

“โอเคได้กูจัดการเอง ติ๊ด” แคปกดตัดสายทิ้งไปเลยรำคาญแม่ง โยนกลับไปที่ตักมันแล้วมองหน้าท้าทายแต่เอสก็แค่ยกยิ้ม

“ก็แค่นั้น”

“ถ้าเกิดเป็นคนสำคัญมึงโทรมากูไม่รู้ด้วยนะ”

“คนสำคัญ? หึหึ”

“หัวเราะเหี้ยไร”

“ก็แค่สงสัย”

“สงสัยเหี้ยไรของมึงอีก”

“สงสัยว่ามึงไม่อยากรู้รึไงว่ากูเม็มชื่อมึงไว้ว่ายังไงในเครื่องกูน่ะ” เอสหันไปเลิกคิ้วสูงถาม แค่มันยกยิ้มที่มุมปากแคปนี่ก็หนาวไปถึงสันหลังเลย หน้าอย่างมันไม่พ้นชื่อผัว ๆ เมีย ๆ ไอ้คนลามกแบบมัน ทุเรศสุด

“กู-ไม่-อยาก-รู้! แคปพูดหนักแน่น แต่สายตาจดจ้องอยู่ที่มือถือบนตักนั่น เอสที่เหมือนจะรู้ทันรีบหยิบโทรศัพท์ตัวเองมากดปิดเครื่องก่อนยัดเก็บไว้ที่ช่องเก็บของข้างประตู

“ไม่อยากรู้จริงอ่ะ”

“เรื่องของมึงเถอะ ว่าแต่เมื่อไหร่จะถึงที่ๆมึงจะพาไปสักที อะไรวะขับมาตั้งนานกูหิวจนจะเป็นลมตายอยู่แล้ว กูว่ากลับเลยดีกว่าไหม อย่าคิดว่ากูสัญญาจะเป็นตุ๊กตาหน้ารถให้มึงหนึ่งวันแล้วจะพาไปที่ไหนก็ได้นะ  เวลาหมดตอนเที่ยงคืนกูบอกให้รู้ไว้เลย”

“โอ้โห นี่กูมากับสโนไวท์เหรอวะเนี่ย หึ”

“ซินเดอเรลล่าไอ้เหี้ย!” สวนกลับแทบไม่ทัน เอสขำยิ่งกว่าขำหันไปมองใบหน้ายุ่ง ๆ นั่นแล้วยื่นมือเข้าไปขยี้หัวเล็กอีกครั้ง

“หึหึ ขำอีกแล้วว่ะ อยู่กับมึงกูไม่มีเบื่อเลยจริง ๆ ”

“บ้าฉิบ” แคปสบถเพราะเจอคนตอบกวนๆเข้าให้ ปัดมือมันออกแรง ๆเหมือนอย่างที่เคยทำ  ในที่สุดรถเลี้ยวเข้าซอยขรุขระระยะหนึ่งก่อนที่จะเจอย่านที่อยู่อาศัยแบบโบราณเล็กๆแคบๆทั้งสองฝั่ง มันคล้ายกับเป็นโฮมสเตย์หรืออะไรสักอย่าง  มีคนต่างชาติและคนไทยหลายคู่เดินจูงมือผ่านไปมา แผงลอยขายของที่ระลึกติดไฟสีส้มดวงเล็กๆประดับสวยงามตีคู่ไปกับทางขึ้นลงเนินเล่นระดับที่เต็มไปด้วยดอกลีลาวดีสีขาวที่ร่วงหล่น ราวกับกับสถานที่ท่องเที่ยวชายทะเลยามค่ำคืน มีลมแม่น้ำพัดโกรกเข้ามาส่งให้บรรยากาศดียิ่งๆขึ้นไปอีก แคปสูดเอาอากาศบริสุทธิ์เข้าเต็มปอด เขายืดสองแขนออกจนสุดเงยหน้านิดๆ รับลม

“ไปทางนั้นกัน..” เอสเดินถือถุงขนมเข้ามาหาแล้วดึงแขนให้อีกคนเดินตาม มีคู่รักชายชายสองสามคู่เดินสวนทางผ่านมา เขาเดินจูงมือกันอยู่แคปเห็นแบบนั้นแล้วก็รู้สึกประหลาดนิดๆ หันไปมองเอสที่ยังทำหน้าเฉย ๆ ตัวเองกลับรู้สึกว่ามีความร้อนอยู่แถว ๆ ฝ่ามือพอค่อย ๆ ไล่สายตาต่ำลงไปปรากฏว่าเขากับมันกำลังเดินจูงมืออยู่เหมือนกัน แคปนี่สะดุ้งโหยงรีบชักฝ่ามือออก 

“จะจับทำไมล่ะวะน่ารำคาญจริงเลย..” ว่าใส่แบบนั้นแล้วเดินดุ่ม ๆ นำไป เอสเอาแต่อมยิ้มขำ ยอมปล่อยอีกคนง่าย ๆ  เขาก็แค่เดินถือถุงขนมตาม ตั้งใจพามาอยู่แล้วปล่อยให้แคปแวะดูโน่นนี่นั่นตามร้านค้าเล็กๆไปเรื่อย ขณะที่เขาเองก็แค่ตามใจดูอะไรไปเรื่อยๆบ้างเหมือนกัน  เมื่ออีกคนหยุดลงที่ตรงไหนเขาก็จะรออยู่นอกร้านแค่นั้น เดินเข้าร้านนึงออกอีกร้านนึงหน้ายุ่งกลับออกมา สักพักก็ยืนลูบท้อง

“อยากได้อะไร..”เอสเดินเข้าไปถาม

“ไม่อยากได้” แคปยักไหล่

“งั้นไปตรงโน้น..” คนชวนบ่ายหน้าบอกทาง เขาดึงแขนอีกคนให้เดินตาม ทางลงเนินใกล้กับบาร์เหล้าเล็กๆสร้างเป็นกระท่อมไม้ไผ่มุงด้วยหญ้าคาและฟางข้าวแห้ง ติดดวงไฟประดับเป็นรูปส้มผลเล็กๆจนรอบ ที่นั่งมีแค่สามโต๊ะแต่กลับถูกจับจองไปหมดแล้ว ส่วนหน้าเคาน์เตอร์นั่น บาร์ไม้ไผ่ถูกเรียงรายไว้ด้วยเครื่องดื่มแอลกอฮอล์สีสันต่าง ๆ นับสิบ เอสเดินเข้าไปคุยกับพนักงาน ยื่นเงินใบสีเทาจ่ายก่อนคีบเอาบาคาดี้สีฟ้าแดงสองขวดใส่มือ จากนั้นเดินเข้ามาดึงแขนแคปบอกให้เดินตาม 

ที่ด้านหลังกระท่อมนั่น เป็นภูมิทัศน์ที่ถูกปรับให้เป็นจุดชมวิวส่วนตัว มีทางเดินเชื่อมลงสู่แม่น้ำสายสำคัญลักษณะเป็นระเบียงไม้เล็กๆขนาดหนึ่งเสื่อยื่นออกไปบนผืนน้ำ ด้านหลังมีต้นลีลาวดีใหญ่โค้งเข้ามาปกคลุม ยามเมื่อลมพัดโกรกเข้ามาดอกสีขาวของมันจะปลิวร่วงหล่นส่งกลิ่นหอมอบอวล

“โห สวยจัง วิวแจ่มมาก..” แคปพึมพำมัวแต่ยืนตื่นตะลึง ไม่เคยรู้ว่ามีที่ๆสวยงามขนาดนี้ซ่อนอยู่ใจกลางเมืองที่แสนแออัดและวุ่นวาย  สะพานพระรามแปดที่เห็นอยู่ไม่ไกลมีสายเคเบิ้ลระนาบคู่สีเหลืองทองที่ขึงเสากับตัวสะพานเป็นเส้นทะแยงมุมนับร้อย สะท้อนกับแสงไฟจนส่องประกายงดงามสะดุดตาต้องลงบนผิวน้ำ  เขาเบื่อตึกหรูหราเต็มทนวันนี้ได้มายืนบนพื้นไม้เย็น ๆ ทอดสายตามองวิวที่เป็นธรรมชาติของแม่น้ำที่ลำคลองแบบนี้แคปรู้สึกดีมากจริง ๆ   ตั้งใจสูดเอาอากาศบริสุทธิ์เต็มอิ่มอีกครั้งและเผลอระบายรอยยิ้มออกมา  หันมองไปข้าง ๆ ที่นั่งถัดๆไปมีคู่รักสี่ห้าคู่นั่งชมเดือนชมแสงจันทร์กันอยู่ที่มุมส่วนตัวซึ่งแต่ละจุดห่างกันพอสมควร นึกพิลึกตัวเองนิดๆที่ต้องมานั่งในที่ๆบรรยากาศดีแบบนี้กับไอ้ตัวข้าง ๆ ถ้าเปลี่ยนเป็นสาวสวยน่ารักสักคนมาแทนที่ได้จะดีมากๆ

“ทำหน้าอะไรของมึง นึกอะไรเพี้ยนๆขึ้นมาอีกล่ะดิ..” เอสดึงแขนบอกให้นั่งลงมาด้วยกันได้แล้ว ยืนนานปวดขา แต่แคปกลับถอนหายใจยกใหญ่ออกมาเขาก้มลงไปมองไอ้คนที่มันนั่งลงไปแล้วเรียบร้อยเงยหน้าจ้องเขาอยู่

“กูกำลังคิดไง ว่าบรรยากาศดีๆแบบนี้ถ้าได้มากับสาวสวยสักคนน่าจะดีกว่ามากับมึงเยอะ!”แคปทิ้งตัวนั่งลงข้างๆแล้วยื่นหน้าพูดคำว่า เยอะ แบบเน้น ๆ เอสเอามือจิ้มหน้าผากเล็กคาดโทษแต่แคปยักไหล่ใส่บอกไม่กลัว เอสเลยยื่นขนมปังส่งให้แทน

“กูเอาสีแดงนะ..” แคปเมินขนมปังแต่คว้าเอาขวดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ดีกรีต่ำสีแดงมาไว้กับตัว ก่อนหยิบถุงขนมมาเลือกของกินที่อยู่ด้านใน แคปหยิบซองไอติมแท่งมาฉีกเลีย

“ท้องมึงร้องดังขนาดกูยังได้ยิน ทำไมไม่กินขนมปังก่อนวะ ไอติมทีหลังสิ..” เอสดุนิดๆ แต่แคปกลับหันไปถลึงตาใส่แล้วบอกห้ามยุ่ง แคปคาบไอติมไว้ในปากแล้วหยิบเอาขวดบาคาดี้สีฟ้าของเอสมางัดกับฝาขวดสีแดงของตัวเอง  ขวดแดงเปิดฝาออกแล้วส่วนไอ้ขวดฟ้าแคปไม่สนใจยื่นส่งคืนให้เจ้าของมันแล้วเลิกคิ้วท้า ประมาณว่าแน่จริงมึงเปิดดิ่ ไม่มีอะไรมางัดแล้วบอกให้รู้

“ดื้อนัก กินแต่ไอติมกับไอ้ขวดแบบนี้ระวังท้องมึงจะบิดตีเกลียวเป็นทวิตเตอร์นะ..” เอสคว้าเอาขวดตัวเองกลับคืนแล้วใช้ฟันสวยๆของเขางัดเปิดอย่างไม่สนใจ  แคปนี่เห็นแล้วเบะปากใส่ แหม่ ทำเป็นโชว์  อิโถวของแค่นี้ใครก็ทำได้โว๊ย กูแค่ไม่อยากทำ จิ๊

“กูอยากกินไอติมก่อนเดือดร้อนมึงตรงไหนล่ะ..” ไม่อยากสนใจไอ้ขวดน้ำสีนั่นอีกแล้ว เขานั่งดูดนั่งเลียไอติมรสเผือกหอมอร่อยของเขาไป เอสหันดูแล้วก็ส่ายหัว กัดกินขนมปังของตัวเองต่อ  แคปมองไปที่ฝั่งตรงข้ามเยื้องไปทางด้านขวาพระจันทร์ดวงโตกลมสวยกำลังทาบเงาเข้ากับสายน้ำกว้าง กลายเป็นลูกไฟดวงใหญ่ๆสะท้อนออกมาในจุดที่แสงไฟพาดส่องลงไปถึงได้ เขาตื่นตาตื่นใจมาก  มีสายลมยามดึกที่โกรกพัดเข้ามาพาเอากลิ่นหอมของดอกไม้สีขาวที่ตกเกลื่อนอยู่ตามพื้นลอยเข้ามาแตะถึงปลายจมูก แคปหยิบดอกลีลาวดีที่เพิ่งร่วงตกลงมาต่อหน้าต่อตาเขาทั้งคู่ขึ้นมาดูแล้วเผลอดม....หอม

“เอาเสียบทัดหูมึงสิ กูว่าคงจะเหมือนลิง..”

“สัส ปากหมา..” แคปนี่หันไปด่าแทบไม่ทัน คนกำลังเคลิ้มอารมณ์ดี ๆ ไอ้ห่า

“หึหึ ขำว่ะ” เอสพึมพำแล้วส่ายหัว แคปตวัดตาเขียวปั๊ดใส่ ขำห่าขำเหี้ยไร เขาทำอะไรแม่งเอาแต่ขำ โรคจิต

“มาบ่อยล่ะสิท่ามึงอ่ะ..” แคปหันมาถามบ้าง วางดอกไม้นั้นลงแล้วสนใจไอติมของเขาต่อ

“ไม่บ่อยหรอก นานๆที..” เอสกัดขนมปังก้อนนุ่มเคี้ยวจนเต็มแก้ม เขาบอกให้แคปกินขนมปังด้วยกันแต่แคปกลับส่ายหัวบอกไม่  เอสหยิบดอกไม้สีขาวดอกใหม่ที่เพิ่งร่วงตกลงมาส่งให้อีกแต่แคปไม่สนใจ นั่งกินไอติมของเขาต่อ  เอสเลยแกล้งเอาดอกไม้นั่นวางไว้บนหัวเล็ก

“ไม่เอา อย่าสิ..” แคปเอียงหลบ เอสขำขึ้นมาอีกแคปเลยทำเชิดใส่ไม่อยากจะสนใจ เขาสองคนนั่งทอดสายตาไปที่ฝั่งตรงข้ามของแม่น้ำใหญ่เงียบ ๆ ไกลจากตรงนี้ไม่มากมีเรือลำใหญ่ประดับไฟสวยงามค่อยเคลื่อนตัวอ้อยอิ่งไปตามแนวลำน้ำ มันคงเป็นเรือชมจันทร์จากโรงแรมใหญ่ไม่ไกลจากฝั่งตรงนี้  บรรยากาศกำลังเงียบได้ที่ แต่ท้องแคปดันร้องโครกครากขึ้นมาอีก

“ก็บอกแล้วว่าให้กิน..” เอสแบ่งขนมปังในมือออกเป็นสองส่วนแล้วส่งให้

“กูพูดตอนไหนว่าหิว..” เด็กดื้อก็ยังเป็นเด็กดื้ออยู่ดี นับวันมีแต่จะดื้อหนักขึ้นไปอีก เอสถอนหายใจหนักๆแล้วจ้องหน้า

“ท้องมึงทรยศซะขนาดนี้ยังมาเถียงได้อีกนะไอ้แคป เอาไปกินซะ..”  เอสดุใส่ แต่แคปไม่สนใจเลือกหยิบอันใหม่ขึ้นมาแล้วฉีกซองออกมาแล้วกินๆๆ ความจริงเขาหิวมากเลย

“เรื่องอะไรกูต้องกินกับมึงวะ อันนี้กูเลือกมาเองอร่อยกว่าไอ้ที่มึงเลือกตั้งเยอะ”

“อร่อยจริงดิ..” เอสหลอกถาม แคปพยักหน้าตอบพาซื่อ มือข้างนึงถือไอติม อีกข้างถือขนมปัง แก้มกลมเคี้ยวตุ่ยๆ เอสหันมองคนข้าง ๆ ตัวแล้วอดขำออกมาอีกไม่ได้

“ถ้าอร่อยจริงไหนลองป้อนกูดิ๊ ขอชิมหน่อย”

“อึ่กก! มึงฝันเหรอ” แคปถองศอกประเคนใส่พุงเอสเพราะมือไม่ว่าง เขาหันไปถลึงตาใส่แถมด้วยอีกอย่างโทษฐานที่นั่งหัวเราะเขาอยู่ได้  จนกระทั่งต่างฝ่ายต่างเงียบกันไป กลับเป็นแคปที่ผิดสังเกตหันไปถามเพราะเห็นว่าเอสนั่งจ้องเขาอยู่นานแล้ว

“อะไร มองกูทำไม”

“มึงกินไอติมเก่งนี่” เอสว่า 

“ยังไง...” แคปหันขวับไปถาม มันคล้ายกับคำชมนะแต่รู้สึกทะแม่ง ๆ น้ำไอติมกำลังจะละลายย้อยหยดลงมาเขารีบเอาปากดูดจ๊วบๆที่โคนแท่งไว้ เอสได้โอกาสเลยชี้

“ก็ท่าดูดกับท่าเลียมัน เอ่อ...มัน....”

“มันอะไร..” ปากนี่ถามไปอย่างนั้นแหละ แคปตะหงิดๆขึ้นมาแล้วไอ้เหี้ยเอสแม่งนึกเรื่องอะไรชั่ว ๆ ขึ้นมาอีกแหง ๆ แคปก็แค่กัดฟันกรอดรอฟังอีกคนต่อรูปประโยค เอสยึกยักไปหน่อยนึงแต่ในที่สุดก็พูดยาวออกมา

“มันชวนให้คิดว่าถ้าเปลี่ยนจากไอติมเป็นของๆกู มันจะน่าดูขนาดไหน  โอ๊ย!! ผั๊วะ!! แคปพอ โอ๊ยยกูเจ็บไม่เอาแล้ว ผั๊วะ ตุ๊บๆๆ ผั๊วะ!”  แคปทิ้งถุงในมือลงทันที ตาขวางขึ้นมา  กูว่าแล้ว หน๊อยยยยยยยย ในหัวมึงนี่คิดแต่เรื่องลามกทั้งนั้นสินะ คนก็แค่นั่งกินไอติม คิดหัวมึงสิคิดไปได้เนาะเรื่องดูดเรื่องเลีย  แคปทั้งก่นทั้งด่า ทุบตีเอสจนอีกฝ่ายต้องรวบมือเขาไว้ ถึงอย่างนั้นขาเล็กก็ยังฤทธิ์เยอะจะยกขึ้นมาถีบ เอสจึงใช้ขาตัวเองเกี่ยวแล้วกดล๊อคเอาไว้ นี่ขนาดสถานที่และบรรยากาศดีขนาดนี้เขาสองคนยังเถียงยังตีกันได้

“ปล่อยกู!” แคปร้องสั่งหน้ามุ่ย โดนเอสรัดแน่นอยู่แบบนี้เขาเองก็กลัวจะมีคนเห็นมองซ้ายมองขวากลับไม่มีสักคนที่หันมาสนใจ

“นิ่ง ๆ สิวะ” เอสว่า

“มึงก็ปล่อยกูสิ”

“ปล่อยแล้วจะนั่งเฉยๆไหมล่ะ”

“เรื่องดิ” แคปเถียงเชิดหน้าขึ้น เอสเห็นริมฝีปากที่เขาจูบอยู่เป็นประจำอยู่ใกล้ชิดขนาดนี้ก็เกิดความรู้สึกอยากจะแกล้งขึ้นมาอีก มือใหญ่เลื่อนเข้าไปล๊อคต้นคอแคปไว้ทันที

“ไอ้เชี่ย อย่า..” แคปฝืนไว้จนตัวสั่น ไอ้บ้าเอสมันก้มลงมาแล้วจริง ๆ ปลายจมูกเขากับมันเฉียดกันแค่ไม่กี่เซนต์บ้าเอ๊ย แคปขยุ้มคอเสื้อทั้งผลักทั้งดันมันไว้ ขณะที่ปากก็พ่นคำด่าระรัว

“ไอ้สัส ไอ้คนเลวไอ้คนชั่ว สันดานแย่ มึงมันนักฉวยโอกาส บ้าเอ๊ย ปล่อยกูออกไปได้แล้วแม่งอึดอัด ไอ้เหี้ยเอสมึงปล่อยกู๊วววว..” แคปรวบรวมพลังครั้งสุดท้ายแต่ผลคือเอสแทบจะไม่กระดิกขยับเลยแม้แต่น้อย คราวนี้เจอรัดแน่นมากจริง ๆ เขาโกรธจนตัวสั่น จ้องหน้ามันแล้วเงียบจนเอสมองแล้วต้องตัดสินใจปล่อยออกมา

“มีแต่จะเอา มีแต่จะอยากได้ มึงได้กูไปแล้วนี่ยังไม่พออีกรึไง ต้องให้ขนาดไหนถึงจะพอแก่ใจมึงอีกห๊ะ..” เขาโพล่งคำพูดระบายออกมาด้วยความน้อยใจ สู้ไม่เคยได้แต่โดนบังคับประจำ ถึงเอสจะทำแค่จูบแต่คำว่าไม่ชอบยังไงมันก็คือไม่ชอบ เอสหันมองคนที่นั่งบ่นจนหน้างอ เลื่อนตัวขยับแล้วขยับอีกจนเขาต้องชี้ให้ดูว่านั่นน่ะจวนจะตกน้ำอยู่แล้วให้เลื่อนเข้ามาอีก แคปจึงค่อยๆ เขยื้อนขยับกลับมาอย่างช่วยไม่ได้ เอสยื่นซูกัสรสนมส่งให้แต่แคปส่ายหน้า เขาเลยใช้ดวงตาคมกริบจ้องมองไปที่อีกคน

“มึงรู้ไหม กูมันมักโลภที่สุดเลยล่ะ” จู่ ๆ น้ำเสียงทุ้มต่ำดังขึ้น 

“ร่างกายที่ได้มาแล้วน่ะทำให้กูสนใจอยากจะได้อะไรที่มากกว่านั้นอีก..”  แคปหันขวับมองไปที่คนพูดทันที ดวงตาคมกริบสองคู่จดจ้องกันและกันแน่นิ่ง มันใกล้เสียจนแคปมองเห็นแม้แต่เงาของตัวเองสะท้อนออกมาจากดวงตาที่เต็มไปด้วยความมั่นใจคู่นั้น กลับเป็นแคปที่ต้องหลบหลีก เบนสายตาไปหาแสงสะท้อนสีเหลืองทองที่ขับให้ราวสะพานตรงหน้าสวยงามโดดเด่น

“กูเกลียดมึงที่สุดอ่ะ มึงรู้ไหม..” แคปพึมพำว่า

“ไม่รู้สินะ แต่เขาว่ายิ่งเกลียดจะยิ่งรัก ระวังไว้ดีๆด้วยล่ะ..” เอสหยิบดอกไม้ที่ร่วงตกลงมาใหม่วางลงในแม่น้ำ มันค่อย ๆ กระเพื่อมตามแรงส่งของสายน้ำเอื่อย ๆ ล่องลอยออกไป

“ไม่มีทางหรอกเว้ย คนอย่างกูไม่มีทางรู้สึกอะไรแบบนั้นกับมึง..”

“จริงดิ” ทันทีที่แคปพูดจบเอสคว้าหมับต้นคอขาวล๊อคแล้วดึงเข้าหาตัวเขาทันที องศาการเอียงใบหน้าได้ที่เรียบร้อยแล้วหากแต่เขายังไม่ยอมกดริมฝีปากหยักจูบลงไป แคปที่หลับตาปี๋คิดว่าตัวเองต้องโดนจูบเข้าแน่ ๆ จึงค่อยเปิดเปลือกตาขึ้นมอง พอเห็นว่าเอสอมยิ้มแล้วจ้องหน้าเขาอยู่คล้ายกับแกล้ง  มือเล็กก็ฟาดชกลงไปที่ท้องคนตัวใหญ่กว่าทันที น่าเสียดายที่อีกฝ่ายหลบทันรวบมือเขาไว้ได้อีกแล้ว

“หึหึ คิดว่ากูจะจูบรึไง” 

“สัส ก็เพราะว่าเป็นมึงนักฉวยโอกาสน่ะสิกูถึงต้องคิดอะไรชั่ว ๆ แบบนั้น”

“นักฉวยโอกาส??” เอสทวนคำเย้ย เจอแคปทั้งดิ้นทั้งด่า 

“โฮ้ยยย ปล่อยกูได้แล้ว อึดอัดน่ารำคาญเป็นบ้า”

“ถ้าปล่อยแล้วจะอยู่นิ่ง ๆ ไหมล่ะ นั่งอยู่เฉย ๆกินไปแบบเงียบ ๆ ”

“เรื่องดิ ทำไมกูต้องเชื่อมึงด้วย”

“เอองั้นไม่ปล่อย”

“กูไม่นิ่งแล้วมึงก็ต้องปล่อย!” แคปเถียงจนคอขึ้นเอ็น เขาเม้มปากแน่นเชิดหน้า เอาดิ๊กูโมโหแล้วแม่ม สองคนจ้องตากันจนในที่สุดเอสเป็นฝ่ายยอมปล่อยเขาออกมาจากอก แคปรีบขยับถอยห่างออกมา “กูจะนั่งเงียบ ๆ รอเวลา พอเที่ยงคืนปุ๊ปมึงต้องส่งกูที่ห้องทันที”

“คิดว่ากูจะทำแบบนั้น??” เอสหันมาเลิกคิ้วสูงถามกวนตีนได้อีก แคปโมโหคว้าเอาถุงขนมมาแกะกินต่อแล้วขยับออกมาทำท่ารังเกียจ  เอสไม่อยากจะสนใจหยิบไอติมขึ้นมาแกะด้วยเหมือนกัน สองคนนั่งชันเข่ากินขนมกันเงียบๆต่อไป อย่าได้สงสัยทำไมไม่มีบุหรี่ อากาศดี ๆ แบบนี้เอสก็แค่ทิ้งมันไว้บนรถ เขามองโทรศัพท์มือถือแคปที่วางอยู่แล้วส่งสายตาบอก

“อะไรของมึงอีก” แคปหันมาถามหน้ายุ่ง  มองหน้าเอสสลับกับมือถือตัวเอง

“เปิดเพลงดิ เครื่องมึงมีเพลงเบาๆฟังไหม ไม่เอาเอฟเอ็มนะ..” เอสบอกเรื่องเพลงแต่ริมฝีปากพลันกระตุกรอยยิ้มร้าย  เขาแลบลิ้นสีสดออกมาเลียไอติมยั่ว นั่นยิ่งทำให้แคปโมโหหนักลืมตัวขยับเข้าไปคว้าไอติมในมืออีกคนฟาดทิ้งลงน้ำไปอย่างไม่สนใจ เอสหันมาจ้องหน้าเอาเรื่องสุดๆ

“สะใจว่ะ..” แคปเม้มริมฝีปากท้าทายพร้อมกับตีคิ้วใส่  เอสกระชากไหล่เล็กเข้ามาบีบทันที เขาจ้องหน้าดุ

“มากไหมล่ะหื้ม สะใจน่ะ”

“เรื่องของกู” แคปปัดมือใหญ่ออกให้พ้นตัว เขานั่งกินขนมปังต่ออย่างไม่ใส่ใจอะไรทั้งนั้น  เอสถอนหายใจเซ็งส่ายหัวไม่อยากจะสนเช่นกัน เขาหยิบเอาโทรศัพท์แคปขึ้นมาอันดับแรกที่คิดนานแล้วคือไลน์เด้งเข้ามาเรื่อย ๆ น่ารำคาญมากเขาจึงกดปิดเน็ต จากนั้นเลื่อนหาแอปฯเพื่อกดเปิดเพลงช้า ๆ เบา ๆ ที่คิดไว้แล้วว่าอีกฝ่ายน่าจะมีอยู่เยอะ ทว่าพอได้เห็นลิสต์รายชื่อเพลงเอสนี่นึกขำเลย มีเพลงลูกทุ่งเพลงเก่าเพลงโบราณอะไรต่อมิอะไรเยอะมากๆ ก็ช่วยไม่ได้ล่ะนะแล้วแต่รสนิยม เขาก็แค่กดเลือกเพลงตั้งต้นไปแบบมั่ว ๆ แล้ววางลง  ขณะที่แคปเห็นมันเอามือถือตัวเองไปกดแล้วนะแต่ก็ไม่อยากจะสน ช่างหัวมัน แย่งกลับคืนมาก็เป็นเรื่องอีก มันอยากเล่นอะไรเล่นไปไม่มีความลับอะไรแปลกๆอยู่ในเครื่องนั้นอยู่แล้ว เขานั่งกินขนมต่อไปเรื่อย ๆ พอกินจนหมดเขาก็เริ่มหาวหวอดสามสี่ครั้งจนน้ำตาจะไหล

“กี่โมงแล้ววะ กูอยากกลับแล้วนะ ฮ้าววววว” หาวออกมาเป็นครั้งที่ห้า ไม่ยกมือขึ้นปิดปากใดๆทั้งสิ้น ไม่จำเป็นต้องรักษาภาพพจน์อะไร เขาเป็นตัวของตัวเองไม่ได้คิดจะให้มันมองแต่ด้านดีๆอยู่แล้ว ยิ่งมันรู้สึกว่าเขาน่าเกลียดได้ยิ่งดี แคปหาวออกมาต่ออีกนิดตาปรือขึ้นอีกหน่อย เปลือกตาบางหนักอึ้งแทบจะปิดลงอยู่รอมร่อ อยากบอกไอ้ตัวดีข้าง ๆ เหลือเกินว่า กู-ง่วง-มาก  ทนแทบไม่ไหวแล้วเหี้ย  เหนื่อยหนักหนามาทั้งวัน นี่ยังต้องมานั่งถ่างตาถ่อลมกลางคืนแบบนี้อีก มันก็ใช่อยู่บรรยากาศมันสวย อากาศมันก็ดี แต่ต้องมาทนนั่งกับไอ้ตัวอันตรายแคปยิ่งกว่าจะต้องระมัดระวังตัว

แต่ในที่สุดคนที่นั่งหาวหวอดก็หลับคอตกเป็นนกจำศีล เอสหันมองนิ่ง ๆ อยู่สักพักก่อนที่เขาจะดึงไหล่เล็กให้พิงซบมาที่บ่าแกร่ง  เสียงลมหายใจหนักหน่วงบอกให้รู้ว่าคนขี้โวยวายอย่างแคปหลับลงได้แล้วจริง ๆ  พระจันทร์ดวงโตยังคงทอดเงาลงในแผ่นน้ำกว้าง เรือไฟงดงามลอยเอื่อยคู่ไปกับบรรยากาศและกระแสลมยามดึก เสียงหรีดหริ่งเรไร ร่ำร้องขับขานราวกับเป็นสักขีพยานว่า ในค่ำคืนนี้มีอนาคตคู่รักพิลึกกึกกือหนึ่งคู่มานั่งชมจันทร์กินขนมด้วยกัน  ริมฝีปากระบายรอยยิ้มออกมาบางๆก่อนที่มือใหญ่จะเกลี่ยปอยผมสีอ่อนที่ปลิวระบนใบหน้าขาวแล้วเลื่อนไปลูบลงที่ศีรษะเล็กของอีกคน ท่วงทำนองเพลงแผ่วเบา ๆ จาก

โทรศัพท์มือถือของแคปที่เปิดเป็นเครื่องเล่นเพลงทิ้งไว้พลันเกิดเป็นเสียงเพลงไพเราะดังลอดออกมา .

.

.


   ...ไม่มีเหตุผลที่ยากๆให้หนักใจ มีเพียงเหตุผลที่ง่ายๆ ถ้าอยากฟัง

มันเป็นเหตุผลข้อเดียวของทุกอย่าง รักเธอ...................หมดใจ

ไม่มีเหตุผลที่ยากๆให้หนักใจ มีเพียงเหตุผลที่ง่ายๆถ้าอยากฟัง

มันเป็นเหตุผลข้อเดียวของทุกอย่าง รักเธอ..................เหลือเกิน   

.


.
  

ราวหนึ่งชั่วโมงผ่านไป เสียงเคาะระฆังจากหมู่บ้านใกล้ ๆ บอกให้รู้ว่าเป็นเวลาเที่ยงคืนพอดี เอสมองดูนาฬิกาที่ข้อมือเทียบกันก่อนเขย่าเรียกคนที่ยังนอนหลับพิงไหล่เขาอยู่  ริมฝีปากเผยอออกมาน้อย ๆ หลับใหลไร้สติ

“แคป....”  

“.........”

“แคป ตื่น...”

“.........”

“ไอ้แคป ถ้ามึงไม่ตื่นอีก กูจะใช้วิธีการของกูปลุก อย่ามาร้องโวยวายแล้วตีกูทีหลังนะเว้ย..” เขาหันไปพูดกับคนข้าง ๆ ที่นอนซบ แต่ก็เหมือนกับว่าเขากำลังพูดอยู่คนเดียว  เสียงกรนครอกๆดังลอดออกมาเบา ๆ เอสขยับใบหน้าแค่นิดเดียวเท่านั้นปลายจมูกโด่งของเขาเฉียดเข้ากับหน้าผากมนสวย เอสชะงักไว้แค่ตรงนั้น ชั่งใจอะไรบางอย่างแต่ในที่สุดเขาก็กดปลายจมูกลงไปอยู่ดี จูบลงเบาๆราวกับกลัวว่าจะทำให้อีกฝ่ายตื่นทั้งที่กำลังปลุกกันอยู่แท้ ๆ แคปขยับตัวนิดๆ

“แคปตื่น กูจะเอาจริงแล้วนะ..” คราวนี้เรียกแบบจริงจังใช้น้ำเสียงดุแต่แคปก็ยังคงอ้าปากหลับไม่ได้สนใจอะไรทั้งนั้น เอสจะเรียกขึ้นมาด่าก็ไม่ใช่นิสัย ที่สำคัญมันไม่ยอมตื่นนี่สิปัญหา  เขาตัดสินใจลุกพรวดขึ้นเลยแคปจึงร่วงลงทั้ง ๆ ที่นอนเอนอยู่แบบนั้น หัวเกือบจะฟาดลงที่พื้นไม้แต่เอสรองรับเอาไว้ได้ทัน แคปลืมตาตกใจร้องโวยวายดังลั่น

“ทำเหี้ยไรของมึงวะ กูตกใจนะเนี่ยแม่งคนกำลังนอนหลับสบายๆเลยห่า!”  ตื่นขึ้นได้โวยวายอีก เอสใช้สายตาด่าไปแทนแต่คนมองกลับไม่ได้รู้สึกรู้สาอะไรหรอก แคปหน้ายุ่งลุกขึ้นปัดๆกางเกงให้สะอาดก่อนเดินหลับตากระแทกไหล่อีกฝ่ายแทรกตัวขึ้นเนินเตี้ยๆตัดออกไป

“มึงส่งกูที่ห้องเลยนะ” พอขึ้นรถได้สั่งอย่างเดียว เอสหันไปมองหน้ากำลังจะอ้าปากพูดอะไรสักอย่าง แต่เสียงท้องแคปร้องโครกครากออกมาก่อน คราวนี้มีอัพเกรดแถมเสียงบิดตัวของลำไส้ดังจนเจ้าของยังเบ้หน้าทำท่าเจ็บ

“เป็นไรของมึง ปวดท้องหิวข้าวเหรอ..” รถกำลังจะเลี้ยวออกจากซอยแล้วนะแต่รู้สึกว่าแคปเหมือนจะเจ็บจริง ๆ เขาจึงชะลอรถลงก่อน

“ยุ่งน่า  รีบส่งกูที่ห้องสักที..”แคปรู้ว่าตัวเองไม่ได้กินข้าว ถึงแม้ขนมปังจะตกถึงท้องแต่เขาเป็นคนที่ถ้าไม่ได้กินข้าวจะปวดท้องเป็นประจำ

“ปวดท้องหิวข้าวก็บอกมาตรง ๆ  ลีลาท่ามากทำไม”

“เรื่องของกู รีบๆขับไปเหอะมึงอ่ะ..” แคปยกมือกุมท้องนั่งนิ่วหน้าหลับตาเอาหัวพิงเบาะ  เอสเอาโทรศัพท์ขึ้นมาต่อสายหาใครสักคน แต่แคปไม่ได้สนใจจะฟัง  รถเคลื่อนตัวออกไปแล้ว เพียงแค่สิบนาทีหลังจากนั้น รถยนต์สีขาวคันสวยก็มาจอดลงที่ผับคุ้นเคย แคปมองซ้ายมองขวา

“อะไรของมึง จอดที่นี่ทำไมวะ..” คนยิ่งหิว ๆ อะไรวะอย่าบอกนะว่าจะมาเที่ยวทั้งๆแบบนี้ ดูชุดเขาทั้งคู่ก่อนคนนึงนักบาส อีกคนนึงนักบอล แล้วจะพามาเที่ยวผับหรูหรา โอ๊ยยยยกูจะบ้า แคปนี่นั่งหันหน้าหันหลังจ้องหน้าคนขับ

“ไอ้เหี้ยเอสมึงบ้าป่ะวะกูถามจริง”

“อย่าถามมาก ลงได้แล้ว” เอสเดินลงจากรถ กระชากประตูฝั่งคนนั่งเปิดอ้าออก

“ลง..” สั่งอีกครั้ง ยืนจ้องหน้าแคป

“กูไม่เข้าไปนะ ชุดแบบนี้ไม่มีทางเข้าไปเด็ดขาด ที่สำคัญกูหิวมาก ถ้ามึงจะเที่ยวต่อเดี๋ยวกูเรียกแท็กซี่กลับเองได้..” แคปเงยหน้าขึ้นมาบอกไม่ยอมก้าวขาลงรถ เอสดึงแขนแล้วกระชากบอกให้เข้าไปด้วยกัน เสียงปิดประตูรถดังมาก มีน้องพนักงานวิ่งเข้ามาหา  เอสยื่นใบร้อยส่งให้ตบไหล่แล้วบอกฝากรถด้วย น้องเขาพยักหน้ายิ้มรับ

“อะไรของมึงวะ แล้วจะไปทำไมทางนี้ล่ะวะเนี่ย..” แคปทั้งเดินทั้งวิ่งตามแรงลาก ปวดท้องก็ปวดไอ้เหี้ยเอสยังจะพาเขาอ้อมไปเข้าฝั่งทางด้านหลัง รู้ตัวอีกทีก็เห็นป้ายเฉพาะพนักงานเท่านั้นแปะติดอยู่

“มึงมาเข้าอะไรทางนี้เล่า ต้องไปเปิดบัตรผ่านด้านหน้าโน่น..” แคปคว้าจับกรอบประตูไว้ ก่อนที่เอสจะยืนจ้องหน้าแล้วบอกให้เงียบ ๆ ตามเขาเข้ามาก็พอ

“บ้าเอ๊ย..” ทั้งสบถทั้งๆเดินตาม เดี๋ยวเจอเจ้าของเขาเรียกตำรวจแล้วมึงได้หนาวแน่ ๆ แคปกำลังจะดึงรั้งอีกฝ่ายไว้แล้วบอกให้ไปเข้าทางด้านหน้าแทน สาวสวยคนนึงก็เดินออกมาจากด้านใน ดูเหมือนว่าหน้าเธอคุ้นพอสมควร

“มาได้สักทีนะเรา อาหารเสร็จเรียบร้อยแล้ว ไปจ๊ะแคป เป็นไงบ้าง เห็นเจ้าเอสบอกว่าเราหิวจนจะเป็นลมแล้วจริงเหรอ..” เธอเอ่ยทักยาวเหยียดพร้อมกับส่งรอยยิ้มให้ ขณะที่แคปกลับมองเธออย่างงงๆผู้หญิงคนนี้จู่ ๆ พูดเรื่องอะไร เธอเข้ามากอดเอวแคปบอกให้เดินตามเข้าไป ส่วนไอ้ตัวดีที่พาเข้ามานั้นมันเดินล้ำหน้าไปก่อนโน่นแล้วไม่สนใจหันมามองที่เขาสักนิด 

“.......” ไอ้บ้าเอสเอ๊ย มึงทิ้งกูได้นะมึง  แคปเขย่งโหยงๆตะโกนเรียกแบบไร้เสียง แน่นอนว่าเอสไม่มีทางได้ยินหรอก

“กินกันที่นี่นะ อาหารง่าย ๆ พี่ไปแย่งที่ครัวทำมาเองเลย แคปทานได้ใช่ไหมไข่เจียวหมูสับ..” เธอพาเขาสองคนเข้ามานั่งลงที่ห้องผู้จัดการหรืออะไรสักอย่างที่อยู่โซนด้านในสุดของตัวผับ  ห้องแคบมากผนังบุกันเสียงจากภายนอกปิดกั้นทุกส่วน แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังมีเสียงดนตรีหนักๆดังลอดผ่านช่องประตูเข้ามาได้

“พี่แอมป์ไงพี่สาวเอสเราเคยเจอกันแล้วนี่  เห็นทำหน้างงๆไม่ใช่ว่าแคปลืมพี่ไปแล้วหรอกนะ”

“อ๋อเปล่าครับ ไม่ลืม..” แคปรีบตอบรักษามารยาท อันที่จริงตอนที่เจอกันครั้งก่อนนั้นมันเป็นการแนะนำแบบผิดพลาดไปต่างหากเขาจึงไม่ได้สนใจจะจำ แอมป์เห็นแคปนั่งจ้องอาหารเธอจึงชี้บอกให้ทานได้เลย ไข่เจียวหอมๆกับข้าวสวยร้อน ๆ แคปที่นั่งมองจานข้าวอยู่นานแล้ว แต่อดทนกัดฟันไว้เพราะเธอมัวแต่ชวนคุย และเพราะน้ำลายมันพาลจะไหลหกออกมา เขาหิวมากจนเอสที่นั่งข้าง ๆถึงกับเอามือเข้ามารองใต้คางให้ นึกภาพน้ำลายยืดย้อยหกลงมาแล้วคงน่าตลกเป็นบ้า แคปทำตาเขียวใส่แล้วปัดมือเอสออกแรงๆ จะบ้าเรอะใครมันจะไปทำน้ำลายยืดได้ขนาดนั้นจริง ๆ พี่แอมป์หัวเราะดังลั่นส่วนเอสก็แค่ยักไหล่

“หยอกกันน่ารักจริง ๆน๊า ไม่น่าเชื่อว่าเจ้าเอสจะพาแคปมากินข้าวถึงที่นี่ มันดึกขนาดนี้แล้ว”

“ถ้าไม่จำเป็นไม่รู้สึกว่าอยากมาเลยนะ” เอสหันมายิ้มกวนๆใส่พี่สาว เธอจึงถอนหายใจใส่

“นอกจากมาเที่ยวล่ะสิท่า  ไม่งั้นฉันจะได้เห็นหัวแกบ้างไหมล่ะไอ้น้องชายตัวดี แล้วนี่ใส่ชุดอะไรกันมา ไปเล่นบาสเล่นบอลกันมาเรอะ..”  เอสยักคิ้วตอบอกว่าใช่ เขายกแก้วน้ำเย็น ๆ ขึ้นดื่มแล้วหันไปหาแคป ดูว่ากินได้ไหม 

“กินได้ป่ะ..” คนที่ยังก้มหน้าก้มตากินพยักตอบหงึกๆ ไข่เจียวหมูสับมือดึกแบบนี้อร่อยมากจริง ๆ หอมหมูสับหอมพริกไทย เม็ดข้าวก็สวยนุ่มร้อน เขาหลับหูหลับตาพุ้ยๆๆข้าวกินจนเต็มกระพุ้งแก้ม แอมป์มองแคปแล้วก็ยิ้มเธอเลื่อนแก้วน้ำส่งให้

“ขอบคุณครับ..” แคปกินจนหมดจานแล้วกล่าวขอบคุณ แอมป์บอกไม่เป็นไร ที่จริงแล้วเอสโทรมาบอกให้เธอเตรียมอาหารไว้ บอกจะพาเพื่อนแวะมากินเธอเลยทายไปว่าแฟนคนนั้นที่เคยเจอรึเปล่าเอสบอกใช่แค่นั้นเธอก็เตรียมไข่เจียวง่าย ๆ ไว้ให้เพราะคิดว่าแคปต้องไม่เรื่องมากแล้วก็จริงอย่างที่คิด แคปนี่ได้แต่ส่งยิ้มอ่อนจางคือไม่รู้จะพูดกับเธอว่าอย่างไรเพราะสิ่งที่เธอเข้าใจมันผิดพลาดไปหมด เขาไม่ใช่แฟนน้องชายเธอด้วยซ้ำ

“ไม่ต้องเกรงใจนะ ถ้าหากแคปอยากแวะมากินข้าวฝีมือพี่ก็แวะมาอีกได้จ๊ะเข้าด้านหลังก็ได้ อย่างเจ้าเอสเวลาอยากกินอาหารด่วน ๆ ก็เข้ามาด้านหลังทุกทีแหละรายนี้น่ะทำอาหารเองไม่เป็นหรอกหิวดึกดื่นทีไรวิ่งมาหาพี่ทุกที แล้วแคปล่ะทำเป็นไหม...”  ดูเหมือนว่าเธอจะคุยเก่งจนน่าใจหาย แคปฟังทันบ้างไม่ทันบ้างส่ายหน้าแล้วพยักหน้าตอบมั่วไปหมด ต่างกับเอสที่ไม่ได้ฟังเธอเลย เขาแค่รอแคปกินเสร็จก็เท่านั้น

“กลับได้รึยังจะตีหนึ่งแล้ว..” เอสเห็นแคปกินจนหมดจานเขาก็ลุกขึ้น เดินไปชะโงกมองผ่านกระจกไปที่ผับด้านนอกเจอขาแดนซ์นักเที่ยวเยอะมากๆจวนตีหนึ่งแบบนี้เวลากำลังดี ส่วใหญ่เมาได้ที่ทั้งหญิงทั้งชาย ต่างคนต่างถือแก้วเหล้าสีกันให้คลัก เอสตบๆหาบุหรี่นึกได้ว่าทิ้งไว้บนรถ เขาเลยเดินไปหยิบแก้วน้ำมาดื่ม แคปถือจานเปล่าเดินไปหาเอส ส่งสายตาถามว่าเขาควรจะเอาไปเก็บในครัวเองดีไหม แต่รายนั้นก็แค่มองไม่ได้สนใจเขาสักนิดว่าต้องการจะสื่ออะไร

“เอาวางไว้ที่นี่เลยจ๊ะแคป เดี๋ยวพี่เรียกพนักงานมาเก็บออกไปเอง” เธอดึงจานในมือแคปวางลงที่เดิม เอสเดินเข้ามาหาแตะหลังบอกว่ากลับกันได้แล้ว ขณะกำลังจะเดินออกไปพี่สาวคนสวยจึงดึงแขนน้องชายตัวเองไว้

“ดึกแล้วอย่าเถลไถลกันนะกลับห้องเลย”

“รู้แล้วน่า” เอสหันมาบอก พวกเขาทั้งหมดกำลังเดินผ่านบานประตูเล็กๆทะลุออกทางด้านหลัง ที่ลานจอดรถเด็กพนักงานที่ดูแลรถวิ่งเข้ามาทำความเคารพแอมป์อย่างนอบน้อม เธอโบกมือบอกว่าไม่เป็นไรธุระส่วนตัว เด็กนั่นจึงวิ่งเลี่ยงไป

“แกแวะกลับบ้านบ้างนะแม่กับป๊าบ่นคิดถึง เมื่อคืนก็ยังพูดอยู่เลย ว่างวันไหนก็ให้แวะเข้าไป”

“เดี๋ยวดูก่อน ช่วงนี้ยังไม่ว่าง” เอสบอก

“ไม่ว่างงั้นเหรอ เห๊อะ แคปดูเอานะ เจ้าเอสน่ะพี่บอกให้กลับบ้านนี่ไม่เคยกลับหรอก พ่อกับแม่บ่นพี่จนหูชาบอกให้ลากตัวมันกลับบ้าน ขอร้องเลยนะแคป ถ้าว่างก็บังคับขู่เข็ญให้มันกลับไปค้างที่บ้านบ้าง ติดเมียจนอยู่แต่ห้องแบบนี้ถ้าแม่รู้เดี๋ยวเป็นเรื่องพอดี”

“ติดเมีย?” แคปคิ้วขมวดทวนคำ แอมป์เลยตบพุงเขาเบา ๆ แล้วอมยิ้มส่งให้ เธอขยิบตาเหมือนคนรู้ทัน แคปผงะรู้ตัวในทันที ปากหนอปากกูไม่น่าถามเลย เข้าตัวอีกแล้ว ทำท่าแบบนี้เอาไม้หน้าสามมาฟาดหัวกันยังจะดีกว่า

“อย่าพูดมาน่าพี่แอมป์..” เอสดึงแคปให้ขึ้นรถ แอมป์จึงก้มลงมาบอก

“ขับรถดีๆล่ะกลับกันเลยนะอย่าแวะที่ไหนอีกมันดึกมากแล้ว”   ทั้งสองคนพยักหน้ารับ แคปไหว้สวัสดีแล้วบอกขอบคุณ เธอปิดประตูให้แล้วยกมือบ๊ายบาย ความจริงแล้วตอนที่เดินออกมาพี่สาวน้องชายคุยกันเรื่องอะไรแคปไม่ได้ฟังเลยด้วยซ้ำ ปล่อยสองคนเดินคุยกันไปเขาเดินตามหลังดูรถลูกค้าที่มาเที่ยวหลายคันสวยๆทั้งนั้นจอดเรียงกันไว้เธอถามอะไรก็เออออไปตามเรื่อง 

หลังจากรถเคลื่อนตัวออกมาจากผับนั่นเอสกดเปิดวิทยุหาเพลงเบา ๆ ฟัง แคปมองดูเวลาได้แต่หวังว่าไอ้ตัวอันตรายเอส คงจะส่งเขาลงที่หอโดนสวัสดิภาพไม่นอกลู่นอกทาง

“พี่มึงใจดีเหมือนกันนะ” จู่ๆแคปก็พูดขึ้น เอสหันมามอง

“ยังไง”

“ก็ทอดไข่อร่อย สวยด้วย ใจดี ท่าทางคงเก่งไม่งั้นผู้หญิงคนเดียวจะคุมผับใหญ่ๆแบบนั้นได้ยังไง  แต่ว่า หน้าตาไม่เห็นเหมือนมึงเลยนี่หว่า ดูดีกว่าเป็นร้อยเท่า”

“หึ ขนาดนั้นเลย”

“เออดิ พี่เขาคงตามใจมึงจนเสียนิสัยล่ะนะ น้องคนเล็กอย่างมึงเลยนิสัยแย่ ๆ สันดานไม่ดีชอบรังแกคนอื่นแบบนี้ไง”

“ใครเป็นน้องคนเล็ก” เอสหันขวับมาถาม

“ยังจะมาถามก็มึงไม่ใช่รึไง”

“กูมีน้องสาวอีกคน แต่ตอนนี้ไม่ได้เรียนอยู่เมืองไทยเพราะงั้นคนที่เป็นน้องคนเล็กแล้วถูกตามใจจนสันดานไม่ดีก็คือมึงนั่นแหละมากกว่า”

“ไอ้สัสได้ทียอกย้อนกูเชียวนะ”

“หึหึ..” เอสยกยิ้มขำๆ ไม่บ่อยนักที่เขาจะพูดย้อนอีกคนยาวเหยียดขนาดนี้แต่กับแคปยิ่งแกล้งยิ่งมันส์ เวลาที่ได้เห็นมันทำหน้าตายุ่ง ๆ หน้าโกรธๆยิ่งขำเข้าไปใหญ่  เขาอารมณ์ดีผิวปากไปตามเสียงเพลง จู่ๆเสียงเรียกเข้าจากโทรศัพท์มือถือของแคปพลันดังขึ้น เจ้าของเครื่องกำลังจะหยิบขึ้นมากดรับแต่ดันทำร่วงตกลงไปในซอกข้างประตูกว่าจะล้วงแล้วหยิบขึ้นมารับได้ คนปลายสายก็ด่าแหลก  พี่เต้  พี่ชายแคปเอง

(ช้ามาก) พอกดรับก็ถูกต่อว่าทันที แคปไม่ได้อธิบายมากมายอะไรเขาแค่อือๆตอบไปเท่านั้น

(มึงอยู่ไหนเนี่ย) เต้ถามลงมาอีก

“อยู่...เอ่อ..อยู่กับเพื่อน” อึกอักนิดหน่อยก่อนตอบ  ไอ้เหี้ยเอสมันไม่ได้เป็นกระทั่งเพื่อนของเขาด้วยซ้ำ จะให้พูดว่าอยู่กับศัตรูคู่อริคงไม่ได้

(เพื่อนไหนวะ เพื่อนมึงกูเห็นอยู่สนามบอลกันหมด ตอนที่แยกกันออกมากูไม่เห็นมึงนะ ได้มาคัดตัวเตะบอลป่ะเนี่ยคาปู)

“ไปดิ ผมเตะเสร็จแล้วเหอะก็เลยออกมา” ก็เพราะไอ้น้องรหัสตัวดีของพี่ไม่ใช่รึไงเขาถึงต้องมาตกระกำลำบากแบบนี้

(งั้นก็แล้วไป มึงอยู่กับใครที่ไหนบอกกูมาดิ๊..) น้ำเสียงเต้ถามมาค่อนข้างจริงจัง แคปผู้ซึ่งโกหกใครไม่ค่อยเนียนถึงกับยกมือขึ้นกุมขมับ

“อยู่กับ.......เออใช่ พี่เต้เจอไอ้อาร์กับไอ้ปอยังอ่ะ” แคปกำลังจะตอบแต่นึกบางอย่างได้จึงเอ่ยถามพี่ชายขึ้นก่อน

(เจอแล้ว  ทำไมวะ)

“อ๋อเปล่า เจอแล้วก็ดี”

(น้องคาปูครับกูว่ามึงแปลกแล้ว บอกมาเดี๋ยวนี้อยู่ที่ไหนกับใคร แล้วอย่าริมาโกหกเพราะถ้ากูจับได้ทีหลังมึงจะโดนมากกว่าที่ควรเป็นสามเท่า) เต้เก็กเสียงขู่ แต่แคปกลับเงียบไปไม่ยอมตอบ มีเสียงอึกอักเหมือนคนคิดอะไรไม่ค่อยตกดังลอดออกมา เต้ได้ยินแบบนั้นถึงกับหัวเราะ

(อยู่กับผู้หญิง? กำลังทำเรื่องอย่างว่า?)

“เปล่านะ” แคปรีบปฏิเสธ

(อายเหี้ยไรวะ บอกมาเร็วอยู่กับใคร? แฟนใหม่มึงอ่อ)

“ไม่ใช่สักหน่อย”

(ก็แล้วใครล่ะวะ) เต้ชักโมโห  แคปหันมองไอ้ตัวดีข้าง ๆ ที่มันช่างไม่รู้สึกรู้สาอะไรก็เริ่มหงุดหงิด ทำให้เขาต้องมาปั้นคำโกหกบ้า ๆ กับพี่ชาย เขาไม่ทำแน่สู้พูดเรื่องจริงยังจะดีกว่ าเพราะเรื่องจริงพูดสิบครั้งก็ยังจะเป็นคำเดิม แต่คำโกหกพูดสิบครั้งรับรองว่าเขาปั้นไม่เหมือนเดิมสักครั้ง พี่เต้ผู้เลี้ยงเขามากับมือจับได้แน่ ๆ อยู่แล้ว

“อยู่กับไอ้เอสน่ะ” แคปพูดออกมาจนได้ถึงจะไม่ดังมากแต่เต้ที่ปลายสายกับคนขับที่นั่งอยู่ข้างกันก็ได้ยินชัดเจน  เอสยกยิ้มขึ้นทันทีราวกับเขาพออกพอใจ แคปโมโหเลยประเคนหลังมือฟาดใส่หน้ามัน เจอมือใหญ่กว่าปัดออกจนปวดไปหมด หันไปด่าแบบไร้เสียง เอสหัวเราะหึ

(เออใช่  ไอ้อาร์ก็บอกกูอยู่นี่หว่ากูลืมไปได้ไงวะคาปู แล้วพวกมึงไปที่ไหนกันน่ะ ดีกันแล้ว?? หรือพากันไปถึงไหน) ดีนะที่แคปพูดความจริง ที่แท้พี่เต้รู้อยู่แล้ว ตายห่าแน่ ๆ ถ้าเขาโกหก

“ไม่ถึงไหนหรอก  แถวหน้ามหาลัยนี่แหละ มันพาไปกินข้าวเพราะอยากจะให้ผมช่วยอะไรมันสักอย่าง กำลังคุยตกลงกันอยู่..” อันนี้แคปโกหกแบบเต็ม ๆ

(มันมีปัญหาเหรอวะ) เสียงเต้ซีเรียสขึ้นนิดๆ เขาคงคิดว่าเอสมีปัญหาจริง

“อ่าครับ ใช่ มันมีปัญหา”

(กูรู้แระ)

“ห๊ะ!?” แคปอุทาน เพราะจู่ๆเต้พูดขึ้นทำท่าเหมือนรู้อะไรดีๆแล้วจริง ๆ หน้าเขานี่ซีดเผือดไปหมดตามประสาคนที่ทำความผิด แต่ก่อนที่จะคิดอะไรเลยเถิดมากเกินกว่าเหตุพี่ชายก็ไขข้อข้องใจให้เขาก่อน

(กูรู้แล้วว่าทำไมถึงเป็นมึง แล้วกูก็รู้ด้วยว่ามันมีปัญหาเรื่องอะไร ตอนนี้ไอ้เอสมันติดสาวอยู่ที่คณะมึงน่ะ พวกกูยังไม่รู้แน่ชัดว่าเป็นใคร ขนาดเพื่อนมันเองมันยังไม่ยอมพูดเลยนะ เพราะงั้นมันก็เลยเลือกมึงไงคงคิดว่าอย่างน้อยมึงก็เป็นน้องชายกู  กูคิดว่านะ ไอ้เอสคงจะอยากให้มึงเป็นพ่อสื่อพ่อชักให้มันแน่ๆ)

“อะไรชักๆนะครับ ใครชักให้ใคร..” แคปเสียงสั่นเครือแทบจะเป็นเสียงร้องไห้  พี่เต้รู้ถึงขนาดที่ว่าไอ้เหี้ยเอสมันติดใครสักคนอยู่ที่คณะพวกเขา ตายห่าแล้ว ตายๆๆๆๆ เรื่องจะแดงขึ้นทุกทีแล้วไอ้แคปเอ๊ยมึ๊ง ริมฝีปากบางสั่นระริกพูดพึมพำไม่เป็นภาษา

(พ่อสื่อพ่อชักไอ้น้องบ้า มึงพูดอะไรไปถึงไหน) เสียงเต้เรียกสติให้แคปได้อีกครั้ง เขาสูดลมหายใจขึ้นใหม่

“ครับ ๆ พ่อสื่อพ่อชัก คงจะใช่แหละ”

(เพราะงั้นมึงต้องสืบมาให้กู ว่าสาวคนไหนที่ไอ้น้องรหัสกูมันไปสนอกสนใจถึงขนาดนั้น มันบอกมึงยังล่ะ)

“ห๊ะ อ่ะ คือ......” ยังพูดไม่ทันจบประโยคคำพูดอึกอักของเขาต้องหยุดลงแค่นั้นเมื่อเอสคว้าหมับเอามือถือแคปไปพูดต่อให้เอง มันพูดอะไรสักอย่างต่ออีกแค่สองสามประโยคหัวเราะแล้วก็กดวาง พอเอสวางสายลงแคปนี่หันไปฟาดๆๆๆแล้วแถมทุบอีกหนึ่งทีระบายความแค้น

“มือหนักเป็นบ้า” เอสหันมาโวย

“เรื่องของกู!” แคปตะคอกเสียงดังลั่น ยกสองมือเสยๆๆแล้วขยี้หัว หวังว่าพี่ชายคงยังจับพิรุธอะไรไม่ได้ เพราะไอ้ตัวอันตรายข้าง ๆ คนเดียว เขานี่ฮึ่ยยยอยากจะขย้ำขยี้มันนัก

“ส่งกูที่ห้องเลยนะ ไม่แวะที่ไหนอีกแล้ว” แคปหน้ายุ่งมองเห็นแล้วว่ารถถึงตำแหน่งที่ควรจะต้องสับเปลี่ยนเส้นทาง เขารีบพูดขึ้น

“ให้ส่งถึงเตียงเลยป่ะล่ะ..” แคปหันขวับมองคนพูดทันที ทำตาเขียวเป็นรอบที่ยี่สิบ เขางุ่นง่านขนาดนี้ยังมีหน้ามากวนตีนต่อ เดี๊ยะเหอะมึงเดี๊ยะๆ บอกตัวเองว่าให้ใจเย็น ๆ ไว้ ทุกอย่างจะต้องนิ่ง เผื่อยั่วมันโมโหขึ้นมาอีกเดี๋ยวมันจะฉวยโอกาสทำอะไรแปลกๆ เกิดขับเตลิดไปห้องมันจะยุ่งเข้าไปใหญ่ แคปจึงเลือกที่จะเงียบแล้วเชิดหน้า

“กูขี้เกียจเถียงกับมึงแล้วว่ะ”

“ทำไม”เอสหันมาเลิกคิ้วถาม

“ปวดหัวปวดท้องปวดฟันอิ่มเกิน”

“ใกล้ตายแล้วดิ”  เอสพูดกวน ๆ ใส่อีก แคปนี่อยากจะยื่นมือไปตบกะโหลกสักเปรี้ยงเสียแต่ว่ารอให้ถึงห้องตัวเองก่อน เดี๋ยวกูจะด่ากราดเป็นเอ็มสิบหกรัวแล้ววิ่งลงเลยคอยดู

“เออสิ อยู่ใกล้มึงมากไปกูตายได้ง่าย ๆเลยรู้ตัวป่ะ”

“หึ กูไม่ให้มึงตายได้ง่ายๆหรอกนะวางใจได้เลย..” เอสหันมายักคิ้วใส่

“ทำไม มึงเกี่ยวไรด้วยล่ะ”

“ก็ถ้ามึงตายกูจะแกล้งใครได้มันส์อย่างมึงกันล่ะหื้ม หึหึ”

“........”  หน๊อยยยยยยยย แคปนี่กัดปากแน่น ยกนี้กูแพ้อีกแล้วสัส ฮึ่ยยยยย

“ทำหน้าอะไรของมึง ยุ่งซะ” มือใหญ่ยื่นออกมาขยี้หัวเล็กอย่างสะใจที่แกล้งได้แต่เจอแคปผลักออกแรง ๆ ยุ่งทั้งคิ้วทั้งหน้า

“กูเกลียดมึงที่สุดอ่ะ”

“รู้ดิ  มากไหมล่ะ เกลียดมากจนจะตายเลยไหม”

“เออ ตายได้ง่ายๆเลยอยู่ใกล้มึงบอกไปแล้วนี่”

“ทำไม อยู่ใกล้คนหล่อแล้วจะตาย แสดงว่ามึงแพ้คนหล่อดิ?”

“ไอ้สัส พูดออกมาไม่อายปาก” แคปหันไปสวน เอสหัวเราะหึ

“อายทำไมพูดความจริง” 

“ความจริงหัวมึงสิ พูดจาอะไรรู้จักอายคนอื่นบ้าง ไม่อายกูก็หัดอายตัวเอง ส่องกระจกอยู่ทุกวันนี้มึงมองแต่หูเหรอถึงไม่เคยรู้ว่าตัวเองหน้าตาเหมือนอะไร ขี้เหร่แค่ไหน”

“ปากดีจริง ๆ นะเมียกูนี่ เดี๋ยว...เดี๋ยวจะถึงแล้วกูจะอดใจไว้ก่อน”

“มึงจะทำเหี้ยอะไร” หันไปแทบจะทันที

“ทำแบบที่เคยทำไง สั่งสอนคนปากดี”

“ไอ้....” แคปรีบเงียบกริบลงทันที จะด่าอีกก็ได้แต่สบถอยู่ในใจ กัดริมฝีปากอย่างคั่งแค้น ปัดโถ่โว๊ย! รอให้กูลงจากรถมึงก่อนเถอะแม่งชาตินี้อย่ามาฝันว่ากูจะไปไหนมาไหนกับมึงอีก 

และในที่สุดรถเลี้ยวผ่านจุดสแกนหน้าคอนโด ตัดเข้ามาตีวงจอดที่ช่องจอดฟรีด้านใน แคปน่ะปลดเบลท์รอตั้งแต่ก่อนรถเลี้ยวเข้ามาจอดแล้ว แต่น่าเสียดายที่เอสเหมือนรู้ทันกลับไม่ยอมกดปุ่มล๊อคออกให้ พอรถจอดสนิทลงปั๊ป แคปหันไปถลึงตามองคนขับทันที

“ทำอะไรของมึงน่ะ” เอสกำลังทำอะไรอยู่สักอย่าง หันหน้าหันหลัง แคปมองดูอย่างสงสัย  

“รอแปปกูเอาของก่อน” เขาเอื้อมมือไปหยิบพวกอุปกรณ์ของใช้ส่วนตัวต่าง ๆ อยู่ที่เบาะหลัง โทรศัพท์มือถือที่ชาร์ต บุหรี่ไอพอด คือทุกอย่างพร้อมอยู่ในมือมัน แคปนี่นั่งมองหน้าเอสจนเซ่อ

“มะ...หมายความว่ายังไง” แคปถามต่อตะกุกตะกัก

“เตรียมของไง ป่ะลงได้แล้ว” เสียงเปิดรถดังขึ้น แต่แทนที่แคปจะเป็นฝ่ายเปิดลงไปคนแรกกลับเป็นเอสที่ตั้งท่าพร้อมยิ่งกว่าเจ้าของห้อง

“เดี๋ยวก่อนไอ้เอส มึงจะไปไหนวะนั่น” แคปรีบคว้าไหลเอสไว้ ถามเรื่องที่รู้อยู่แล้วเต็มอก

“ก็จะลงไง ดึกแล้วกูค้างกับมึงนะไม่กลับห้องหรอกขับรถไม่ไหวแล้ว”

“ไม่ได้!” แคปรีบตะคอกสวนขึ้นอย่างดัง   “มึงค้างไม่ได้ ห้องกูกูแชร์อยู่กับเพื่อน จะให้กูแก้ตัวกับเพื่อนกูว่าอะไร แค่ออกไปกับมึงแล้วกลับเอาป่านนี้พวกมันก็ต้องสงสัยกันแน่อยู่แล้ว เกิดเอามึงเข้าไปนอนค้างด้วยอีกกูจะเอาหน้าไปไว้ที่ไหนวะมึงหัดคิดบ้าง”

“งั้นไปนอนห้องกูไหมล่ะ แบบนั้นมึงก็ไม่ยอมอีกดิ”

“กูไม่ไปไหนกับมึงทั้งนั้น กูจะขึ้นห้องกูแล้วมึงก็กลับห้องตัวเองไปซะ เรื่องง่ายๆแค่นี้อย่ามาทำเป็นงี่เง่า” แคปพูดจริงจังทั้งน้ำเสียงและสีหน้า

“แบบนั้นไม่เอา” แต่เอสส่ายหัวปฏิเสธจริงจังเช่นกัน เขาตั้งท่าใหม่อีกครั้งก้าวขาลงไปแล้วข้างนึง แคปนี่รีบกระโจนไปดึงเอาตัวมันไว้แทบจะไม่ทันอีก

“ไอ้เหี้ยเอสมึงจะด้านไปไหนห๊ะ เจ้าของห้องเขาไม่ให้มึงค้างด้วยนี่มึงยังจะพยายามได้อีกนะ”

“ไม่เป็นไร ไหนมึงบอกมึงอยู่กับเพื่อนไงเดี๋ยวกูคุยกับเพื่อนมึงเองได้”  อีกครั้งที่เอสทำท่าจะลุกแคปนี่หน้าจืดยิ่งกว่าจืด เขาใช้สองมือดึงเสื้อบาสมันจนคอเสื้อรั้งรัดลำคอ เอสหันมาดึงกลับแล้วบอกให้ปล่อย

“ลงเหอะง่วงแล้ว กว่าจะอาบน้ำอีก”

“นี่กูต้องทำยังไงวะมึงพูดดิ๊ จะเอายังไงแบบไหนมึงถึงจะยอมกลับ กูโมโหจริง ๆ แล้วนะเนี่ย” แคปเดือดสุด

“อะไรกันไม่อยากให้กูค้างด้วยขนาดนั้นมันไปไม่แปลกไปหน่อยรึไง มึงกับเพื่อนมึงมีอะไรยังไงแบบไหนรึเปล่า”

“แบบไหนเหี้ยมึงสิ” แคปฟาดหัวทุย ๆ นั้นไปหนึ่งทีคนกำลังซีเรียสเรื่องค้างไม้ค้างก็เสือกพูดเรื่องไม่เป็นเรื่องขึ้นมาอีก

“ไม่มีผู้ชายหน้าไหนเขามาสนใจกูหรอกมีแต่คนตาบอดหูหนวกอย่างมึงนี่แหล่งแม่งตื้อไม่หยุดเลยกูแทบจะบ้าอยู่แล้วมึงรู้ตัวบ้างป่ะ”

“ไม่บ้าหรอกเดี๋ยวมึงก็รู้สึกดีๆกับกูเอง”

“ไม่มีทางหรอกเหี้ยมึงอย่าฝัน” แคปสวนกลับ

“ไม่เคยสนใจกันจริงอ่ะ”

“......” แคปเบะปากแล้วส่ายหัว เอสได้แต่ยกยิ้มขำๆ

“รักล่ะ เคยไหม”

“นั่นน่ะยิ่งแล้วใหญ่ ไม่มีทางหรอกเว้ย คำว่ารักต้องเก็บไว้พูดกับคนที่เราคิดจะจริงจังด้วยสิวะ กูไม่มีทางพูดมันออกมาง่าย ๆ หรอก”

“แล้วจริงจังกับกูรึยัง”

“มึงจะบ้าเหรอห๊ะ  นอนกันแค่ครั้งเดียวกับได้นอนข้างกันอีกสองคืน กูจะไปรักมึงได้ยังไงวะ นั่นมันก็แค่ความสัมพันธ์ทางกาย กูพลาดกับมึงครั้งเดียวจำเป็นอะไรกูต้องใช้คำว่ารักกับมึงคนที่บังคับกูเยี่ยงทาสด้วยห๊ะ..”

“ทาสเลย?”

“ก็เออสิ มึงน่ะมันแย่ยิ่งกว่าแย่ สันดาน นิสัย ไม่ได้เรื่องสักอย่าง บังคับกูตลอดพอไม่ได้ดั่งใจก็จับจูบ ดีหน่อยที่มึงยังรู้ผิดชอบชั่วดีไม่ข่มขืนกดกูลง ถ้าเป็นแบบนั้นถึงมึงหล่อหรูรวยคับฟ้าผู้ดีแค่ไหน กูก็ไม่ยอมรับมึงเลยอ่ะบอกให้รู้ แม้แต่ความเป็นเพื่อนกูก็จะไม่ให้ มึงจำเอาไว้เลย”

“ไม่ทำหรอกแบบนั้นน่ะ..”เอสพูดพลางใช้มือเสยผมที่ยาวปรกหน้า แคปหันมองเขาจึงยักคิ้วกวนๆส่งให้ 

“ไม่นิยมวิธีข่มขืน แต่ปล้ำจูบนี่ชอบนัก”

“ไอ้สัส” แคปด่า

“หึหึ..”

“อย่ามาวกวนเรื่องมาก มึงต้องกลับได้แล้วกูจะขึ้นห้องห้ามตามมาเด็ดขาด ถ้ามึงพูดไม่ฟังต่อไปกูจะไม่...อึ่กก....”

“จะไม่อะไร..” เอสอมยิ้มใส่ ขณะที่แคปกลับอึกอักเพราะตอนแรกกะจะพูดว่า ถ้ามึงไม่ฟังต่อไปเขาจะไม่ยอมไปไหนด้วยอีก ขืนพูดออกไปแบบนั้นไอ้เหี้ยเอสมันต้องคิดว่าเขาคิดอยากจะไปไหนมาไหนกับมันอีกแหง ๆ แคปเลยหยุดชะงักไว้ก่อน

“กูถามว่าจะไม่อะไร..” เอสเอียงหน้ากัดปากยั่วรอฟังคำตอบ

“จะไม่อะไรก็ช่างกูเถอะ   กูลงแล้วนะมึงกลับได้เลย” แคปก้าวลงไปหนึ่งขาปรากฏว่าเอสที่เร็วยิ่งกว่าก้าวลงไปยืนอยู่แล้วเช่นกัน

“มึงทำอะไรน่ะห๊ะ..” แคปกระโดดโผล่หน้าไปด่าข้ามรถ เอสเลิกคิ้วส่งให้แล้วยักไหล่

“เข้าไปนั่งในรถเลยนะมึง ห้ามลง!

“มึงก็เข้าไปก่อนดิ” เอสต่อรองอีกครั้ง

“กูจะเข้าก็ได้แต่มึงเองก็ต้องเข้าด้วย”

“ตามนั้น..” เอสว่าจบเข้าไปนั่งอยู่ในรถปิดประตูโครมใหญ่ แคปไม่น้อยหน้ายืนรีรอบวกลบคูณหารในใจอยู่กลับถูกเอสดึงแขนแล้วกระชากลงมานั่งคุยกันใหม่ แคปบอกตัวเองให้นับหนึ่งถึงสิบเขาจะต้องใจเย็น เขาจะต้องตะล่อมอีกฝ่ายให้ได้ จิตวิทยาทุกอย่างที่มีต้องงัดออกมาใช้ เมื่อเขาตั้งสติเย็น ๆ ได้แคปหันไปจ้องหน้าเอสแล้วตั้งอกตั้งใจพูดดีๆด้วย อย่างชัดถ้อยชัดคำ

“กูจะพูดเป็นครั้งสุดท้าย มึงต้องกลับไปห้องตัวเอง   ห้องกูมึงเข้าไปค้างไม่ได้เพื่อนกูอยู่มันดูไม่ดีมึงเข้าใจที่พูดใช่ไหม”

“เข้าใจแต่กูอยากจะนอนกอดเมีย จะให้กูทำยังไง..” เอสตอบเรียบ ๆ แต่คำว่าเมียคล้ายกับคนเอาเข็มเป็นพันเล่มปักลงกลางหัวใจแคปเสียจริง ในที่สุดเขาก็หมดความอดทนอีกครั้ง

“โฮ้ยยยยยน๊อออออ มึงน๊อออออกูจะทำยังไงกับคนอย่างมึงดีวะเนี่ยเหี้ยเอ๊ยยยย  จะทำยังง๊ายยยยย กูจะทำยังไงมึงจะให้กูทำยังไงมึงถึงจะยอมกลับบอกกูมาซิ!  ทำยังไงวันนี้มึงถึงจะยอมขับรถออกไปดี ๆ แล้วปล่อยให้กูเดินขึ้นห้องอย่างสบายใจ ไหนลองบอกมาซิครับห๊ะ!!” แคปขยี้หัวตัวเองจนยุ่งเหยิงไปหมด หงุดหงิดอารมณ์เสียฟุ้งซ่านเพราะพูดกับไอ้ตัวข้าง ๆ ไม่รู้เรื่อง มันน่ะยิ่งกว่าเด็กอนุบาลกอไก่

“มีอยู่หนึ่งทางนะ” จู่ ๆ เอสยกยิ้มแล้วบอกทางเลือกออกมา แต่แคปยังไม่ไว้ใจต่างคนต่างเหล่ดูกัน

“ทางไหน? อย่าบอกนะว่าให้กูไปค้างที่ห้องมึงแบบนั้นกูไม่เอาเด็ดขาด” ต้องรีบออกตัวไว้ก่อน อยู่กับมันถ้าช้าโดนเอาเปรียบทางร่างกายทุกที

“เปล่าไม่ใช่ทางนั้นหรอก”

“แล้วอะไร”

“มึงจูบกูดิ จูบแค่ครั้งเดียวกูจะยอมกลับออกไปดี ๆ ไม่โวยวายไม่ดื้อดึง รับรองว่ามึงจะเดินขึ้นห้องได้อย่างสบายอกสบายใจอย่างที่มึงต้องการเลย..”

“มึงฝันเอาสิไอ้เหี้ย รู้อยู่แล้วว่าไม่มีทางยังจะพูด..”แคปสวนขวับ หันไปถลึงตาเหลือกๆใส่แล้วขู่ฟ่อคงคิดว่าตัวเองดุน่าดู แต่น่าเสียใจจริง ๆ ที่เอสกลับมองเห็นว่าอีกฝ่ายเป็นแค่หมาชิสุตัวเล็กๆที่ดุกว่าลูกแมวนิดหน่อยก็แค่นั้น เขากระตุกรอยยิ้มขึ้นมาอีก

“นั่นคือทางเลือกแค่อย่างเดียวที่กูจะมีให้  กูให้มึงตัดสินใจแค่หนึ่งนาที รู้ใช่ไหมว่าพูดจริงทำจริง.......จับเวลา

“เฮ้ย!!” แคปร้องเรียกก็ยังไม่ทัน เพราะทันทีที่พูดจบ นิ้วเรียวยาวชี้ไปที่นาฬิกาดิจิตอลหน้าคอนโซน

“สัสเอ๊ย” แคปกัดปากพึมพำทันที เอสเคาะนิ้วมือลงไปที่แผงหน้าจอ มันกดปุ่มเพียงแค่ครั้งเดียวสามารถปรับเปลี่ยนไปเป็นตัวเลขที่นับถอยหลังลงเรื่อย ๆ อย่างไร้ความปราณี ทุกๆอย่างเงียบสนิทไม่มีเสียงอะไรเล็ดลอดออกมาอีก เขาสองคนจ้องหน้ากันวัดใจ พร้อมกับตัวเลขสีเขียวบนจอนั่นที่ค่อย ๆ ถอยหลังลงอย่างโหดร้ายที่สุด


.


.


53  “กูไม่มีทางทำเรื่องไร้สาระอะไรแบบนั้นหรอกไอ้เหี้ย!


.


.


43  “ปัญญาอ่อน กะอิแค่นาฬิกาที่นับถอยหลัง กูกลัวตายห่าล่ะ!


.


.


33  “สามสิบสามเรอะ  เห่อะ แน่จริงมึงนับขึ้นมาสิวะ นับถอยหลังลงไปทำเห้ไร ไอ้ตัวเลขบ้า!


.


.


23  “มึงคอยดูนะ ถ้าวันนี้กูหลุดออกไปได้ กูจะทุบไอ้นาฬิกาบ้าๆนี่ให้เป็นเศษเหล็กบุโรทั่งเลย มึงคอยดู๊ว~


.


.


13  “กู-ไม่-มี-ทาง-ทำ  บ้าฉิบ!  


.


.


เอสนั่งกอดอกอมยิ้ม ชำเลืองมองคนที่นั่งจ้องไอ้ตัวเลขดิจิตอลบนหน้าปัดสลับกันกับหน้าเขาแล้วสบถด่าแล้วด่าอีก พอตัวเลขวิ่งมาจอดที่เลขสิบเอ็ดเขาขยับตัวหยิบอุปกรณ์ของเขาขึ้นมาใหม่อีกครั้ง บรรดาโทรศัพท์เอย ที่ชาร์ตเอย  กระเป๋าสตางค์ บุหรี่  ไฟแชค  ใบหน้าเรียบเฉยลอบชำเลืองคนที่นั่งขบเขี้ยวเคี้ยวฟันอีกครั้ง  เอสถึงกับส่ายหัวเพราะคิดว่าคงจะต้องดับเครื่องยนต์ลงเมื่อตัวเลขวิ่งไปถึงเลขศูนย์



แต่ทว่า...


5


4


3


2


1


“ไอ้เหี้ย! สันดานนักนะมึง หลับตาเร็วเข้าสิ..” แคปตะคอกเสียงดังลั่น แต่รวดเร็วยิ่งกว่านั้นมือเล็กกระชากผมนิ่มของเอสลงมาแรงมากพร้อม ๆ กับที่ริมฝีปากสวยกดจูบลงไปที่มุมปากหยักชนิดที่ว่าหลับหูหลับตาจูบ ส่วนความเร็วไม่ต้องพูดถึงมันเร็วมากเสียจนคนโดนจูบเก็บรายละเอียดยังไม่ทัน รู้ตัวอีกทีคือโดนฝ่ามือเล็กฟาดแล้วผลักเข้าให้ชนิดที่ว่าตัวเขากระเด็นไปถึงกระจก

“....!!!!....”

“ไอ้สัส! กูเกลียดมึงที่สุดรีบ ๆ ไปเลยไป จะไปตายห่าที่ไหนก็ไป เชี่ย!!” ด่ากราดไว้แบบนั้นก่อนกระชากประตูเปิดออกแล้วก้าวลงจากรถปิดประตูโครมใหญ่ ๆ ใส่คนด้านในที่นั่งนิ่งเป็นรูปปั้น

“โหหหห นี่คือจูบจากเมียกู?? โหดร้ายเป็นบ้า..” เอสพึมพำแล้วส่ายหัว ตั้งแต่เกิดมานี่คือครั้งแรกที่โดนจูบในลักษณะรันทดได้ขนาดนี้ เขายกมือขึ้นลูบรอยจูบเล็กๆที่มุมปากก่อนผุดรอยร้ายยิ้มออกมาจนได้

“หึ ก็ถ้าไม่หลอกล่อมึงถึงขนาดนี้ หน้าอย่างมึงจะยอมจูบกูก่อนไหมล่ะ หื้มแคป?”  รถยุโรปสีขาวคันสวยเลี้ยวซ้ายออกจากคอนโดทิ้งตัวสู่ถนนสายใหญ่อย่างงดงาม ด้วยว่าจิตใจของคนขับพองโตยิ่งนัก 









Tbc.