Saturday, February 20, 2016

กวน T-E-E-N รัก (ภาคพันธนาการหัวใจ) # 34(จบ)




[บทที่ 34]




“ทำไมสตรอว์เบอรี่ถึงปลูกขึ้นที่ระยองด้วยวะ?”

แคปกลอกตาอย่างเหนื่อยหน่ายหัวใจ อืม มันช่างเป็นคำถามที่มาไม่ถูกเวล่ำเวลาถึงที่สุด ณ ตอนนี้ ปาเจโร่สปอร์ตโฟวิลสีดำคันเงาของอาฟี่บรรจุไว้ด้วยเจ้าของรถซึ่งทำหน้าที่เป็นคนขับ  เฮียโก้นั่งข้าง ๆ ขณะที่ด้านหลังสามหนุ่มไล่จากลาเต้เบาะหลังคนขับ มาที่คนกลางอย่างแคปและสุดท้ายคนที่นั่งริมสุดคือเอสเธอร์ มีตัวแถมอย่างเจ้าอาร์คนตัวเล็กโดนไล่ให้ปีนเข้าไปนั่งเบาะท้ายรถโน่น มันน่ะสบายสุดนะเพราะตัวเล็กนิดเดียวแต่จับจองสองเบาะยืดขานั่งสบายใจ

แน่นอนว่าคุณฟังไม่ผิดหรอกรถของอาฟี่กับรถของเอสนั้น กระทั่งรถก็ยังใช้ยี่ห้อเดียวกัน สี รุ่น เบาะ เพราะงั้นไม่ต้องสงสัยว่านิสัย แนวคิดหรืออะไรๆหลายๆอย่างระหว่างสองคนนั้นเหมือนกันโดยที่แคปรู้สึกมาตั้งแต่เมื่อห้าปีก่อนโน่นแหละ

คนถูกถามขยับตัวยุกยิก อันที่จริงแคปยุกยิกและวิตกกังวลมาตั้งแต่ขึ้นมานั่งหน้าเจื่อนอยู่บนรถนี่แล้ว ย้อนกลับไปเมื่อราวหนึ่งชั่วโมงก่อนหน้าที่ทั้งหมดทั้งมวลจะมารวมตัวกันอยู่บนรถยนต์คันใหญ่ มันเกิดเรื่องบางอย่างอยู่บนห้องของเฮียเต้และอาฟี่ผู้ที่มายืนอยู่ในเหตุการณ์ด้วยตั้งแต่ตอนไหนไม่มีใครทราบ มีคำสั่งประกาศิตให้งดอาหารเย็นมื้อนั้นของที่ไร่ สถานการณ์ตึงเครียดสุดๆ ทุกคนเครียดจัดกันมาก อาฟี่หายเข้าไปในห้อง ขณะที่เฮียโก้เดินเข้าไปคุยด้วยถึงสองรอบก่อนออกมาบอกว่าให้เด็กๆไปเปลี่ยนเสื้อผ้าจะพาออกไปทานข้าว ขนาดเจ้าอาร์ยังถูกตามตัวให้มารวมที่บ้านใหญ่  ราว ๆ เกือบครึ่งชั่วโมงหลังจากนั้นอาฟี่เดินหน้าถมึงทึงออกมาจากห้องนอนในชุดที่ถือว่าพร้อมมากๆสำหรับการเที่ยวกลางคืน

และนั่นคือก่อนหน้าที่ทุกคนจะขึ้นมานั่งรวมกันบนรถยนต์คันใหญ่นี้ แคปหันไปมองหน้าคนที่ถามคำถามแปลกๆออกมาโดยที่มันไม่รู้จักดูสถานการณ์ห่าอะไรบ้างเลย

“มันใช่เวลามาถามไหมล่ะวะห๊ะ” แคปดุใส่เสียงเบา เอสยังคงทำหน้าตาเฉยๆได้อยู่

“กูก็แค่อยากรู้ ปกติสตรอว์เบอรี่เป็นผลไม้เมืองหนาว เขาปลูกกันที่เชียงใหม่เชียงรายไม่ใช่หรือ ทำไมที่ระยองถึงสามารถปลูกติดได้ล่ะ”

คนถูกถามหลุบตาลง พยายามเหลือเกินที่จะปรับระดับควบคุมลมหายใจ คือจริงๆถ้าเป็นเวลาปกติเขาก็ยินดีจะตอบให้มันฟังได้อยู่หรอก คำถามพื้น ๆ คำตอบง่าย ๆ ที่อธิบายนิดๆหน่อยๆก็พอจะขยายบทสนทนาออกไปได้แล้ว

หากแต่  มันทำไมต้องมาถามเอาตอนนี้!

ตอนที่รถทั้งรถเงียบกริบไม่มีกระทั่งเสียงเพลง

ทุกคนในรถต่างก็นั่งหน้าเครียด ตึงเปรี๊ยะ

แล้วไอ้คนต้นเหตุดันถามขึ้นมาแบบไม่รู้เล๊ยว่าครอบครัวเขาทั้งหมดกำลังเครียดๆกันอยู่

เชื่อไหม...ในรถมันเงียบมากๆๆมากจริงๆนะ แม้กระทั่งเสียงถอนหายใจเบาๆยังสามารถได้ยินไปถึงเบาะหน้าโน่นแหละ

เพราะอย่างนั้นแคปจึงคิดว่า ในสถานการณ์คุกรุ่นแบบนี้ทุกคนเองก็ควรจะเงียบเข้าไว้น่าจะดีที่สุด เพราะว่าคนที่คาดเดาใจไม่ได้ที่สุดในบ้านก็คือคุณอาคนนี้ของเขา

ภายใต้บุคลิกเท่ๆที่ถูกฉาบเอาไว้บนใบหน้าหล่อเหลานั่น

เขาไม่เคยรู้เลยจริงๆว่าอาฟี่กำลังคิดอะไรอยู่

และแน่นอนว่าเรื่องหนักๆของวันนี้มันจะไม่ถูกคุณอาของเขาปล่อยผ่านเลยไปแน่ ๆ

ภายใต้ความสงบเงียบ...

แคปกลัวเหลือเกินว่าจะมีพายุบางอย่างโถมเข้ามาแบบไม่ปล่อยให้เขาได้ตั้งตัว

ได้แต่นั่งภาวนาอยู่อย่างนั้น

เสียก็แต่ไอ้ตัวข้าง ๆ ดันทำหน้าทำตาแสนธรรมดา เหมือนกับว่ามันไม่ได้รู้เลยว่าหลังจากนี้ต่อไปจะมีอะไรเกิดขึ้นและรออยู่

“นั่งไปเงียบๆ” แคปขยับปากแบบไร้เสียงแล้วใช้สายตาดุใส่อีกครั้ง เอสยักไหล่ทำไม่รู้ไม่ชี้ อีกฝั่งมีเสียงหัวเราะหึหึในลำคอจากพี่ชายอย่างเต้ดังขึ้นมาเบาๆ แคปจึงถองศอกใส่แล้วหันไปตวัดสายตามอง เต้เองก็ยักไหล่เหมือนกันไม่มีผิดเพี้ยน ซ้ำยังขยับปากบอกว่าเขาไม่ได้พูดอะไรเลย แคปนี่หน้าเขียวอื๋อความดันขึ้นสุดๆ โก้จึงหันมามองดูเด็กๆ ก่อนแคปจะแอบชำเลืองมองอาฟี่

แค่เห็นเสี้ยวหนึ่งของใบหน้ายังขนลุกอ่ะ

คือหน้าตาเฮียนิ่งมาก โคตรน่ากลัวเลย

“มึงกับไอ้เอสเสร็จแน่” เต้ขยับเข้ามากระซิบใส่น้องชาย แคปสะดุ้งโหยงคนยิ่งตกใจอยู่ เต้เห็นแบบนั้นยิ่งขำ หากแต่เขาเหลือบมองเจ้าน้องรหัสที่มันยังคงนั่งชิล ทอดสายตาออกไปนอกหน้าต่าง

“เฮียเต้ต้องช่วยผมสิ” แคปว่าเสียงเบามาก เต้เบะปากใส่ทันที “เรื่องอะไรกูจะช่วย”

“แล้วเราจะไปไหนกันวะเฮีย” แคปสังเกตว่ารถออกมาจากตัวเมืองระยองตรงเข้าพัทยา เต้เองก็มองสองฝั่งทาง

“เออว่ะ ไม่รู้เหมือนกัน”

“อาฟี่จะพาผมกับไอ้เอสไปฆ่าป่ะเนี่ย หมกป่าข้างทางเหรอ หรือว่าโยนศพทิ้งทะเล หรือว่ายังไงต้องหั่นก่อนไหมล่ะ”

“บ้าแล้วมึง ไปกันใหญ่แล้ว” พี่ชายว่าพลางถลึงตาใส่ แคปชกหมัดเข้าที่ต้นแขนใหญ่สองสามทีก่อนซุกหน้าลงไป

“ก็คนกลุ้มใจแบบฉิบหายเลยเหอะ”

“น่า..” เต้ลูบหัวน้องเบา ๆ “เอาเป็นว่าถ้าพวกมึงสองคนถูกเก็บจริง ๆ กูจะทำบุญไปให้ก็แล้วกัน”

“ไอ้พี่บ้า” แคปแยกเขี้ยวใส่

“นี่กูไม่อยากได้ยินคาปูสุดน่ารักของกูมาด่าหรอกนะ”

“เรียกผมว่าแคปสิ”

หึหึ เต้ยกยิ้มออกมาในตอนที่โทรศัพท์มือถือของอาร์ดังขึ้น คนที่นั่งสบายอยู่เบาะหลังสุดเอาขึ้นมากดรับสาย สักพักเรียกเฮียโก้ถามขึ้นมาอย่างไม่กลัวฟ้าไม่กลัวดิน

“เฮียโก้ครับ ไอ้ปอมันโทรมา ตอนนี้บอกรออยู่ที่หน้าไร่”

โก้หันมาบอกให้เอามือถือส่งมานี่เดี๋ยวจะคุยเอง แคปจึงหลบฉากให้อาร์ส่งของไปให้คุณพ่อของเขา เฮียโก้คุยได้เบามากที่สุด ก่อนหันไปถามบางอย่างกับอาฟี่ สุดท้ายพอกดวางสายลงเขาจึงส่งมือถือกลับคืนมาให้อาร์

“เดี๋ยวเจ้าปอจะตามมาสมทบกับพวกเราด้วย” โก้หันไปบอกบรรดาหนุ่มๆด้านหลัง แคปจับแขนคุณพอเขาไว้

“แล้วเฮียโก้บอกให้มันตามมาหรือเปล่าครับ”

“ตามมาสิ เดี๋ยวก็ถึงแล้ว”

โก้พยักหน้าเบาๆ รถแล่นเข้าในตัวเมืองแล้วรถติดยาวมากกว่าจะได้เลี้ยวนี่ขนาดเลี้ยวซ้ายนะ  สักพักยูเทิร์นกลับขึ้นมาก่อนถึงวงเวียนปลาโลมาเล็กน้อย แล้วค่อยเลี้ยวเข้าไปจอดที่ลานจอดรถของร้านอาหารกึ่งผับชื่อดังที่ใหญ่ที่สุดในตัวเมืองพัทยาเหนือ

โซนกลางแจ้งคือโต๊ะที่ถูกจับจองเอาไว้ อาฟี่คล้ายกับคนที่ชำนาญในพื้นที่เป็นอย่างมาก มีพนักงานที่แต่งตัวดีมากประหนึ่งท่านผู้จัดการวิ่งเข้ามาต้อนรับพร้อมกับพี่สาวหน้าตาดีดูภูมิฐานสวยยิ่งกว่านางพญาอีกหนึ่งคน ไม่รู้อาฟี่คุยอะไรกับทางนั้นบ้างแต่คนฟังพยักหน้ารับอย่างสุภาพแล้วพาเดินไปที่โต๊ะ

นั่งท่องเที่ยวค่อนข้างเยอะแต่ไม่ถึงกับแน่นขนัดอาจจะเป็นเพราะยังไม่ดึกมากวงดนตรีสดโฟล์กซองกำลังแสดงเพลงจังหวะเบา อาฟี่ชะลอการเดินนิดหน่อยเพื่อรอเฮียโก้ ขณะที่แคปเดินอยู่ข้างเอสและเฮียเต้เดินคู่กันกับเจ้าอาร์

“เฮียเต้เคยมาที่นี่ป่ะ” แคปถอยลงมาถามพี่ชาย เต้ส่ายหน้าบอกไม่ คนถามจึงก้าวขึ้นไปเดินข้างเอสเหมือนเดิม

“แล้วมึงล่ะ เคยมาที่นี่ป่ะวะ” ถามไปพลางก็มองบรรยากาศรอบๆไปพลาง จะบอกว่าที่นี่สวยมากจริง ๆ ดูเป็นสถานที่แฮงค์เอาท์ที่ดีมากเท่าที่แคปเคยเห็นๆมาเลยทีเดียว ไม่รู้ว่าอาฟี่เคยมาที่นี่บ่อยแค่ไหน แต่ที่แน่ ๆคงต้องบ่อยมากเพราะว่าพนักงานดูท่าจะรู้จักคุณอาเขาเยอะเลย ส่งสายตามองมาตลอด

“เคยครั้งเดียว” เอสตอบ

“มากับใครวะ”

“ผู้หญิง”

คำตอบง่ายๆแต่ทำเอาคนถามที่คิ้วขมวดเป็นปมอยู่แล้วมุ่นยิ่งขึ้นไปอีก

“กูเกลียดมึงว่ะ!”แคปแขวะใส่เบาๆเอสก็แค่ขำ

ในตอนนั้นพวกเขาทั้งหมดถึงโต๊ะประจำที่กันเรียบร้อย อาฟี่ เฮียโก้และเฮียเต้ นั่งเรียงกัน ฝั่งตรงข้ามเอสกับแคปและอาร์

“เดี๋ยวทานข้าวกันเสร็จเข้าไปสนุกกันด้านในนะครับ ผมจะจองโต๊ะที่ดีที่สุดเอาไว้ให้” คนพูดน่าจะเป็นผู้จัดการร้านที่เดินเข้ามาต้อนรับ พี่สาวคนสวยกวักมือเรียกอีกสองสาวสวยเข้ามารับออเดอร์เครื่องดื่ม และที่เดินมาด้วยกันคือน้องพนักงานที่จะมารับออเดอร์อาหาร

หลังจากเฮียโก้ออเดอร์ทุกอย่างไปจนสร็จ สาวสวยสองคนที่สวมใส่ชุดรัดรูปสั้นกุดสุดแสนแสนเซ็กซี่เดินเข้ามายืนประจำที่หัวโต๊ะกับท้ายโต๊ะ เธอยิ้มหวานหว่านให้พวกเราทุกๆคน โดยเฉพาะอาฟี่โดนเข้าไปแบบเต็มเม็ดเต็มหน่วยจนต้องมองหาบุหรี่ขึ้นมาจุด

เสน่ห์แบบผู้ใหญ่น่ากลัวเป็นบ้า  แคปแอบเห็นคนข้างตัวอย่างเอสและคนที่นั่งตรงข้ามอย่างเฮียเต้เองก็จุดบุหรี่ขึ้นมาเช่นกัน

“เดี๋ยวเจ้าปอมาให้นั่งหัวโต๊ะเลยนะ มาช้าเป็นเจ้ามือไปก็แล้วกัน” เฮียโก้พูดขึ้นมายิ้มๆ รับแก้วเหล้ามาแล้วยกขึ้นจิบพอเป็นพิธี อาฟี่ยังนั่งทำหน้านิ่งๆเหมือนเดิม ดื่มไปเรื่อยๆโดยไม่พูดไม่จาอะไรเลย แคปแอบเหล่สาวชงเหล้าที่ตั้งอกตั้งใจวางแก้วลงให้เอสแบบเชื้อเชิญ เปิดเผย

“อ่อนไปไหมคะ เดี๋ยวแก้ตัวให้ใหม่”

“เข้มมากเลยครับเดี๋ยวผมจัดการเองดีกว่า”

อย่า...อย่าเข้าใจผิดว่าเป็นเสียงเจ้าแคป เพราะนี่คือเสียงของอาร์ที่โพล่งขึ้นมาพร้อมกับมือไวๆของมันคว้าหมับเข้าที่แก้วแล้วยกขึ้นมาดื่มแทน

“เดี๋ยวพวกผมจัดการเองครับคนสวย ขอบคุณมากน๊า ถ้ามีอะไรเดี๋ยวจะเรียกครับ”

นี่คือคำพูดจากเจ้าเตี้ยผู้จัดการของไร่ซึ่งแคปนั่งอมยิ้มพออกพอใจ ยักคิ้วกวนๆใส่อาร์เป็นการบอกว่าขอบใจมันกลายๆ สาวสองคนเดินออกไปจากโต๊ะเรียบร้อย

เพื่อนประเสริฐ

เพื่อนดี

อภิชาตเพื่อน

ไม่รู้มันไปรับคำสั่งไอ้ปอมาหรือได้สินบนจากไอ้ตัวโตคนข้างๆเขานี่กันแน่

หลังจากอาหารทยอยออกมาวาง หนุ่มๆเริ่มลงมือทานกันไปแล้วโก้สั่งอีกชุดมาไว้ให้ปอ ไม่นานหลังจากนั้นเลขาหน้าโหดของท่านประธานใหญ่ที่นั่งดื่มอยู่ข้างแคปก็มาถึง ปอยกมือไหว้อาฟี่ เฮียโก้และเฮียเต้ก่อนพนักงานจะเอาเก้าอี้เสริมมาให้เขานั่งอยู่ที่ท้ายโต๊ะระหว่างอาร์กับเอสเจ้านายของเขา

“ประชุมเป็นไงมั่ง” เอสถามออกมาในตอนที่เขายกแก้วขึ้นดื่ม ปอกำลังลงมือทานข้าว

“เรียบร้อยครับนายไม่ต้องเป็นห่วง”

เอสพยักหน้าเบา ๆ หลังจากนั้นเขามองดูแคปที่กำลังก้มหน้าก้มตากิน เฮียเต้มองไปที่เวทีเหมือนกับเฮียโก้ จังหวะที่เอสมองไปที่หัวโต๊ะเจอกับสายตาคมกริบของอาฟี่ที่กำลังใช้มือข้างที่คีบมวนบุหรี่ยกแก้วเหล้าขึ้นมาดื่ม สองคนจ้องกันอยู่ไม่มีใครยอมถอย

ฟี่ยังคงใช้สายตามองเอสด้วยแววตาที่อีกฝ่ายไม่มีทางอ่านได้ออกแน่นอน

ถ้าหากเป็นคนอื่นคงจะกลัวจนหัวหดไปแล้ว

แต่โทษที นั่นไม่ใช่กับเอสแน่นอน

โทรศัพท์ของฟี่สั่นขึ้น เขาวางแก้วลงก่อนลุกขึ้นเดินออกไปคุย พอแคปเห็นคุณอาเดินออกไปเขาถึงกับถอนหายใจเฮือกใหญ่ เอสยกมือขึ้นมาลูบหัวเล็ก โก้มองเห็นทุกๆการกระทำเหล่านั้นก็อดที่จะแอบอมยิ้มออกมาไม่ได้

เรื่องน้องชายของเขา เขาไม่รู้หรอกว่าฟี่รู้เรื่องแคปกับเอสมากน้อยแค่ไหนแต่ถ้าหากถามเรื่องก่อนหน้านั้นเมื่อห้าปีที่แล้ว ฟี่ไม่เคยพูดถึงเรื่องวันนั้นเลย แคปไม่เคยโดนต่อว่าทั้งต่อหน้าและลับหลัง เอสไม่เคยถูกพูดถึงหากแต่ฟี่ลงมือทำมันเลยต่างหาก และนั่นคือสิ่งที่น่ากลัว เพราะว่าน้องชายของเขาซื้อที่ดิน ซื้อไร่ สร้างบ้านแล้วพาทุกคนย้ายออกมาอยู่ที่ระยองโดยที่ไม่มีใครรู้เลยว่าหัวจิตหัวใจรวมถึงความคิดของคอฟฟี่นั้นเป็นไปในทิศทางใดแบบไหนกันแน่

คนที่คาดเดาไม่ได้

ถึงเป็นตัวเขาที่ถามออกมา คำตอบที่ได้ก็คงจะเป็นรอยยิ้มบางๆที่ถูกจุดขึ้นมาเพื่อให้เขาสบายใจขึ้นเท่านั้น

“เด็กสองคนมันรักกัน มึงจะทำอะไรให้นึกถึงจิตใจลูกเราด้วย ห้าปีนั่นนานพอแล้วฟี่”

ก่อนออกมาเขาเข้าไปคุยกับน้องชายเพียงเท่านั้น ฟี่ไม่ได้ตอบอะไรหากแต่บอกกับเขาว่าให้ไปเตรียมตัวและบอกเด็กๆว่าพวกเราจะออกไปทานข้าวข้างนอกกัน

ในตอนนั้นฟี่กำลังโทรศัพท์

“เติมอีกไหม” โก้หันมาถามในตอนที่ฟี่เดินกลับมานั่งลง คนถูกถามพยักหน้ารับก่อนที่ผู้จัดการร้านจะเดินเข้ามาและเชิญพวกเขาทั้งหมดเข้าไปนั่งกันในโซนสนุกสนานด้านใน

“โต๊ะพร้อมอยู่แล้วครับ”

“ขอบใจมากเดี๋ยวผมตามเข้าไป”

เมื่อผู้ชายคนนั้นเขาล่าถอยออกไปโก้จึงหันมองน้องชาย

“มึงจะเข้าไป?”

“อืม พาเด็กๆเข้าไปเที่ยว”

“มึงโอเคแล้วใช่ไหมเรื่องนั้น” โก้มองไปทางเอสกับแคป สายตาที่เต็มไปด้วยคำถามสำหรับน้องชาย หากแต่ฟี่ส่ายหน้าไม่ยอมตอบ เขาทำท่าจะลุกขึ้นโก้ดึงไว้แล้วถามซ้ำอีกครั้ง คราวนี้แฝดน้องหันมาตอบชัดเจนทุกถ้อยคำ

“เดี๋ยวจบคืนนี้มึงจะรู้คำตอบเอง”

หลังจากนั้นทั้งหมดก็เดินตามพ่อทหารใหญ่เข้าไปด้านใน แคปนี่ตาลุกวาวไม่ต่างกับเจ้าอาร์ และเพราะมัวแต่มองนั่นมองนี่ เอสกับปอเดินอยู่ด้วยกันด้านหลังถึงกับต้องดึงคอเสื้อให้เดินตามเฮียโก้กับอาฟี่ให้ทัน

คนเยอะมากกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก

ทุกเพศ

ทุกสปีชี่

ทุกระดับ

ทุกวัย

มีให้เห็นในโซนนี้

กลิ่นน้ำหอม

กลิ่นเหล้า

กลิ่นบุหรี่

ตีกันให้มั่ว

มันคือสถานที่อโคจรที่สมบูรณ์แบบ ชัดเจน!

“เดี๋ยวเครื่องดื่มจะตามมานะครับเชิญโต๊ะนี้เลย”

อันที่จริงเสียงเพลงค่อนข้างดัง คำพูดไม่ค่อยจะได้ยินกันสักเท่าไหร่  ชั่วโมงนี้น่าจะเป็นเพลงเร็ว ที่ฟลอร์ด้านล่างคนเยอะยิ่งกว่าหนอน ไม่สิ มันต้องเรียกว่ากองทัพกระทิง กองทัพม้าศึกอะไรแบบนั้น คือเสียงฝีเท้าเป็นร้อยๆพันๆคู่ย่ำแข่งกันอยู่บนพื้นฟลอร์แล้วปล่อยตัวเต้นไปตามจังหวะเพลง สาวๆและเด็กหนุ่มรูปร่างอรชรบางคนขึ้นไปยืนอยู่บนกระเช้าที่มีอยู่ประปราย เธอโยกตัวนุ่งน้อยห่มน้อยอยู่บนนั้นแข่งกันกับกระเช้าอื่นๆ ด้านข้างเป็นบาร์เหล้ายาวเหยียด เวทีเต็มไปด้วยแสงสีจนแสบตา ดีเจสาวสวยและหนุ่มโจ๋วัยมันส์กำลังขัดๆถูๆแผ่นแล้วโยกสะโพกเคียงคู่กันไป

“นี่” แคปสะกิดเรียกคนข้าง ๆ เอสเอนตัวเข้ามา

“มึงบอกว่าเคยมาที่นี่แล้วครั้งนึงจริงดิ”

คนถูกถามพยักหน้า

“มากับใคร”

“ห๊ะ?” เอสรับแก้วเหล้ามาจากปอที่รับหน้าที่เป็นคนชงเหล้าให้กับทุกคนแทนสาวๆที่เข้าไม่ถึงหนุ่มๆโต๊ะนี้ได้สักที เอสรับมาแล้วขยับเข้ามาฟังคำถามแคปให้ชัดๆ

“กูถามว่ามึงมากับใคร”

“มากับผู้หญิง” เขาก็ยังตอบแบบเดิม แคปแคะหูรอบสองเอสก็ยังขยับปากบอกอีกรอบว่า “มา-กับ-ผู้-หญิง”

“ผู้หญิงที่ไหนไอ้สัส!” แคปสวนขึ้นตาเหลือก ในใจคิดไว้สองคนคือคุณมินตรานางแบบสาวสวยกับน้องโบว์คนน่ารักน้องสาวเจ้าแบงค์

“จำชื่อไม่ได้แล้ว”

เอสตอบนิ่งๆเหมือนกับไม่ใส่ใจอะไรมาก เขายกมือขึ้นยีหัวแคปแล้วจับถั่วลิสงยัดใส่ปากเล็กไปหนึ่งเม็ดโดนศอกกระทุ้งกลับมาอย่างแรง เอสทำหน้าเบ้แคปรู้สึกสมน้ำหน้า

หลังจากนั้นทุกคนนั่งฟังเพลงและลุกขึ้นโยกบ้างนิดๆหน่อยๆไปด้วยกัน อาฟี่นั่งดื่มเงียบๆไม่ต่างกับเอส เวลาที่อยู่ในที่เที่ยวแบบนี้เอสจะไม่ค่อยพูดเขาแค่นั่งดื่มไปเรื่อยๆปล่อยให้แคปอาร์และปอรวมถึงเฮียเต้ยืนดิ้นไปเบาๆด้วยกัน ขณะที่โก้เองก็นั่งดื่มอยู่ข้างฟี่

นามบัตรถูกส่งเข้ามาพร้อมแก้วเหล้าเป็นสิบๆแก้วจนรับไว้แทบไม่ทัน เหล้าฟรีเต็มโต๊ะแต่ไม่มีใครกล้าดื่ม หนักสุดส่งมาเป็นขวดขนาดฝ่ามือที่ใช้สำหรับนับแต้มสะสม ยี่สิบสองขวดเรียงกันจนแคปกับอาร์มองแล้วน้ำลายหก

“มึงแดกสิวะไอ้หมาปอ หยิบมาเปิดเร็วเข้าเหล้าดีแบบนั้นปล่อยไว้เฉยๆเสียดายตายห่า”

“เดี๋ยวก่อน ขวดนั้นส่งให้ใครวะตะกี้”

อาร์ทำท่านึก ก่อนไล่ชี้เป็นขวดๆๆๆๆเริ่มจากของอาฟี่หกขวด เฮียเต้สี่ขวด เอสสี่ขวดเช่นกัน เฮียโก้ไม่น้อยหน้าได้มาสามขวด เจ้าปอสองขวดเท่ากันกับแคปขณะที่ตัวเขานั้นได้มาแค่ขวดเดียวแถมยังเป็นเหล้าที่ดีกรีอ่อนกว่าของทุกคน

น่าน้อยใจเหี้ยๆ

ปอกับแคปยกมือขึ้นมายีหัวเล็กแล้วนั่งหัวเราะใส่อาร์จึงถลึงตาใส่เพื่อนสองคนไปอีกรอบ พวกเขาทั้งหมดนั่งดื่มกันไปเรื่อยๆจู่ๆโก้ที่ชี้นิ้วนับขวดเหมือนกันกับเจ้าอาร์ไม่มีผิดขมวดคิ้วหน้าบึ้งขึ้นมา

ฟี่จับสังเกตได้ไวกว่าใครเพื่อน

“เป็นอะไร” เขาถาม

“ทำไมกูได้แค่สามขวด แต่มึงได้หกขวดล่ะวะ”

ฟี่งงกับคำถามไปชั่วขณะ กำลังจะอ้าปากตอบหากแต่โก้ถอดแว่นสายตาของเขาออกแล้วยกมือขึ้นเสยผมก่อนปลดกระดุมเสื้อลงสามเม็ดจากนั้นลุกขึ้นแล้วดึงอาร์กับแคปที่นั่งติดๆกันให้ลุกขึ้นโยกไปด้วยกัน

“โหหหหหห เฮียโก้โคตรเท่เลย”

โก้ยักคิ้วส่งให้ ไม่อยากจะพูดว่าเขาน่ะถ้าไม่ใส่แว่นหล่อกว่าฟี่อีกเยอะปัดโถ่ววววว ไม่เชื่อดูสายตาสาวๆโต๊ะข้าง ๆ ซ้ำยังด้านล่างนั่นอีกที่มองขึ้นมาสิ หึ ฟี่ก็ฟี่ เอสก็เอสเถอะวะเจอโก้โหมดนี้เข้าไปเหล้าอีกสี่ขวดถูกส่งเข้ามาแบบทันอกทันใจ นามบัตรร่วงกรูโดยที่ไม่มีใครสนใจจะเก็บ ผู้หญิงเซ็กซี่กลุ่มนึงถึงขนาดเดินเข้ามาขอชนแก้วแล้วชวนลงไปเต้น

ในตอนนั้นฟี่กระชากแขนโก้ที่กำลังจะก้าวออกไปให้นั่งลงก่อนยัดแว่นใส่หน้าพี่ชายคืน

“ติดกระดุมให้เรียบร้อย กูไปเอง” เขาพูดไว้แค่นั้นก่อนใช้ตัวเองออกไปรับหน้าสาวสวยกลุ่มนั้นแทน แคปกับเต้มองหน้ากันแบบไม่อยากจะเชื่อ เพราะว่าอาฟี่นั้นไม่ชอบผู้หญิงที่เข้ามาลักษณะนี้มากๆ ไม่เคยตอบรับคำเชื้อเชิญของพวกเธอเลยสักครั้ง ก็ถ้าไม่ใช่เฮียโก้ที่เป็นคนเรียกเข้ามา อาฟี่คงไม่ใช้ตัวเองออกไปเคลียร์ให้แบบนั้นแน่ ๆ

“มึงว่าอาฟี่จะกลับมาที่โต๊ะได้ป่ะวะ” เต้ยื่นหน้าเข้ามาพูดกับน้องชาย เจ้าอาร์เองก็อยากฟังด้วย ยื่นหน้าเข้าไปฟัง

“อย่ามัวแต่ห่วงคนอื่น เฮียเต้ดูนั่น สาวๆกลุ่มนั้นเหมือนมองมาทางเฮียเลย” แคปกวาดสายตาเพ่งสุดฤทธิ์ หากแต่อาร์เขย่าไหล่เขาก่อน

“มันจะใช่เหรอวะไอ้แคป กูว่ามึงห่วงไอ้กลุ่มข้างหลังพวกเราก่อนเถอะ คุณชายเอสของมึงกำลังโดนจีบไม่ใช่เหรอนั่น”

หา?

แคปหันขวับไปเจอในตอนที่สาวสวยในชุดรัดรูปเกาะอกสีดำยื่นนามบัตรส่งให้เอสสามใบแบบพอดิบพอดี นมใหญ่ตัวเล็กขาเรียวผมยาวขาวสวยเข้าทางมันเลยนี่หว่า แคปใช้เวลาสแกนเธอไม่ถึงสองวินาทีด้วยซ้ำ

ยังดีนะที่เอสมันยังไม่ได้ยื่นมือออกไปรับ แม้จะเป็นตามมารยาทแต่ใครล่ะจะไปคิดถึงจุดนั้น แคปครางฮึ่มขึ้นมาจังหวะที่เอสกำลังแสยะรอยยิ้มเขารีบผลักหัวเล็กก่อนคว้าเอาคอมาล็อคไว้ไม่สนใจคนข้างหลัง สุดท้ายคนที่รับไว้แทนก็เป็นไอ้ปอเลขาที่ดีเยี่ยมที่สุดในสายตาของแคป เขาเตะขามันแล้วยักคิ้วให้ “ขอบใจมากไอ้เพื่อนยาก”

“กูล่ะเบื่อมึงจริงๆให้ตาย” ปอส่ายหัวเซ็งๆ ในตอนนั้นฟี่เดินกลับมาที่โต๊ะด้วยสภาพเสื้อแสงหลุดลุ่ย กระดุมเสื้อหลุดลงเกือบเห็นสะดือ และถ้าสายตาแคปมองไม่ผิดรอยลิปสติกที่แก้มกับที่หน้าอกเสื้อรวมถึงซอกคอมีเป็นสิบๆรอยเปื้อนเต็มไปหมด โก้มองเห็นสภาพแล้วทำหน้าผวาสุดขีด เขาแกล้งขยับๆหนี ฟี่รีบคว้าหมับเอาไว้ก่อนลากเอาเต้ให้มานั่งแทนที่อยู่หัวโต๊ะส่วนตัวเองขยับเข้าไปนั่งข้างๆแคป

“ไงล่ะมึง” โก้ส่งแก้วเครื่องดื่มให้ ฟี่คว้าเข้ามากระดกทีเดียวจบ กระแทกก้นแก้ววางอย่างดัง สายตากวาดมองที่กระดุมเสื้อพี่ชายซึ่งบัดนี้กลัดเสร็จเรียบร้อยทุกเม็ด

“ห้ามถอดแว่นอีกกูบอกไม่รู้ตั้งกี่ครั้งแล้ว”

“ก็แหมแค่มาเที่ยวกัน กูก็อยากหล่อมั่งไรมั่งนี่หว่า”  เห็นไหมว่ากูได้เหล้ามาเพิ่มอีกตั้งสี่ขวด

“แล้วยังไงล่ะ หล่อแล้วมันเป็นไง มันยุ่งยากใช่ไหม”

“เอาน่าอย่าอามรณ์เสียดิวะ ก็แค่กูหล่อมากกว่ามึงเวลาที่ถอดแว่นออกเท่านั้นเอง ยอมๆกูเถอะน่า ยอมให้กูแค่คนเดียวเอง นะครับฟี่นะ”

แค่นั้นแหละ

พอโดนโก้อ้อนเข้าหน่อยเขาก็ใจอ่อนยวบอย่างช่วยไม่ได้ เวลาเดินผ่านไปเรื่อยๆยิ่งดึกคนยิ่งคึกคัก ยาวนานจนกระทั่งเริ่มเมากันแล้วเกือบทุกคน ชั่วโมงดึกๆแบบนี้วงดนตรีสดลงจากเวทีแล้วเรียบร้อยเปลี่ยนเป็นดีเจหนุ่มมาดเด็กแนวขึ้นมาเปิดเพลงเบา ๆ ทิ้งไว้แทน คู่รักนักเที่ยวหลายสิบคู่โชว์สโลว์กอดจูบควักล้วงกันอยู่กลางฟลอร์อย่างลืมอาย

แคป อาร์ และเอส ลุกขึ้นไปเข้าห้องน้ำพร้อมกัน กว่าจะฝ่าฟันและเดินกลับขึ้นมาได้เสียเวลา เสียเนื้อเสียตัวและเกือบจะเสียไอดีไลน์ไปเยอะมากๆ เอสนี่ตามหลังแคปตลอดขณะที่เจ้าอาร์เองก็มีแคปประกบกันด้านหลังไว้อีกที กลายเป็นสามคนเดินเรียงกันคล้ายพ่องู

พอเข้ามาถึงโต๊ะเจ้าอาร์บ่นอุบ ปอจึงดึงแขนให้นั่งลงแล้วจับแก้วเหล้ากรอกปากมันไป โก้สะกิดบอกฟี่ว่าให้พาเด็กๆออกไปนั่งฟังเพลงเบาๆกันต่อที่ด้านนอกน่าจะดี เพราะว่าข้างในเริ่มมั่วกันแบบสุดๆทั้งเหล้ายาผู้หญิง โก้ที่นั่งอยู่ข้างฟี่คอยหันมองเด็กๆอยู่ตลอด ฟี่จึงเรียกน้องพนักงานให้เข้ามาเปลี่ยนโต๊ะ ผู้จัดการคนเดิมเข้ามาเทคแคร์และเดินนำออกไปที่โซนกลางแจ้งรับน้ำค้างกันสักหน่อย โต๊ะเดิม บริกรนำอาหารเบาๆพร้อมกับผลไม้จานใหญ่รอบดึกเสิร์ฟลงอย่างรู้งาน ลมเย็นๆยามดึกสาดเข้ามาปะทะใบหน้า อากาศด้านนอกดึกดื่นแบบนี้หนาวได้ใจดีจริง ๆ

“หนาว?” เอสหันมาถาม แคปส่ายหน้าบอกไม่ แต่มือนี่เย็นเฉียบ ขนาดว่าแดกเหล้าเข้าไปหลายแก้วมาก จู่ๆฟี่ถอดแจ็คเก็ตที่ใส่อยู่ออกแล้วส่งให้โก้เพื่อส่งต่อไปให้แคปอีกทอดหนึ่ง

“ใส่” คำสั่งง่าย ๆ จากปากของเฮียโก้ แคปรับเสื้อคุณอาของเขามาถือไว้แบบงงๆ มองหน้าเอสแบบประมาณว่า มันก็ช่วยไม่ได้นี่หว่ามึงใส่เชิ้ตมาทำไมล่ะ กูหนาวเพราะงั้นขอใส่เสื้ออาฟี่กูก่อนเหอะ มึงไม่ต้องมาทำหน้างอนแบบนั้นเลย

แคปแอบมองไปทางคุณอาที่บัดนี้นั่งสวมแค่เสื้อกล้ามโชว์กล้ามเนื้อสวยงามแบบนักรบท้าทายความหนาวเย็น  รอยสักรูปเลขเก้าไทยที่บ่าหลังเป็นจุดสนใจดึงสายตาผู้คน เขาจำได้แม่นยำครั้งหนึ่งเคยถามคุณอาของเขาว่าทำไมถึงสักเป็นรูปเลขไทยตัวนี้ ถ้อยคำชัดเจนที่เปล่งออกมาจากปากของอาฟี่ก็คือ กูเป็นทหารของรัชกาลที่เก้า ทั้งชีวิตและวิญญาณ  แคปยังจำความรู้สึกนั้นได้ไม่มีวันลืม ขนลุกเกรียวไปหมด

“คิดอะไรอยู่” เอสดีดหน้าผากเล็กไปเบา ๆ ก่อนชี้บอกแคปว่าให้รีบสวมเสื้อเข้าไป ใส่แขนสั้นมาอยู่คนเดียวไม่รู้จักเตรียมตัว

อากาศหนาว ๆ ก็ปวดฉี่กันบ่อย คราวนี้เป็นทีเจ้าอาร์สะกิดชวนแคปลุกไปเข้าห้องน้ำ

“ไปด้วยกันหรือเปล่ามึงอ่ะ” แคปยืนขึ้นแล้วถามปอ รายนั้นส่ายหน้าบอกไม่ ปอมันกำลังนั่งชิลสบายอารมณ์อย่าริมาขัด

“เออเดี๋ยวพวกกูจะไปเหล่สาวสวยทางนั้นด้วยมึงไม่ไปจริงอ่ะ”

“ปากดีนัก”

เจ้าแคปจะหาเรื่องแหย่ปอ ที่ไหนได้โดนเอสชี้หน้าคาดโทษเอาไว้แทน เขาจึงรีบลากอาร์เดินออกมาแทบไม่ทัน คนด้านนอกเริ่มบางตาอาจเพราะดึกมาก เขาสองคนเดินทอดน่องมองดูต้นไม้ดอกไม้กันไป ที่จริงแล้วโซนเปิดโล่งแบบนี้มันน่านั่งกว่าโซนปิดแบบด้านในตั้งเยอะ!

“ยิ้มอะไรวะมึง ทำไมถึงทำท่าชิลกันฉิบหาย เรื่องอาฟี่ว่ายังไงไหนว่าซีเรียส ซีเรียสโคตรๆ กูว่าอาฟี่ปล่อยมึงแล้วเหอะ ไม่งั้นจะพาพวกเราทุกคนออกมาแฮงค์เอาท์กันแบบนี้หรือไง มึงสบายใจได้แล้วดิ”

แคปยักไหล่ขึ้นมานิดๆ อาฟี่เป็นคนดูยาก ยิ่งเรื่องที่คุณอาเขาไม่พูดออกมาจากปากอย่าคิดว่าเขาจะเดาทางออกได้

“ไม่รู้ว่ะ แต่กูว่ามันแปลกๆยังไงไม่รู้สิ อาฟี่ควรจะพูดอะไรมั่งแต่ก็เปล่าเลย นั่นล่ะที่ทำให้กูกลัว”

“เอาน่าอย่าไปคิดมาก บางทีกลับไปอามึงเขาอาจจะค่อยเรียกพวกมึงสองคนเข้าไปคุยก็ได้นี่”

“ก็ขอให้เป็นงั้น และก็ขอให้อาฟี่เข้าใจพวกกูด้วยยิ่งดีใหญ่”

“เออ กูจะภาวนาให้มึงก็แล้วกันว่ะ”

“ใจเว้ย....โอ๊ะ!!

โครม!!

แคปเหมือนถูกใครสักคนดักขาแล้วผลักจนตัวเขาเซเข้าไปชนโครมลงที่โต๊ะซึ่งนั่งเต็มไปด้วยบรรดาชายหนุ่มหัวเกรียนหน้าโหดสี่คน ทั้งหมดลุกฮือขึ้นในตอนที่แคปพยุงตัวไม่ให้ล้มลงแล้วปัดเอาขวดเหล้าแก้วเหล้าแตกกระจายลงกับพื้น เหตุการณ์ฉุกละหุกเกิดขึ้นโดยที่แคปมันเดือดขึ้นตามสัญชาตญาณกระโดดใส่ไอ้คนที่มันมั่นใจแน่ ๆ ว่ายื่นขาออกมาดัก

ผั๊วะ!!!

“ไอ้สัส มึงตั้งใจหาเรื่องกูเหรอห๊ะ!!

ผั๊วะ!!!

หมัดที่สองของแคปปล่อยเข้าที่ใบหน้าชายหนุ่มหน้าโหดอีกคนที่ตัวใหญ่ไม่แพ้คนที่โดนคนแรก เหตุตะลุมบอลขนาดย่อมๆเกิดขึ้นในโซนโต๊ะริมสุดติดทางเดิน มันอาจจะมืดมิดมากๆเพราะแสงไฟที่สาดเข้ามาไม่ค่อยจะถึง

มีต้นไม้และของประดับอะไรหลายๆอย่างวางเอาไว้ แต่อยากจะบอกเหลือเกินว่า สิ่งที่เกิดขึ้นกับแคปและอาร์ในตอนนี้ไม่หลุดพ้นจากสายตาของเหล่าพรรคพวกที่มาด้วยกันได้เลยสักนิด เอส เต้ โก้และปอลุกพรวดขึ้นในทันทีที่แคปเซลงที่พื้น และคนที่ไวที่สุดอย่างเอสวิ่งนำเข้าไปแล้ว ลาเต้ที่กำลังจะก้าวออกไปช่วยน้องชายกลับถูกมือของฟี่กระชากเอาไว้อย่างแรง เช่นเดียวกันกับปอเองก็ถูกโก้ดึงเอาไว้เช่นกัน

“คาปูถูกชก ผมจะเข้าไปช่วยน้อง!” เต้หันมาตะคอกอย่างลืมตัว เจอฟี่กดบ่าบอกให้นั่งลง ในตอนนั้นสายตาดุและคมของคุณอาเขาไม่ได้ละออกมาจากจุดโฟกัสที่แคปเลยแม้สักนิดหากแต่ก็ยังไม่ได้ก้าวออกไปช่วย ไม่ต่างกันกับโก้เองก็ดึงแขนปอไว้แล้วบีบแน่น ดวงตาหลังเลนส์บางใสจ้องมองลูกชายคนเล็กพร้อมกับกัดฟันกรอด เต้ที่ร้อนใจไม่ต่างกับปอสบตากันและรู้อะไรบางอย่างในทันทีที่เห็นว่าคนอย่างอาฟี่ค่อยๆนั่งลงแล้วจุดบุหรี่ขึ้นอย่างช้า ๆ ดวงตาที่อยู่หลังม่านควันสีขุ่นดูแข็งกร้าวและน่ากลัวอย่างที่เต้ไม่เคยพบเห็นมาก่อนเลยในชีวิต

หรือนี่จะเป็นบททดสอบของอาฟี่?

ในขณะเดียวกัน

กลุ่มคนที่ชกต่อยกันอย่างอุตลุต ร่างของแคปที่เพิ่งกระทืบใส่ไอ้คนตัวขนาดกลางจมลงไปกองอยู่ที่พื้น โดนกระชากผมจนหน้าแหงนแล้วซัดเข้าใส่ที่ใบหน้าเต็มๆหนึ่งหมัด อาร์หลบตีนไอ้ตัวใหญ่อีกคนเข้ามาช่วยหากแต่ไม่ทันโดนเหวี่ยงออกนอกวงไปชนโครมเข้ากับตุ๊กตาปูนปั้นจนจุกกองฮวบลงที่พื้น ในสายตาของเขาดูเหมือนว่าพวกเด็กหนุ่มที่เหลืออีกสามคนมีเป้าหมายอยู่ที่แคปทั้งสิ้น อาร์ไม่มีเวลาจะมาคิดถึงลำดับเหตุผลอยู่ ขณะกำลังจะพยายามลุกไปช่วยเพื่อน เขามองเห็นเอสที่วิ่งเข้ามากระโดดถีบใส่ไอ้คนที่มันฟาดหน้าแข้งใส่แคปไปเมื่อตะกี้โครมใหญ่  มือหนากระชากทีเดียวพร้อมกันสองคนถูกเหวี่ยงออกไปชนเข้ากับขอบเวทีและแท่นลำโพง

ไม่มีพนักงานเข้ามาดูแล ไม่มีการ์ดเข้ามาห้ามปราม ผู้คนแตกกระเจิงออกไปเมื่อเอสจิกหัวอีกคนมารับเข่าหนักหน่วงแล้วเหวี่ยงร่างไปติดแหงกชนกับโต๊ะแรกสุดหน้าเวที แคปที่กำลังจะลุกขึ้นเจอไอ้คนตัวใหญ่ที่เขาจัดการไปรอบแรกดึงแขนไว้ได้อีกครั้ง สองคนที่เหลือลุกขึ้นมาล็อคคอกะจะทำให้เขากลายเป็นเป้านิ่ง เอสหันขวับมาทันที ตาขวางคว้าเอาขวดเหล้าที่วางอยู่เดินหน้าเข้าหา ก่อนที่ทั้งหมดจะมองหน้ากันอย่างแตกตื่น เมื่อเอสคว้าไอ้คนที่เป็นตัวการดักขาแคปในตอนแรกมาไว้ได้แล้วลากมันออกไปกระทืบอยู่ที่ข้างทางเดิน

อึ่ก!!

ผั๊วะ!!

ไม่ใช่แค่ตีน ในตอนนี้หมัดหนักๆประเคนเข้าที่ใบหน้าเขียวช้ำเลือดไหลรินออกมาอย่าน่าหวาดกลัว หาแต่คนชกยังไม่ยอมหยุด

ผั๊วะ!!.....ผั๊วะ!!.....ผั๊วะ!!.....ผั๊วะ!!.....ผั๊วะ!!.....

แคปที่ยืนมองจนตาค้างเมื่อเห็นว่าเอสฟิวส์ขาดแล้วน่ากลัวมากแค่ไหน

ไม่ต่างกันกับทั้งหมดทุกคนที่เหลือ เต้  โก้  ปอ และอาร์ที่ตอนนี้เข้ามายืนอยู่ข้างแคปเรียบร้อยแล้ว แคปสะดุ้งเฮือกเมื่อได้ยินเสียงกรีดร้องของใครสักคน เขานึกขึ้นได้ว่าจะต้องเข้าไปห้ามก่อนที่ไอ้เด็กคนนั้นจะตายไปกับมือของเอส

ทว่า...ฟี่กลับดึงเขาเอาไว้

ร่างสูงใหญ่ก้าวเข้ามาประชิดตัวพร้อมกับเสียงทุ้มต่ำที่กระซิบชิดอยู่ที่ริมกกหู “เห็นตัวจริงแบบนี้ของมันแล้วมึงยังจะรับได้อยู่หรือเปล่า”

ผั๊วะ!!.....ผั๊วะ!!.....ผั๊วะ!!.....ผั๊วะ!!.....ผั๊วะ!!.....

หน้าตาที่แตกยับเยินของคนที่กำลังโดนเอสชกไม่หยุดมือ เลือดสีแดงฉานหลั่งไหลไม่ยอมหยุด เอสเหวี่ยงมันลงก่อนลุกขึ้นมาลากอีกสามคนที่เหลือเข้าไปจัดการแบบเรียงตัวจนเลือดโชกกันไปหมด แคปโดนฟี่ล็อคต้นคอไว้แล้วบังคับให้เปิดตามองดูให้ดี

“นี่คือผู้ชายคนที่มึงจะยอมให้เข้ามามีส่วนในชีวิตของมึงนับจากวันนี้  มึงรับได้ไหมมึงตอบกูมาแค่คำเดียวคาปู!! ยอมรับได้ไหมกับคนแบบนี้!!!

ฟี่ตะโกนใส่ในท่อนสุดท้ายที่เขาพูดกับแคป หลานชายหันมาจ้องคุณอาของเขาด้วยแววตาที่วาวโรจน์ไร้ความเกรงกลัว ดูไปไม่เหมือนคาปูคนเดิมอีกต่อไปแล้ว เขาสะบัดมือของฟี่ออกได้แล้วหันมาตะคอกกลับแรงๆเช่นกัน

“ผมเหี้ยได้ยิ่งกว่านี้ถ้าเป็นคนที่ผมรักโดนทำร้าย และผมก็เชื่อว่าถ้าเฮียโก้โดนทำร้ายอาฟี่จะไม่ปล่อยเอาไว้เหมือนกัน!!

แคปพูดจบวิ่งถลาเข้าไปกระชากเอสออกมาจากจุดนั้นแล้วกอดเขาเอาไว้ทั้งตัวไว้ น้ำตารื้นออกมาเมื่อเห็นใบหน้าคมที่อาบเต็มไปด้วยเลือด คงจะแตกยับไม่ต่างกัน

เอสก้าวถอยออกมาแล้ว เขาหอบหายใจไม่หยุดพอรู้ตัวเข่าแทบทรุดฮวบลง

บางทีสติเพิ่งอาจจะกลับคืนมา พอนึกขึ้นได้ก็ประคองฝ่ามือบนใบหน้าเล็กๆของแคปที่ตอนนี้เขียวช้ำขึ้นมาหลายรอย นึกโมโหขึ้นมาอีกรอบจะเข้าไปจัดการไอ้พวกนั้นอีกหนแต่ทว่าคราวนี้การ์ดของทางร้านพร้อมกับพนักงานบางส่วนมาช่วยกันคนถูกทำร้ายออกไปกันแล้ว

ผู้จัดการเดินมาคุยบางอย่างกับอาฟี่ ก่อนที่โก้จะพาเด็กๆไปล้างหน้าล้างตาแล้วเช็ครอยแผลเคลียร์ค่าเสียหายจากนั้นให้ไปรออยู่ที่รถเพื่อกลับไร่

ฟี่เดินออกมาพร้อมกับผู้จัดการร้านชายหญิงคนเดิมที่เข้ามาต้อนรับในครั้งแรก น่าแปลกที่เจ้าของสถานที่ทั้งสองคนยิ้มแย้มแจ่มใส ดูไม่เหมือนคนที่โกรธเคืองเพราะไปสร้างความยุ่งยากและปัญหา

“เราต้องไปโรงพักไหมวะฟี่ เด็กพวกนั้นเป็นไงบ้าง” โก้หมายถึงเด็กหนุ่มหัวเกรียนๆที่สวมกางเกงทหารสี่คนนั่น โดนเอสจัดเต็มไปขนาดนั้น ป่านนี้คงนอนทำแผลกันอยู่ไม่โรงพยาบาลใดก็โรงพยาบาลหนึ่ง

“ไม่เป็นไรเรื่องนั้นเคลียร์จบไปแล้ว”

“จบแล้ว!” ไม่ใช่เสียงเฮียโก้ หากแต่เป็นเจ้าอาร์ที่ครางขึ้นมาตาโต

“จบแล้วหมายความว่ายังไง เด็กพวกนั้นเจ็บมากเลยนะ เราทิ้งมาแบบนี้มันไม่ดีเลยนะฟี่ กูว่า...”

“ไม่เป็นไรหรอกน่าโก้ เด็กพวกนั้นมันทหารทรหด ลูกน้องกูเอง ส่งตรงไปโรงพยาบาลแล้ว”

“ห๊ะ!!!” นี่คือเจ้าอาร์ห๊ะขึ้นมาอย่างดัง แคปกับปอและเต้เองก็แอบห๊ะอยู่ในใจ ต่างกันกับเอสที่มีมันสมองอันชาญฉลาดทำงานเร็วกว่าคนอื่นๆมากนัก

ไร้สาระเป็นบ้า จัดฉากทำไมเขาคิดอยู่แค่นั้นจริงๆ

“นี่ แล้วตกลงว่ามึงนัดแนะลูกน้องมึงให้มาหาเรื่องคาปูจริงดิ”

เสียงทุ้มของเฮียโก้ดังขึ้นไม่มีปี่มีขลุ่ย ฟี่ที่กำลังขับรถอยู่ถึงกับต้องหันไปมอง

“อะไร กูจะไปรู้ได้ไงว่าเด็กพวกนั้นมันจะมาเที่ยววันไหน ก็เห็นแล้วจำได้ตอนที่ลงมาพร้อมมึงนั่นแหละ”

ฟี่ตอบไปแบบเรียบ ๆ หากแต่ทั้งรถใครจะไปเชื่อ โก้ส่ายหัวยอมใจ สุดท้ายก่อนรถจะเลี้ยวเข้าไร่ โก้จึงถามขึ้นมาอีกประโยคหนึ่ง

“ถ้ากูโดนรังแกแบบคาปู มึงจะทำยังไง”

“กูจะฆ่าให้มันตาย เอาให้มันตายลงตรงนั้นคาตีนกูเลยไง”

โหดเหี้ยๆ

ถึงอย่างนั้นยังเลือกไปถามแคปมันอีกว่าจะรับได้ไหมกับคนโหดร้ายแบบเอส

โถฟี่ ไม่มองตัวเองเลยจริงๆ

โก้นึกแล้วส่ายหัวเบา ๆ อีกครั้ง รถจอดลงหน้าบ้านใหญ่ มองดูพวกเด็กๆนั่งหลับหัวชนกัน ปากแคปมีรอยฟกช้ำ ใต้ตาก็เขียวเป็นเบ้า ขณะที่เอสเองตอนแรกเขาตกใจมากนึกว่าเลือดออกเยอะที่ไหนได้พอล้างหน้าล้างตาเสร็จกลับกลายเป็นเขียวไปแค่หน่อยเดียวเท่านั้นเลือดพวกนั้นเป)นเลือดคนอื่น เจ้าอาร์เองก็ใช่ย่อยเขียวไปใต้ตาสองจุดและมุมปากสองแห่งเนื้อตัวอีกคนหลายที่อยู่เหมือนกัน

“เฮ้อ..”

โก้ถอนหายใจลึก มองน้องชายที่เดินเข้ามายืนอยู่ข้างกัน

“ทีหลังไม่เล่นแบบนี้แล้วนะเว้ย สงสารลูกจะลองใจอะไรอย่าให้มันโหดเกินไปสิวะ”

ฟี่ก็แค่ฟังแล้วเดินทำหน้านิ่งๆเดินเข้าบ้าน เขามองดูรถของปอที่เลี้ยวตามเข้ามาพอดี นายโชนเป็นคนเข้ามาเปิดปิดรั้วให้ก่อนโก้จะปลุกทุกๆคนให้ตื่นแล้วแยกย้ายกันไปนอน

“ใครจะไปนอนที่ไหนก็ตามใจกันเลยละกัน พรุ่งนี้อาหารเช้ารออยู่ที่นี่แปดโมง อย่าให้พ่อต้องเดินไปปลุกไม่งั้นเจอดี”

“คร้าบบบบบบบบบบบบบบบบบบบบบบบบบบบ”

หลังจากนั้นรถกอล์ฟสองคันก็บรรทุกบรรดาหนุ่มๆไปเทลำไว้ที่บ้านหลังเล็กกลางไร่ของเจ้าอาร์
โชนที่ขับตามเข้ามาด้วยแวะถามว่าจะให้เขาช่วยจัดการเรื่องที่นอนหมอนมุ้งให้หรือไม่ อาร์โบกมือบอกไม่เป็นไรพวกเขาจัดการกันได้เอง

อาร์เดินขึ้นมาบนบ้าน ที่ชานระบียงส่วนที่ยื่นออกมาตอนนี้กลับกองเต็มไปด้วยไอ้บรรดาชายหนุ่มขี้เมา ไอ้ปอนอนหนุนตักเฮียเต้ ขณะที่เอสกับแคปแม่งนอนกลับหัวกลับหางอยู่ข้างกัน แต่ละคนถึงจะไม่ได้เมามากมายแต่ก็นอนหลับตาดูท่าจะหลับลึกลงไปจริง ๆ ยิ่งแคปกับไอ้ปอมันกรนแข่งกันกลบเสียงจิ้งหรีดจั๊กจั่นเรไรไปแล้ว

“เฮ้ยๆๆๆๆๆๆๆ ตื่นๆๆๆๆๆๆๆ ไปอาบน้ำเดี๋ยวนี้เลยทุกคนลุกให้หมด!

เจ้าของบ้านอย่างปอยืนเท้าสะเอวเรียกบรรดาแขกผู้มีเกียรติให้แหกตาแล้วลุกขึ้นตื่น น้ำท่ายังไม่ได้อาบ ที่นอนยังไม่ได้ปู อากาศแม่งก็หนาว จะมานอนเรียงตัวกันอยู่แบบนี้เดี๋ยวเกิดไม่สบายกันหมดมีหวังเขานี่แหละจะโดนเฮียโก้ด่าแน่ ๆ

อาร์ดึงแขนเฮียเต้ให้ลุกขึ้นเป็นคนแรก เอาขาเขี่ยๆไอ้ปอบอกให้ตื่น จากนั้นไปดึงแขนเอสและขาของแคปที่สลับหัวท้ายกันอยู่ให้ลุกขึ้น แต่ละคนส่งเสียงงัวเงีย จนอาร์ตัดสินใจเดินเข้าบ้านแล้วหยิบเอาผ้าขาวม้าผ้าขนหนูออกมาโยนใส่หน้าไปคนล่ะผืน

“ถ้าพวกมึงไม่ยอมตื่น คราวนี้กูจะเอาน้ำเย็นๆมาสาดใส่ทั้งกะละมังเลยเอาดิ”

แค่นั้นแหละสี่คนที่พื้นลุกพรวดขึ้นนั่งแบบไม่ต้องนับให้พร้อมเพรียง เต้กับปอลุกขึ้นก่อน จากนั้นเอสกับแคปลุกตาม ต่างคนเดินหลับตาโซเซลงไปใต้ถุนบ้าน

น้ำเย็นๆในโอ่งดินที่มีเพียงหนึ่งเดียวคือเป้าหมายของทุกคน

“บ้าฉิบหายทำไมถึงมีขันแค่อันเดียวล่ะวะ” แคปว่าปากสั่น เสียงไอ้ปอผู้ที่แย่งชิงขันไปได้ในลำดับที่สามอาบน้ำจากโอ่งเสียงดังตูมๆๆๆ

“กูอาบมั่งสิ เร็วหน่อยยยยย กึกๆๆๆ”  แคปปากสั่นแย่งขันมาได้ คราวนี้ตักอาบไม่สนใจใครหน้าไหน เอสกับเต้ยืนปากสั่นเนื้อตัวสั่นด้วยความหนาวเหมือนกัน ขณะที่เจ้าของบ้านอย่างอาร์วิ่งเข้าห้องส้วมไปเอาขันเก่าๆในนั้นมาอาบแทน

ไม่มีใครสนใจเหี้ยไรใครทั้งสิ้น ต่างคนต่างจ้วงน้ำในโอ่งอาบแข่งกัน ขันหนึ่งใบถูกแย่งเปลี่ยนมือกันไปมา ขณะที่ขันของอาร์ไม่มีใครอยากจะสนใจเพราะว่ามันออกมาจากห้องน้ำนั่นเอง

“ไม่ต้องถูสบู่หรอก รีบอาบให้มันเสร็จๆ” เฮียเต้พูดพร้อมดึงขันมาจากไอ้เอสแล้วตักน้ำบ้วนปาก ก่อนจะคว้าเอาผ้าเช็ดตัวมาพันท่อนล่างแล้วถอดกางเกงในของพี่แกมาบิดๆแล้วตากเลย จากนั้นวิ่งหายขึ้นไปด้านบน หมาอาร์เองก็ทำแบบเดียวกัน เจ้าปอไม่น้อยหน้าตากกางเกงในส่วนตัวเสร็จหายลับขึ้นบันไดไปเช่นกัน แคปเร่งเอสยิกๆบอกเขาหนาวแล้วรีบเสร็จเสียที

ไม่ใช่อะไรนะ คุณชายมันบ้าเดินไปเอาครีมอาบน้ำของไอ้อาร์มากดถู แล้วดึกๆแบบนี้ โคตรหนาวแบบนี้ เอสมันยังหันมาคว้าคอแคปให้ขยับเข้ามาถูด้วยกันอีก

ผั๊วะ!

แคปเอาขันฟาดหลังมันไปหนึ่งทีก่อนที่ทุกๆอย่างจะจบลงเพราะแคปหนาวจนปากที่เขียวเพราะโดนฤทธิ์ของหมัดเขียวขึ้นมาอีกเพราะความหนาวคูณ

หลังจากนั้นทุกคนขึ้นมานั่งอัดกันอยู่ที่ห้องนอนของอาร์ ต่อคิวใส่ยาและทำแผลเพราะว่าเฮียโก้ขับรถกอล์ฟเข้ามาพร้อมกล่องปฐมพยาบาล

“โอ๊ยพ่อครับแคปเจ็บๆๆ” เจ้าแคปทำเสียงสำออยกว่าใครเพื่อน เบ้หน้าร้องขึ้นมาที เอสที่นั่งอยู่ก็สะดุ้งที โก้นี่ถึงกับแอบขำ เขาเรียกเอสเข้ามาแตะยาเข้าที่มุมปากสองจุด สำรวจส่วนอื่นๆปลอดภัยไม่มีร่องรอยจึงเงยหน้ามองอาร์

“คิวสุดท้ายเจ้าอาร์เข้ามาเร็ว ๆ อารู้นะแผลที่หน้าไม่ค่อยมีแต่มีแผลที่ท้องใช่ไหม”

อาร์ทำสีหน้ายอมจำนนยิ้มแหยๆเข้าไปเปิดพุงเขียวๆให้โก้ทายาให้

“อ่ะเสร็จเรียบร้อยทีนี้ก็นอนกันได้แล้ว อากางมุ้งไว้ให้ที่ริมระเบียงเรียบร้อยใครจะนอนในห้องใครจะนอนที่ระเบียงตกลงกันเอาเอง

พอพูดเสร็จโก้ก็เดินลงจากบ้านไป ปอกับอาร์เดินออกไปส่งพวกเขาถึงกับตกใจในตอนแรกที่คิดว่าเฮียโก้มาคนเดียวที่ไหนได้อาฟี่นั่งคอยตาเขียวอยู่บนรถ

“โห อาฟี่ก็มาด้วยว่ะ”

“โหดไม่เปลี่ยน” ปอยักไหล่ อาร์จึงพยักหน้าเห็นด้วย “กูชินแระ แบบนี้แหละอาฟี่ตัวจริง”

“อืม”

ในที่สุดเขาสองคนขึ้นมาบนบ้านกัน เอสแคปและเฮียเต้สามคนนอนเรียงเบียดกันอยู่ที่หน้าเตียง ปอนอนลงไม่ได้แน่ๆครั้นจะขึ้นไปนอนกับเจ้าอาร์ก็คงจะไม่ได้อีกเพราะว่าเตียงอาร์เองก็เล็ก คือบ้านน็อคดาวน์ห้องเดียวแล้วเล็กมากๆ

สำหรับคนเดียวน่ะพอดีแต่ถ้าหากผู้ชายห้าคนมานอนเรียงกันแบบนี้ไม่พอแน่นอน

“กูอึดอัดว่ะแม่ง แคบโคตรเลย”

เต้ลุกขึ้นมาโวยวายขยี้หัวจนฟู ก่อนดึงแขนแคปให้ลุกขึ้นลากออกไปนอนนอกระเบียงด้วยกัน

“เฮียเต้ผมหนาวอ่ะ นอนที่นี่แหละ”

“มึงลุกออกไปนอนกับกูเหอะให้กูกอด ที่ระเบียงกว้างกว่าพื้นที่ตรงนี้ตั้งเยอะ เฮียโก้กางมุ้งปูที่นอนไว้ให้แล้วลุกเร็วเข้า ไอ้เอสมึงเอามืออกจากน้องกูสิวะแม่ง”

ว่าจบไม่รอช้าแคปคลานๆๆออกไปตามพี่ชายด้วยแรงดึงมหาศาลเรียบร้อย เอสเองพอได้ยินว่าเต้จะเอาแคปไปนอนกอดเขาก็รีบคว้าเอาหมอนเอาผ้าห่มตามออกไปด้วย มุดเข้ามุ้งแล้วแทรกตัวนอนลงระหว่างแคปกับพี่ชาย

“เฮียนอนข้างผมนี่แหละให้แคปมันนอนข้าง.....เอ่อ...ข้างไอ้ปอ”

ดูเหมือนเอสยังไวมากที่คิดคำแก้ตัวได้ทันเพราะมองเห็นเลขาผู้ซื่อสัตย์นั่งคุยอยู่กับเจ้าอาร์ที่ปลายเตียงเขากวักมือเรียกบอกให้ปอมันตามเข้ามานอนด้วยกันให้ไวๆเลย สุดท้ายทั้งปอทั้งอาร์ก็ออกมานอนเรียงกันอยู่ด้านนอก

หน้ากระดานเรียงไปด้วยห้าชาย เริ่มจากเต้ เอส แคป ปอ และอาร์

คืนนั้น...มองเผินๆมันช่างเป็นภาพที่น่ารักมาก ผ้าห่มสามผืนกับผู้ชายห้าคนถูกดึงกันไปดึงกันมาด้วยสภาพอากาศที่หนาวเหน็บขึ้นเรื่อย ๆ เต้ขยับตัวยุกยิก คงเป็นเพราะเขานอนริมสุดเกือบๆเลยชายคาออกไปแล้ว หมอกลงจัดละอองน้ำค้างก็ลงหนัก

“กูหนาวว่ะ มึงเถิบไปดิ๊เปลี่ยนให้แคปมานอนข้างกูสิวะ กูพี่มันนะ” 

เอสหลับตาทำท่าไม่ได้ยิน หากแต่เต้ยังเขย่าตัวเขาต่อ คนถูกกวนทำเสียงฮึดฮัดขัดใจ “เฮียกอดผมแทนเหอะถ้าหนาวมากจนทนแทบไม่ไหวน่ะ” พูดจบตะแคงกอดหมับเอาแคปที่หลับไม่รู้เรื่องแน่นยิ่งขึ้นไปอีก ได้ยินแต่เสียงเต้งึมงำบ่นอยู่ด้านหลัง ไม่นานก็หลับไปกันทั้งหมด

สายลมยามดึกพัดเอากลีบดอกไม้ปลิดปลิวเป็นสายงดงาม


อีกไม่กี่ชั่วโมงพระอาทิตย์ยามเช้าจะส่องแสงเข้ามาถึง....







หนึ่งสัปดาห์หลังจากวันนั้น

รถมอเตอร์ไซด์คันเก่าของไร่แห่งรักค่อยเคลื่อนตัวเข้ามาจอดลงที่บ้านสวนริมทะเล  บ้านเรือนไทยซึ่งรายล้อมไปด้วยสวนผลไม้อร่อยๆมากมายหลากหลายชนิด

“สวัสดีครับคุณป้า” แคปยกมือไหว้ก่อนส่งเถาปิ่นโตซึ่งบรรจุไว้ด้วยอาหารเพื่อสุขภาพมากมายที่เฮียโก้ทำขึ้นมาสำหรับฝากป้ารจนาคุณแม่ของแบงค์

“ไหว้พระเถอะลูก ฝากขอบใจพ่อเขาด้วยนะทำอาหารอร่อยมาฝากกันอยู่เรื่อยเลย มา เข้ามาก่อนเจ้าแบงค์อยู่บนบ้านแหนะ น้องโบว์ก็อยู่นะกลับมาเมื่อวานนี้เองแต่ตอนนี้น่าจะยังไม่ตื่นแคปขึ้นไปปลุกแบงค์เลยนะลูก”

แคปตอบรับอย่างนอบน้อมก่อนที่จะเดินตามหลังเจ้าของบ้านแสนใจดีเข้าไป อันที่จริงเขาโทรหาแบงค์แล้วเรียบร้อย สัปดาห์ที่ผ่านไม่ค่อยได้เจอกับมันก็เพราะว่างานวีเจนอกสถานที่ของเจ้าแบงค์มีอัดเข้ามาสองรายการ เห็นว่าเพิ่งเคลียร์เสร็จเมื่อวันก่อน แคปไม่รู้ด้วยซ้ำเพียงแค่คาดเดาว่ามันน่าจะกลับมาแล้ว

เพราะว่าเป็นเพื่อนที่หายหัวไปนานเขาจึงแวะเข้ามาดู

“ไงมึง กลับมาถึงมื่อไหร่วะ”                                               

ห้องของแบงค์ไม่ใช่ว่าจะไม่เคยมานอนค้าง แคปเดินเข้าไปปลุกเจ้าของห้องดึงขามันบอกให้ลุก ก่อนจัดการรวบม่านหน้าต่างเปิดให้แสงแดดส่องเข้ามาถึงได้ เสียงทุ้มงัวเงียอยู่บนเตียงพยายามดึงผ้าห่มขึ้นมาคลุมใบหน้าไว้อย่างเดิมแต่แคปที่ยืนกอดอกจ้องอยู่เดินเข้าไปดึงออกพร้อมลงมะเหงกใส่แรงๆหนึ่งที

“โอ๊ย!

“จะลุกไม่ลุกล่ะ”

“ลุกแล้วๆ กูกลับมาเมื่อคืน แล้วมึงมาทำไมเนี่ย” แบงค์ลุกขึ้นนั่งถ่างตา ฝืนเต็มทน

“กูมาไม่ได้ไง?”

“เปล่า”

“ไปอาบน้ำไป เฮียโก้ทำแซนวิชปูอัดของโปรดมึงฝากมาให้ด้วย ลุกแล้วตามลงมาข้างล่างด้วยล่ะกูจะลงไปรอนะ” เขาว่าจบจะเดินสวนออกไปแบงค์คว้าหมับเอาไว้แคปจึงหันมาเลิกคิ้วถามว่ามีอะไรอีก

“เปล่า เดี๋ยวกูตามลงไป”

 แคปตบเข้าที่ไหล่หนาเบาๆบอกเป็นเชิงว่าให้ตามลงไปเร็วๆอย่าให้เขาต้องรอนาน จากนั้นตัวเองก็เดินลงไปนั่งรอแถวๆแคร่ไม้ไผ่หน้าบ้าน

“พี่แคป”

เสียงใสน่ารักสมกับตัวตนและหน้าตา แคปจำได้ก่อนจะหันไปมองเธอด้วยซ้ำ

“ว่าไงครับโบว์ กลับมาเมื่อวานใช่ไหมเมื่อกี้คุณป้าบอกพี่แล้วนะ”

“พี่แคปมาหาพี่แบงค์เหรอคะ”

แคปขยับให้เธอเข้ามานั่งด้วยกัน น้องโบว์ผอมลงเล็กน้อย ผมสั้นลงและหน้าตาดูหม่นไปมากไม่ค่อยสดใสเหมือนเมื่อก่อน

เขาไม่อยากจะคิดหรอกว่าส่วนหนึ่งเป็นเพราะเรื่องวันนั้นหรือไม่ วันที่เธอถูกเอสบอกเลิกจนต้องสาดน้ำใส่หน้ากันและช่อดอกไม้สีขาวเพื่อล่ำลานั่นอีก

เห็นหน้าเธอแล้วความรู้สึกผิดมันเอ่อล้นขึ้นมาจุกจนถึงอกจริงๆ

“อืมใช่พี่มาหาแบงค์น่ะ ดีใจนะที่วันนี้เจอเราด้วย เรื่องเรียนเป็นไงมั่ง พอไปไหวหรือเปล่า”

“ไหวค่ะ โบว์ไหวอยู่แล้วพี่แคปไม่ต้องห่วง เรื่องเรียนบนโบว์ไม่ทิ้ง โบว์ไม่เกเรพี่”

“ดีแล้วล่ะ” เขายิ้มบางก่อนยกมือขึ้นมาลูบลงที่ศีรษะเธอเบา ๆ โบว์ตาแดงๆทำท่าคล้ายคนจะร้องไห้ ในตอนนั้นแคปเริ่มทำอะไรไม่ถูก น้องโบว์น้ำตารื้นขึ้นมาจนแคปเกรงว่ามันจะร่วงตกลงมาจริง ๆ หากแต่เธอยังทำท่าเป็นคนเข้มแข็ง จ้องหน้าแคปแล้วเอ่ยถ้อยคำบางคำออกมาจากริมฝีปากสวย

“พี่แคป  โบว์เลิกกับคุณเอสแล้วนะคะ”

คนฟังราวกับถูกหมุดทั้งคมทั้งหนักตอกลึกลงมากลางหัวใจ ต้นเหตุเพราะใครถ้าไม่ใช่ตัวเขาเอง หึ มีอะไรที่จะทำได้ถ้าไม่ใช่นั่งนิ่ง ๆ สงบปากเก็บคำพูดทุกอย่างเอาไว้ในอก

“โบว์คงไม่เหมาะสมกับเขาเรื่องถึงได้ลงเอยแบบนี้” คนพูดพยักหน้าเบา ๆ ราวกับพยายามทำความเข้าใจ เธอยิ้มบาง ราวกับแค่นยิ้มให้ตัวเอง

“ความจริงโบว์ว่าโบว์โชคดีอ่ะพี่ โบว์ก็รู้อยู่แล้วล่ะว่าคุณเอสเขาเหมือนคนที่มีใครสักคนอยู่ในหัวใจอยู่แล้ว แต่ถึงอย่างนั้นโบว์ก็ยังจะดึงดัน บางทีโบว์ไม่เข้าใจนะพี่ เขามาทำดีกับโบว์ พูดดีด้วย ส่งของให้ ให้ความหวังทำให้โบว์คิด แต่เขากลับไม่เคยล่วงเกินโบว์เลยแม้แต่ครั้งเดียว พูดไปบางทีอาจไม่มีใครเชื่อแต่โบว์อยากจะบอกว่า ถึงรักครั้งนี้ของโบว์จะจบลงโบว์ไม่เสียใจหรอก ก็แค่ปล่อยคนที่ไม่เคยรักเราให้เขาไปมันก็เท่านั้นไม่มีอะไรน่าเสียดาย โบว์จะคิดแบบนั้นค่ะพี่แคป”

แคปได้ยินคำพูดให้กำลังใจตัวเองของเธอที่ท้ายประโยคนั่นทำให้เขารู้สึกใจชื้นขึ้นมาด้วย เขาลูบหัวเธออีกครั้งแล้วบอกให้เธอตั้งใจเรียน น้องโบว์เห็นแบงค์เดินออกมาจากด้านในเธอจึงขอตัวบอกจะไปช่วยคุณแม่ทำอาหารแล้วให้แคปอยู่ทานข้าวเช้าด้วยกัน

“พี่แคปรอนะคะพี่” 

“ครับพี่จะรอ โบว์ทำสุดฝีมือเลยนะ”

“ค่า”

พอเธอวิ่งหายลับไป แบงค์ก็ก้าวเข้ามายืนกอดอกมอง “มองแล้วยิ้มทำไมวะ อ่ะเอาไปกิน” แคปลุกขึ้นผลักหัวทุยๆที่ยืนจ้องหน้ากวนเขาอยู่ก่อนหยิบขนมที่เฮียโก้ฝากมายื่นส่งให้ แบงค์รับไปกินแบบง่าย ๆสองคนไปเดินเล่นกันริมชายทะเล

เช้านี้อากาศดี สายลมอ่อนๆโชยพัดเข้ามาเป็นระรอก เรือประมงลอยลำสามสี่ลำห่างออกไปไม่ไกล

แคปนั่งลงที่ชิงช้าใต้ต้นมะพร้าวสูงใหญ่  แบงค์เองก็เดินมานั่งลงอีกตัวข้างๆ

ในเวลานั้นต่างคนเงียบกันไป แบงค์มองคนที่นั่งบนชิงช้าที่แกว่งไกวไปมาเบา ๆ ลมพัดเข้ามาทำเอาเส้นผมสีอ่อนของแคปปลิวไสวระใบหน้าดูยุ่งเหยิงและขบขัน

แบงค์ยกยิ้มอ่อนๆ เขานึกอยากจะเอื้อมมือไปเกลี่ยเส้นผมนุ่มแล้วช่วยเหน็บทัดใบหูให้ใจแทบขาด

หากแต่...รู้ว่ามันไม่สมควร

“มึง...

“กูกลับไปคบกับเอสมันแล้วนะ”

ในที่สุด.......ถ้อยคำที่เขาไม่อยากจะได้ยินเลยแม้แต่น้อยก็หลุดออกมา แบงค์สูดลมหายใจลึก “รู้อยู่แล้วล่ะ” 

ไม่มีเรื่องอะไรของมึงที่กูไม่รู้หรอกแคป

“ดีใจด้วยนะ หน้าตามึงสดใสขึ้นเยอะเลยนี่”

น้ำเสียงสมเพชตัวเอง ทั้งน้อยเนื้อต่ำใจ และดวงตาเศร้าสร้อยดวงนั้น แคปฟังแล้วใจวูบโหวงขึ้นมา รู้ว่าอีกคนคิดอย่างไรมาตลอด เฝ้าบอกให้มันตัดใจไม่รู้กี่รอบต่อกี่รอบแบงค์มันก็ยังจะมั่นคงห่าอะไรของมันเขาเองก็สุดที่จะเอ่ยห้ามแล้ว

มันคนดีนะ

มันคนดีมากจริงๆ

เพียงแต่ว่า...การเป็นคนดี คนมั่นคงก็ไม่ใช่ว่าเขาจะต้องตอบรับความรักของมันเสียเมื่อไหร่

“มึงเป็นเพื่อนที่ดีที่สุดคนนึงของกู ยังคงเป็นรุ่นน้องที่กูรักมาก เป็นยิ่งกว่าญาติ มึงอยู่ในฐานะเดียวกันกับไอ้อาร์และไอ้ปอ รู้ใช่ไหมว่าสองคนนั้นสำคัญกับกูมาก ในตอนนี้มึงเองก็ก้าวเข้ามากลายเป็นคนสำคัญของกูเช่นเดียวกันนะเว้ยแบงค์”

คำพูดดีๆที่ผู้ฟังต้องขยับยิ้มแห้งแล้งออกมา แบงค์มองหน้าแคปนิ่งๆอยู่นานพอสมควร

“กูขอจัดการความรู้สึกตัวเองสักพัก คราวนี้ถ้าต้องเจอกันกูจะต้องแนะนำแฟนกูให้มึงรู้จักแน่ๆว่ะแคป”

“กูจะรอรู้จักคนๆนั้นของมึง”

เหอะ คงจะมีเร็วๆนี้หรอก แบงค์แค่นยิ้มสมเพชตัวเองอีกครั้ง “อืม ต้องน่ารักกว่ามึงแน่นอนอยู่แล้วสิวะ”

“หาให้สวยนะเว้ย ขี้เหร่กว่าป้ารจนาน้องโบว์ไม่ให้เข้าบ้านแน่ๆ และกูคนนี้ก็จะไม่ให้เข้าไร่ด้วยเหอะ”

สองคนหัวเราะและยิ้มไปด้วยกัน ด้วยความรู้สึกที่แตกต่าง ถึงอย่างนั้นแคปก็อยากจะตรงไปตรงมาและให้แบงค์ทำใจ มือใหญ่แกล้งยื่นเข้าไปผลักชิงช้าของแคปให้แกว่งแรงขึ้นจนคนถูกแกล้งร้องจ้าโวยวาย สักพักน้องโบว์วิ่งออกมาตามให้เขาทั้งคู่เข้าไปทานข้าวทานปลาด้วยกัน

“มึงจะมาหากูอีกเหมือนเดิมใช่ไหม”

“อืม เหมือนเดิมแหละ แต่ต้องเป็นหลังจากนี้อีกสักหน่อย มึงทำใจให้ได้ไวๆเหอะเราสองคนจะได้กลับมาเล่นกันเหมือนเดิมไง”

“แล้วเรื่องเข้ากรุงเทพล่ะ มึงต้องไปหาเขาบ่อยๆใช่ไหมล่ะ”

“ก็ไม่บ่อยขนาดนั้นหรอก กูเองก็มีหน้าที่การงานที่ต้องรับผิดชอบเหมือนกัน แต่ว่าต่อไป..” แคปเว้นจังหวะหน่อยนึง ความจริงเรื่องนี้เป็นจุดประสงค์หลักของการมาที่นี่วันนี้เลยก็ว่าได้  “ต่อไปกูจะขับรถเข้าไปเอง ไม่ติดรถมึงเข้าไปอีกแล้ว” แคปจ้องเข้าไปในดวงตาคมกริบนั่น แววตาที่ยังมองเขาเต็มเปี่ยมไปด้วยความรักและเอ็นดู แววตาที่เหมือนเดิมตลอดมาไม่เคยเปลี่ยน

ถ้าวันหนึ่ง...แววตาที่มองมาที่เขาเปลี่ยนเป็นแค่พี่กับน้อง เปลี่ยนเป็นแค่เพื่อนกันเช่นเดิม  วันนั้นเขาจะยอมนั่งรถไปกับมันอีกครั้ง

“กูเข้าใจ” แบงค์พยักหน้าเบา ๆ อย่างที่ต้องพยายามเข้าใจ หัวใจแม้จะหนักอึ้งหากแต่ทุกอย่างมันก็เหมาะสมแล้ว

ถึงเวลาที่เขาต้องยิ้ม

ดีใจไปคนที่ตัวเองรัก

ดีใจเมื่อเห็นคนที่ตนรักมีความสุข

แบงค์คว้าเอามือแคปแล้วดึงให้ออกวิ่ง สองคนวิ่งแข่งกันไปตามชายหาดเพื่อเข้าไปในตัวบ้าน

กูรักมึง! จำเอาไว้ด้วย “กูยอมไอ้เอสนั่นแค่คนเดียวเท่านั้น มึงจำคำกูไว้ด้วยแคป”

“เรียกกูว่าพี่ได้แล้วไอ้หมาแบงค์ ฮ่าๆๆๆ”

เสียงหัวเราะของแคป คือเสียงที่ทำให้เขายิ้มออกมาได้เสมอ..









ฤดูร้อนจวนย่างกรายเข้ามา

ลมหนาวเบาบางลงไป

ทว่าอากาศยังคงแปลกๆเดี๋ยวร้อนเดี๋ยวหนาวพิกล

“คาปูเร็วหน่อยลูก ไปสายแบบนี้ขับรถจะร้อนเอานะ”

แคปโดดลงจากรถกอล์ฟที่เพิ่งขับออกมาจากสวนได้ก็วิ่งขึ้นบันไดหินหน้าร้านกาแฟขนาดกะทัดรัดหน้าปากทางเข้าไร่ เฮียโก้ในชุดบาริสต้ายืนหน้ายุ่งหิ้วกระติกกาแฟยื่นให้

“อ่ะ เอาไว้กินบนรถ”

“เอสเพรสโซ่” แคปดมกลิ่นหอมๆของกาแฟเย็นจากกระติก แค่กลิ่นเขาก็รู้แล้วว่าเป็นกาแฟแบบที่เขาชื่นชอบ

“ใช่ สองช็อตแบบที่ลูกชอบไงล่ะ”

“ขอบคุณครับเฮียโก้” แคปยิ้มกว้างแล้วบอกคุณพ่อของเขาว่าจะออกไปแล้ว เข้ากรุงคราวนี้จะอยู่ค้างแค่คืนเดียว เพราะว่าคืนวันเสาร์เอสจะมาค้างที่ไร่แทน พวกเขาตกลงกันไว้แบบนี้ตั้งแต่เมื่อเดือนก่อน

“ดีมาก รีบไปรีบกลับ อีกไม่กี่วันพ่อกับอาฟี่จะไปมัลดีฟกันแล้ว คาปูต้องมาเฝ้าไร่แทน เดี๋ยววันจันทร์ลาเต้ถึงจะลงมาช่วยลูกกับอาร์ดูแลแขกของไร่เรานะ”

“ครับพ่อผมจะรีบไปรีบกลับ”

แคปถือของทุกอย่างเดินลงมาที่รถ เจ้าอาร์วิ่งเอากระถางสตรอว์เบอรี่เล็กๆเข้ามาส่งให้

“แต้งๆ” แคปรับเอามาแล้วบอกขอบคุณ พลางตบไหล่เล็กหนักๆสามสี่ที แกล้งมัน

“ตามคำสั่งครับเจ้านาย ไปมาปลอดภัยนะฮะ”

อาร์ทำเสียงกวนๆแคปจึงชี้หน้าและยกขาจะถีบใส่ เจ้าอาร์เด้งตัวหลบก่อนสับขาถีบกลับจนเป็นแคปเองที่หลีกไม่ทันเพราะถือของพะรุงพะรัง ดีหน่อยโดนแบบเฉียดๆก็เขาอุ้มทั้งกระถางต้นไม้ทั้งหิ้วกาแฟไว้นี่หว่า “ขากลับมึงแวะซื้อข้าวแช่เมืองชลฯมาด้วยนะเว้ย กูรอแดกอยู่ ขนมนมเนยห่าอะไรข้างทางก็ซื้อมาให้หมดเถอะ แฟนมึงรวยใช่ไหมล่ะ เหมามาให้กูหมดทั้งตลาดเลยนะมึงนะ”

แคปหันไปทำตาเหลือกใส่ก่อนง้างมือทำท่าจะเอาคืน “กูจะกวาดมาให้หมดแล้วจับยัดลงไปในปากมึงเลยดีไหมหา!

อาร์รีบกอดหมับเข้าที่เอวอ้อนตามประสามัน คนถูกกอดใจอ่อนจนได้

“เออๆๆๆ ปล่อยกูได้แล้ว มึงดูแลโรงปลูกสตรอว์เบอรี่ของพวกเราไว้ให้ดีๆ ถ้าพรุ่งนี้กูกลับมาแล้วมันออกดอกออกผลเพิ่มเติมนะกูจะให้รางวัลมึง”

“มึงจะบ้าเรอะ วันเดียวจะให้มันงอกเงยห่าอะไรนักหนาล่ะวะ”

“เออมึงก็ลองทำให้ได้ดูสิ”

“บ้า เพี้ยนไปแล้ว”

“นี่แน่ะ!! ด่ากูเรอะ” แคปโบกหัวคนพูดไปแรงๆหนึ่งทีจากนั้นก็หัวเราะกันก่อนโบกมือไล่ให้เข้าสวนไปช่วยนายโชนรับลูกค้าและตัวเขาเองก็ก้าวขึ้นรถและขับเลี้ยวออกไป

และไม่กี่ชั่วโมงหลังจากฝ่าฟันรถติดบนทางด่วนขาเข้าที่ไม่สมควรจะติดให้สมกับชื่อทางด่วนเล๊ยยยย แคปเข้ามาถึงตึกรัชชาราวๆบ่ายโมงครึ่ง

ข้อความจากคุณเลขาที่แคปส่งไปบอกและย้ำนักย้ำหนาว่าห้ามปริปากบอกเจ้านายของมันเด็ดขาดว่าเขาเข้ามาถึงแล้ว กะจะให้เป็นบิ๊กเซอร์ไพร์สเสียหน่อย

ปอร์เช่สมน้ำหน้ามาสายเอง กูไม่อยู่โว๊ย!

แคปหน้าจ๋อยลง เพราะว่าก้าวออกมาจากลิฟต์เรียบร้อย มีเลขาของเลขาอย่างไอ้ปอนั่งทำงานอยู่ เธอสวยน่ารักเหมือนเดิม เพิ่มเติมคือช่วงนี้ทำไมยิ้มให้เขาบ่อยจัง จะว่าไปเมื่อสักครู่คุณป้าแว่นที่ฟร้อนก็ยิ้มทักทายเขาเหมือนทุกครั้งที่มา

“สวัสดีค่ะคุณแคป นายออกไปประชุมค่ะ คุณปรเมทเองก็ออกไปด้วย แต่สั่งเอาไว้แล้วว่าถ้าคุณแคปเข้ามาให้เข้าไปรอด้านในก่อนเลยนะคะ”

แคปพยักหน้ารับด้วยรอยยิ้มจืดจางก่อนเดินตามหลังเธอเข้าไป นึกค่อนคอดตัวเองอยู่ในใจดันปิดโทรศัพท์ โทรมาก่อนซะก็แล้ว บอกมันก่อนจะมาซะก็ดี เฮ้อสวรรค์ช่างไม่เข้าข้างกูจริงจริ๊ง หอบต้นสตรอว์เบอรี่มาจะเซอร์ไพรส์ผัวเสียหน่อยอะไรๆก็ไม่เป็นใจ ชิ!

โครกกกกกก

เวรกรรม ท้องดันร้องขึ้นมาน่ะสิจะมีอะไร คุณนกผู้ช่วยเลขาคนสวยหันมองเขาแล้วยิ้มสว่างจ้าออกมา

“หิวแล้วเหรอคะ รับเมนูอะไรดีเดี๋ยวนกสั่งขึ้นมาให้เลยนะคะ”

กูไม่สมควรจะป้อผู้หญิงที่นั่งทำงานหน้าห้องผัวตัวเองอะนะ นี่คือข้อความที่ลอยแวบๆขึ้นมาอยู่ในหัว เออว่ะไม่รู้ทำไมก่อนหน้านั้นไม่เคยนึกมองผู้หญิงหน้าไหนเลยด้วยซ้ำ ไอ้ช่วงห้าปีที่ผ่านมาวันๆทำแต่งานไม่เคยมีอารมณ์จะไปเหลือบแลใครที่ไหน แต่พอตกลงใจกลับมาคบกันเท่านั้นแหละ มาแระ นิสัยเก่าๆ แคปส่ายหน้าแรงๆก่อนยกมือเสยๆผม ดูเหมือนคุณผู้ช่วยท่านเลขาจะแปลกใจนิดๆแต่เธอก็ยังส่งยิ้ม

“ครับผม ผมทานอะไรก็ได้ แต่จะให้ดีขอเป็นข้าวผัดไข่ก็แล้วกัน ราดซอสมะเขือเทศด้วยนะครับ”

จู่ๆเธอยิ้มจนตาหยี แคปเลิกคิ้วรอฟังคำอธบาย “ก็แหม คุณแคปชอบทานเหมือนลูกชายนกเลยค่ะ งั้นเดี๋ยวนกจัดการให้นะคะ ข้าวผัดไข่ราดซอสมะเขือเทศเยอะๆ ไม่เอาแตงกวาเนอะ”

เธอหายลับออกไปพร้อมกับแคปที่นั่งงงว่าทำไมเธอถึงได้รู้ว่าเขาไม่กินแตงกวา ไอ้คำพูดที่ว่าชอบทานเหมือนลูกชายเธอนั่นอีก

เออสรุป มีลูกแล้วงั้นดิ

สิบนาทีหลังจากนั้น

สำรับอาหารหรูหราถูกเข็นขึ้นมาเสิร์ฟถึงที่ มีขนมหวานแถมมาด้วย

“เจ้านายสั่งเอาไว้ค่ะ บอกว่าคุณแคปชอบทานทาร์ตแอ๊ปเปิ้ล เมนูของหวานวันนี้เลยเป็นทาร์ตแอปเปิ้ลลายกุหลาบ ลองทานดูนะคะ”

ติ๊ง

ปอร์เช่แดกให้อร่อยนะมึง ทาร์ตนั่นออเดอร์จากเจ้านายกูสั่งเชฟมือหนึ่งของโรงแรมห้าดาวทำให้มึงโดยเฉพาะเชียวนะ

ปอร์เช่แดกให้หมด!! ห้ามให้เหลือ!!

ปอร์เช่อร่อยเหี้ยๆเลยใช่ไหมล่ะ 55555555

คาปูชิโน่ไอ้สัส จบ!!

ปัดโถ่โว๊ยยยยยยยยยยยยยยย นี่กูยังอ้วนไม่พออีกหรือไงวะไอ้เอสมันสั่งบ้าอะไรของมันมาให้เขาแล้วยังเสือกมาล้อว่ามีเมียอ้วน บ้าชะมัด ก็แล้วใครมันสั่งมาให้กินกันถึงที่เลยล่ะเนี่ย 

แคปหน้ายุ่งเหลือบมองบรรดาข้อความของไอ้หมาปอที่เด้งเอาเด้งเอาราวกับมันรู้ว่าว่าเขากำลังจะกินทาร์ตของโปรด ไม่ใช่สิ ก่อนหน้านั้นต้องจัดข้าวผัดก่อน

ว่าแล้วแคปก็จัดการกับข้าวผัดไข่ที่ราดด้วยซอสมะเขือเทศหอมกรุ่น ควันยังลอยอวลขึ้นมาน้อยๆเวลาที่ใช้ช้อนพุ้ยลงไปในข้าว

หอมมากกกกกก ~

อื้มม...อร่อยยยยยย ~ ~

พอกินจนหมดจานก็ถึงเวลาของหวานแสนอร่อย แคปวางแก้วน้ำลงแล้วลุกขึ้นถือจานขนมหวานเดินหาจุดชมวิวเหมาะๆเพื่อการบริโภคให้สมกับราคาค่างวดที่สั่งเข้ามาให้ เขาได้มุมดีๆแล้ว นั่นคือหลังโต๊ะทำงานตัวใหญ่ของท่านประธานรูปหล่อ เหอะๆ งานอวยผัวต้องมาก็เพราะว่ามันรู้ใจสั่งของโปรดมาให้นั่นเอง

แคปเงยหน้ามองซ้ายมองขวาก่อนดึงม่านพลาสติกสีครีมบางๆที่กั้นบานกระจกขนาดยาวกว่าครึ่งห้องให้เปิดกว้างออกเผยให้เห็นมุมมองกว้างขวางครอบคลุมทิวทัศน์มหานครสองฝั่งเมืองที่ถูกคั่นไว้ด้วยแม่น้ำสายหลัก

สวยงามเจงๆ

โอ้..มองตรงนี้ดั่งใช้สายตาของยักษ์มองลงมาจากสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ ไม่ใช่ยักษ์สิ สายตาของเทพเหอะ

เขานั่งลงบนพื้นพรม กินขนมไปด้วยชมวิวไปด้วย สักพักรู้สึกเบื่อปนเมื่อยเขาจึงเอนตัวนอนลงพลางยกโทรศัพท์ดูเวลาอีกรอบ

ไอ้หมาปอแม่งเงียบหายไปเลยสัส ไม่มีแม้แต่ข้อความ

นี่มันซื่อตรงทำตามที่เขาบอกเรื่องที่ไม่ให้บอกกับเจ้านายมันว่าเขาเข้ามาถึงแล้วจริงดิวะ

“งี่เง่าชะมัด นี่กูมานั่งคอยไร้สาระอยู่ได้”

แคปบ่นพลางลุกขึ้นถือจานขนมกลับไปนั่งแหงกอยู่ที่โซฟาตัวนุ่มเช่นเดิม

งับบบ

“ให้โอกาสอีกแค่ครึ่งชั่วโมงนะเว้ย ถ้ายังไม่กลับมาอย่าหาว่าพี่แคปใจร้ายก็แล้วกัน” ปากงับขนมชิ้นใหญ่ที่อยู่ในมือกัดไปกว่าครึ่งค่อนชิ้น หลังจากนั้นก็บ่นไปเรื่อยๆ

ติ๊ง ๆๆๆๆ

ปอร์เช่หลับแล้วดิ??

ปอร์เช่ขับรถอยู่

ปอร์เช่ติดไฟแดงนานเหี้ยๆ

ปอร์เช่เก็บขนมไว้ให้กูด้วยชิ้นนึง

คาปูชิโน่เสียใจกูแดกหมดแระ

ปอร์เช่หงะ..

คาปูชิโน: 55555555555

ปอร์เช่: เจ้านายกูมีเด็กมาติดอีกแล้วว่ะ

คาปูชิโน่: WTF

ปอร์เช่: LOLLLL พูดเล่น!

คาปูชิโน่: olo


โครม!

แคปไม่อ่านไม่สนใจตอบต่อแล้ว เขาโยนโครมโทรศัพท์มือถือลงที่โต๊ะ หงุดหงิดขึ้นมาแล้วให้ตายเหอะ ก็รู้อยู่หรอกว่าไอ้หมาปอมันพูดเล่น เมื่อเขายกข้อมือขึ้นดูเวลาใหม่อีกรอบ กำลังจะตัดสินใจลุกไปเดินล่งเดินเล่นข้างล่าง หากแต่..

แกรกกกก

เฮ้ย!

อะไรวะ! ไม่เจอกันแค่อาทิตย์เดียวมันหล่อขึ้นอีกแล้ว เมื่อคืนยังเปิดกล้องคุยกันอยู่แท้ ๆ ไปทำสีผมใหม่มานี่หว่า มิน่าให้กูส่องเจอแต่ขนหน้าแข้ง

เออแต่เดี๋ยวก่อน เมื่อกี้ไอ้ปอมันบอกรถติดไฟแดงยังส่งข้อความอยู่บนรถไม่ใช่? ทำไมถึงโผล่มาเร็วนักล่ะวะ ทั้งนายทั้งบ่าวมาถึงแล้วเรอะ เมื่อนึกได้แบบนั้นแคปลุกพรวดจะวิ่งออกไปส่องดูเอาเรื่องไอ้หมาปอคนขี้โกหกในทันที ทว่าเอสกลับคว้าหมับดึงเอาแขนเขาไว้ได้จนร่างทั้งร่างถลาเซแล้วถูกวงแขนใหญ่รัดเอาไว้ในอ้อมกอด

“เจอผัวแล้ววิ่งหนีแบบนี้จัดตรงนี้เลยดีไหม หื้ม”

“ปล่อยกูก่อนนนนนนนนนนนนนนนนนน”

“ดื้อจริง ๆ จะไปไหนของมึง”

“ปล่อยยยยยยยยยยยยย กูจะออกไปดูไอ้ปอก่อนมันกลับมาพร้อมมึงใช่ไหมอะ”

“ถามถึงคนอื่นทำไม แล้วนี่มาเมื่อไหร่” เอสยอมปล่อยแคปออกแล้วเรียบร้อยมองดูจานข้าวที่กินจนหมดเกลี้ยง ข้าง ๆ กันมีจานขนมที่เขาสั่งให้หอจัดการสั่งเข้ามาเตรียมไว้ให้  คุณชายแห่งรัชชาถอดเสื้อนอกจะยื่นส่งให้ภรรยาเอาไปพาดไว้ แต่เจ้าแคปหรือจะรู้หน้าที่ คนตัวเล็กกว่าก็แค่ยืนมองเขาแบบนิ่ง ๆ ใช้ดวงตาซื่อๆสำรวจตรวจตราตามประสา เอสส่ายหัวน้อยๆเมื่อเห็นเป้าหมายไม่ได้รับรู้ถึงสิ่งที่เขาต้องการจะสื่อ

ก็เคยนึกไว้อยู่มั่งแล้วล่ะ 

ร่างสูงใหญ่เดินไปพาดเสื้อนอกเอาไว้เอง จากนั้นจึงเดินเข้าไปนั่งลงที่โต๊ะทำงานแล้วกวักมือเรียกแคปให้เดินเข้ามาหา

ไม่รู้จักหน้าที่รับเสื้อนอกให้สามี แต่หน้าที่บีบๆนวดๆหลังจากสามีไปประชุมกลับมานี่คงไม่หนักหนาที่จะเรียนรู้ล่ะนะ

“เรียกทำไมของมึง” แคปเดินเข้ามาถามด้วยหน้าตาจริงจัง เอสแกล้งยกไหล่หมุนคอแล้วบอกว่าตัวเองโคตรเมื่อยเหนื่อยมาก ก่อนจะบีบต้นคอตัวเองเป็นตัวอย่างแล้วเหล่มองแคป

เขาปลอบใจตัวเอง

เมียกูนี่แหละเจ๋งจริงๆ ไม่โหล ไม่ต้องไปเหมือนเมียคนอื่น

ไม่เคยเอาใจ

ไม่เคยพูดจาหวาน ๆ

มือหนักตีนก็หนัก

แต่ว่านะ

มันน่ารักที่สุดในโลกเลยว่ะ!!

ฮึ่มมม กูประชด

เสียงทุ้มของเอสดังคำรามขึ้นในใจ ก่อนที่เขาจะปลงตก ทำท่าทุบๆคอก็แล้ว บีบไหล่ก็แล้ว นวดแขนก็แล้ว หมุนหัวก็แล้ว แล้วแทนที่แคปมันจะสนใจเขารู้ไหมตอนนี้มันทำอะไร โน่นมันหันไปดื่มด่ำกับวิวข้างล่างมองน้ำมองเรืออะไรของมันไปนั่นแหละ

“มึงเป็นอะไรของมึง” จู่ๆแคปหันมาถามหน้ายุ่ง เอสมองคนที่นั่งยองๆลงไปมือเกาะบานกระจกดูไปคล้ายเด็กกะโปโลเข้าเมืองใหญ่ตื่นเต้นไปกับแสงไฟและวิวสวยงามอะไรเทือกนั้น ใบหน้าเล็กๆรอคอยคำตอบ เอสจึงตั้งใจประทานให้โดยเฉพาะ

“กูเมื่อยว่ะ ไม่มีใครนวดให้เลย น่าน้อยใจ”

“อ้าวจริงดิ” แคปมันทำตาโตๆ ลุกพรวดขึ้นมองซ้ายมองขวา เอสพยักหน้าบอกว่าใช่ๆ เขาเมื่อยมากอยากได้มือนิ่มๆมือน่ารักๆมืออ้อนๆมาบีบมานวด

แค่นั้นแหละ

ผั๊วะ!

“โอ๊ย!!”

แคปประเคนสันฝ่ามือพร้อมกับอีกหนึ่งหมัดซัดตูมลงมาในดาบเดียว นี่ถ้าเอสมันช้าไปกว่านี้แค่เสี้ยววินาที เข่าหนักๆคงอัดเข้ากลางพุงไปแล้วเรียบร้อย

“ปล่อยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยย”

“เรื่องอะไรจะปล่อย”

ดิ้นโวยวายเมื่อวงแขนใหญ่รั้งเขาให้นั่งลงที่ตักจากนั้นก็กอดเอาไว้แบบเต็มตัว “ชู่ว์ เงียบสิ เดี๋ยวเพื่อนมึงเข้ามาไม่อายมันหรือไง”

“บ้าเหอะนั่งแบบนี้แหละที่ต้องอาย”

“จะอายทำไม อย่าดิ้นครับแคปกูหนัก”

“มึงปล่อยก่อนสิวะ”

“ปล่อยก็ได้แต่บอกมาก่อน คืนนี้จะนอนที่ไหน”

“.................”

“เอ้า เงียบทำไมล่ะ”

“...............”

“นอนที่ไหนบอกเร็ว”

แคปครุ่นคิดว่าจะบอกสิ่งที่คิดอยู่ดีไหม สุดท้ายเขาก็เอ่ยออกมา “จะนอนห้องไอ้ปอง่ะ”

มันยิ้ม

ไอ้คนฟังมันยิ้ม

“พูดจริงใช่ไหม”

ยิ้มทำไมวะโอ๊ย กูไม่ชอบให้มึงยิ้มเลยให้ตาย ใจสั่น

“งืมๆ” แคปพยักเพยิดหน้าบอกเออๆ เอสยิ่งยิ้มกว้างกว่าเดิม ก็แหม่ อาทิตย์ที่แล้วแคปค้างคืนกับเขาที่ห้องนี้ ส่วนก่อนหน้านั้นเป็นห้องที่คอนโดของเขาเอง อันที่จริงห้องของปอซึ่งก็คือห้องเก่าของแคป รังรักของพวกเขาที่ปอมันยังคงถูกบังคับให้รักษาและเป็นผู้เฝ้าดูแลมาจนถึงทุกวันนี้ คือสิ่งที่เขาต้องการให้แคปเอ่ยออกมามากที่สุดนั่นเอง

“โอ๊ย!!

กำลังคิดอะไรเพลินๆแคปกลับถองศอกใส่พุงเขาแบบเต็มเปา เอสร้องโอดโอยขึ้นมา “มึงตีกูทำไมวะ”

“ก็มึงยิ้มทำไมล่ะ”

เอ๊ายิ้มก็ไม่ได้เหวย “ก็แค่ยิ้มเอง”

“ไม่อนุญาต! มึงห้ามยิ้ม!!” ยิ่งยิ้มกับคนอื่นที่ไม่ใช่กูมึงยิ่งต้องห้าม

“โกรธอะไรเล่า ดูทำหน้าซิ”

แคปปัดมือคนที่จะเข้ามาเชยคางให้หันไปหามันออก แต่เอสไม่ยอมหรอก ล็อคทั้งหัวแล้วบังคับให้รับจุ๊บเบาๆที่มุมปากจากนั้นก็ผละออกแล้วส่งรอยยิ้มหวานโชว์ฟันกระต่ายสวยจนได้ เอสกดจูบเบา ๆ ลงอีกทีก่อนผละออกมาอีกรอบแล้วกอดแคปไว้จนแน่นวางคาวลงที่ลาดไหล่เล็กพลางโยกตัวคนในอ้อมแขนเบา ๆ 

“มึงรู้เหตุผลที่เพื่อนมึงไม่เคยได้รับสิทธิ์ให้เข้าอยู่คอนโดของรัชชามั่งไหมแคป”

“หื้ม??”

“ทั้งที่เพื่อนมึงทำงานในตำแหน่งที่ถือว่าสูงที่สุดในบรรดาพนักงานเกือบทั้งหมดของที่นี่ เป็นเลขามือหนึ่งของกู เป็นคนอนุมัติรายชื่อผู้พักอาศัยของรัชชา แต่ทว่าตัวเองกลับยังต้องอยู่คอนโดเล็กๆห้องเก่าตั้งแต่สมัยเรียนแบบนั้น”

“ทำไม...เออใช่ทำไมวะ” แคปเงยหน้ามาถามเสียงแผ่วเบา ในแววตาเล็กแปลกใจเมื่อถามแล้วก็นึกขึ้นได้

ในตอนนั้นเอสไม่ได้ตอบอะไร เขาแค่ยกรอยยิ้มบาง ๆ แล้วบอกให้แคปลองถามปอมันดูเอง

“เย็นนี้ไปกินข้าวที่บ้านกูนะ”

แคปที่กำลังนั่งนึกเรื่องของปอหันขวับกลับไปหา “ไหนว่าวันนี้พ่อกับแม่ของมึงจะกลับมาไง”

“พี่แอมป์กับน้องอุ้มเองก็อยู่”

“แล้วยังจะชวนกูเข้าบ้านเนี่ยนะ เอ๊ะหรือว่าพวกท่านจะกลับมาถึงดึกๆงั้นเหรอ”

เอสอมยิ้มก่อนส่ายหน้าเบา ๆ เขาจับมือแคปแล้วบีบเล่นก่อนสอดนิ้วประสานเข้าไป “ป๊ากับคุณแม่กลับมาถึงแล้ว พี่แอมป์น้องอุ้มอยู่กันพร้อมหน้า กูรอวันนี้มานานแค่ไหนแล้วแคป”

“มึงแน่ใจแล้วเหรอวะ” แน่ใจจริงๆแล้วใช่ไหม เป็นกูคนนี้ดีจริงๆแล้วเหรอ คำถามมากมายผุดขึ้นในใจเป็นดอกเห็ด แม้จะรู้อยู่แล้วว่าสักวันเวลาแบบนี้คงต้องมาถึง

แต่ไม่นึกว่าสถานการณ์จริงจังจะวิ่งชนเขาเร็วขนาดนี้ แคปหันกลับไปมองคนที่ยังมีทีท่าสบายๆ หน้าตานิ่งๆไม่บ่งบอกอารมณ์แต่แคปรู้ดีเลยเวลาที่เอสมันทำหน้าตาแบบนี้คือมันไม่ได้คิดอะไรเลยต่างหาก มันชิลๆของมันไปเรื่อย เขานี่สิ กลุ้มใจจนหัวจะแตก แคปหน้ายุ่ง คิ้วพันกัน

“ถ้าหาก...

“เราสองคนโตแล้ว”

“กู...

“เชื่อใจกู แคป”

“แต่...

“มึงก็คิดเสียว่าแค่ไปกินข้าวบ้านกู ไม่มีอะไรน่ากลัวหรอก ถ้ามึงยังไม่พร้อมกูไม่บอกพวกเขาดีไหม ไว้วันหลัง??”

“พะ..พร้อมสิวะ กูพร้อม”

คนที่ลองหยั่งเชิงถึงกับยกยิ้มเจ้าเล่ห์ขึ้นมาเมื่อเขาทำทีว่าจะถอยแคปมันกลับรุกคืบเข้าหา หึหึ “ตกลงแล้วนะ”

“อืมๆ”

“มึงบอกอืมๆแต่ทำหน้าตาแบบนี้เนี่ยนะ” เอสขยับตัวมาจ้องหน้าคนในอ้อมแขนดีๆอีกครั้ง แคปมันทำหน้าตาอะไรของมัน “กลุ้มเรื่องอะไรไหนบอก”

“..............”

“แคป?”

“ถ้าเราสองคนถูกจับแยกอีกล่ะวะ”

คนฟังถึงกับกลอกตามองเพดานกันเลยทีเดียว “คิดอะไรของมึง ไปนั่งโน่นไปเดี๋ยวกูเคลียร์งานให้เสร็จจะได้กลับกันไวๆ”

“กูจริงจังเหอะ มึงอย่าคิดว่าอะไรๆมันจะง่าย เรื่องจริงไม่ใช่นิยายนะมึง พ่อกับแม่มึงจะยอมรับได้ง่ายๆหรือไง” ลูกชายมีเมียเป็นผู้ชาย เออว่ะ ถ้าฐานะทางสังคมมันไม่สูงส่งมากนักเขาก็จะสบายใจกว่านี้หรอก แต่นี่ลูกชายคนเดียวของท่านเจ้าสัวใหญ่เชียวนะ เจ้าสัวนะมึงนะ

ถ้าเป็นหมาแคปคงหูลู่หูตกไปแล้ว

ตายห่าแน่ๆกู

“มึงทำงานเถอะเดี๋ยวกูจะไปนั่งกินขนมรอตรงนั้นนะ” แคปขยับตัวแล้วลุกออก ในตอนแรกคนกอดยังไม่ยอมหรอก แต่ทว่าพออีกฝ่ายทำท่าทางว่าเอาจริงเอสเองก็ปล่อย

“เออจริงสิ กูเอาอันนี้มาฝากมึงอะ” แคปพึ่งนึกขึ้นมาได้ตอนที่เดินกลับมานั่งลงที่เดิม ก้นยังไม่แตะโซฟาเลด้วยซ้ำ เขารีบคว้าเอากระถางสตอเบอรี่เล็กๆที่ยังไม่มีลูกซักกะลูกเข้าไปให้เอส

“อ่ะ” แคปยื่นส่งให้ เอสมองแล้วเงยหน้าเลิกคิ้วถาม คือแค่มองเขาไม่สามารถรู้ได้หรอกว่ามันเป็นต้นอะไร รู้แค่ว่าเป็นต้นไม้

“ต้นสตรอว์เบอรี่” แคปไขข้อข้องใจให้ เอสยื่นมือเข้าไปรับ

“กูปลูกมาให้แล้วครึ่งนึง ต่อไปมึงต้องดูแลเองด้วย ออกลูกเมื่อไหร่เดี๋ยวกูจะให้รางวัล”

“ถ้ามันเหี่ยวก่อนล่ะ”

แคปทำหน้าเซ็งขึ้นมาในทันที ก็แทนที่มันจะถามนะว่าให้รางวัลอะไรแล้วทำท่าดีใจ อะไรของมันเลือกถามว่าถ้ามันเหี่ยว??

“มันจะเหี่ยวได้ยังไงมึงก็รดน้ำพรวนดิมันสิวะ”

“ปลูกง่ายขนาดนั้น? สตรอว์เบอรี่เนี่ยนะ”

“เอาหรือไม่เอา กูโมโหแล้วเนี่ย” แคปว่าแล้วคว้ากระถางคืนมาทันที เอสดึงไว้แทบไม่ทัน “อะไรเล่าใครบอกว่ากูจะไม่ปลูก”

“จะไปรู้ไง เห็นมึงทำหน้าเหมือนไม่อยากจะรับ”

“ไม่ใช่แบบนั้น กูปลูกต้นไม้ไม่ค่อยเป็น แล้วไอ้ตอรี่เนี่ยมันดูเป็นอะไรที่ดูแลยากด้วย ไม่ใช่อะไรนะแคปกูกลัวน้องเหี่ยวเฉาตายว่ะ”

“เออน่าไม่ตายหรอก ถ้ามันเหี่ยวเดี๋ยวกูหามาให้ปลูกต้นใหม่”

“ไม่ต้องหรอกน่า เอาต้นนี้นี่ล่ะ” เอสว่าแล้วลุกขึ้น ดึงมือแคปให้เดินตาม เขาเอาต้นไม้ไปวางไว้ที่มุมหนึ่งของห้อง มันเป็นเคาน์เตอร์เรียบหรูริมกระจก

“วางไว้ตรงนี้ละกัน แอร์ตกตลอดมันจะได้เย็น ๆ”

“ห้ามให้มันถูกแดดมากเกินไปนะ”

เอสหันไปยิ้ม ก่อนเอาไม้บรรทัดในลิ้นชักขึ้นมาจิ้มพรวนดิน จากนั้นใช้มือแหวกดูใบและสังเกตเห็นว่ามันเริ่มออกผลอ่อนสีเขียวๆห้อยออกมาบ้างแล้วสองสามลูก นั่นทำให้เขาพลางนึกไปว่าต่อไปทุกเช้าดื่มน้ำเมื่อไหร่คงต้องเทใส่ที่กระถางนี้ด้วย แคปที่ลอบมองทุกๆการกระทำนั้นอยู่ตลอดเวลา

เอสมันน่ารักว่ะ

“มึงชอบน้องไหม” แคปก้มลงไปถาม  

“ชอบครับ ขอบคุณนะ”


ช่วงบ่ายของวันนั้นเจ้าของห้องนั่งทำงานไปขณะที่แคปเองก็นั่งกินขนมไปพลางดูทีวีไปพลาง คิดโน่นคิดนี่เรื่องที่ต้องไปบ้านเอสจนกลุ้ม ปลงตกหยิบไอแพดที่วางอยู่ขึ้นมาเล่น เล่นไปเล่นมาสักพักตัวคนไถลลงมานั่งอยู่ที่พื้น ใช้โซฟาต่างโต๊ะ เลื่อนเอาจานขนมมาไว้ใกล้ตัวเพื่อจับได้ถนัด สรุปคือเล่นไปกินไปไม่อ้วนก็ไม่รู้จะว่ายังไงแล้วเจ้าแคป

“เติมอีกไหมขนมมึงนะ”

“นี่มึงจะทำร้ายกูให้ตายไปเลยหรือไง แค่นี้กูอ้วนไม่พอใช่ไหม” เออใช่ว่าขึ้นมาแล้วแคปนึกได้ มีอย่างที่ไหนสั่งขนมที่เขาชอบมาให้กินกันแบบนี้ตายๆ ไม่อ้วนกูจะทำไงอยู่เนี่ย

“กูไปทำร้ายตอนไหม มึงหยิบเข้าปากเองชัดๆ”

“ก็เพราะว่ามึงสั่งมาไงล่ะ” แคปเถียงกลับไป สองคนโต้ตอบกันระหว่างโต๊ะทำงานกับโซฟา ดูเหมือนจะทะเลาะชวนตีนะ แต่ไม่รู้ทำไมกลิ่นอายสีชมพูอมม่วงลอยคลุ้งอยู่เต็มห้อง

“อ้วนเอ๊ย”

“มึงว่าอะไรนะ” แคปคิดว่าได้ยินคำพูดหยาบคายมากๆจึงรีบหยุดมือจากเกมส์แล้วหันขวับไปถาม เอสส่ายหน้าแล้วยักไหล่บอกไม่ได้พูดอะไรเลยแคปจึงหรี่ตาแล้วชี้มือคาดโทษเอาไว้

ก๊อกๆ

ปอเปิดประตูเข้ามาพร้อมกับใครสักคนไม่รู้ไม่รู้สึกคุ้นหน้าเลย ในตอนแรกแคปไม่ได้สนใจอะไรมากเขาก็แค่นั่งเงียบๆทำเป็นไร้ตัวตนอยู่ในที่ของเขา เป็นปกติอยู่แล้วที่แขกของเอสจะเดินเข้าเดินออกแล้วเห็นเขานั่งทำโน่นทำนี่อยู่ตรงจุดนี้ ก่อนหน้านั้นบางคนยังมองอย่างแปลกใจหากแต่เดี๋ยวนี้ทุกคนที่เข้ามาเจอเขายังต้องยิ้มทักทายกันเสมอ

ปอเดินกลับออกไปแล้ว แคปเองก็ก้มหน้าก้มตาเล่นอะไรในไอแพดต่อ เขาไม่รบกวนอีกฝ่ายที่กำลังทำงาน หากแต่ในตอนนี้เสียงเล็กๆ ของใครสักคนที่คุยเจื้อยแจ้วกับเสียงทุ้มต่ำของเอสโต้ตอบไปบ้างเป็นบางครั้ง แคปจึงลองลอบมองดูอย่างพิจารณา

ไอ้เตี้ยนั่น...ผู้ชายที่หน้าตาน่ารักตัวเล็กๆมันน่าจะเป็นเจ้าของแฟ้มงานกองใหญ่ที่ผุดขึ้นมาตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้ซึ่งตอนนี้กองอยู่เต็มโต๊ะ  ใบหน้าสวยหวานดูสะอาดตาราวกับผู้หญิงส่งยิ้มกว้างขวางให้กับเจ้าของห้อง

คุยเหี้ยไรกันวะ นี่คุยงานต้องแสดงกิริยาท่าทางแพรวพราวขนาดนั้นเลย?

ผล็อย

ขนมในมือร่วงตกลงที่พื้นเมื่อจู่ๆไอ้คนที่เรียกตัวเองว่าแซนอย่างนั้นแซนอย่างนี้ลุกขึ้นแล้วเดินอ้อมไปนั่งย่อตัวลงที่หน้าตักใหญ่ ที่ประจำ ที่ของเขาเวลาที่จะอ้อนโน่นอ้อนนี่จากไอ้ท่านประธาน สองตัวดูเหี้ยอะไรสักอย่างจากหน้าจอคอม

ใกล้ไปแล้วไอ้สัส!

“แซนไม่เข้าใจตรงนี้เลยอ่ะครับ พี่เอสช่วยอธิบายให้แซนฟังอีกทีได้ไหมฮะ”

“พี่บอกเราไปแล้วนะเมื่อเช้า”

มึงอย่ามาเซ้าซี้ชี้ไม้ชี้มือใกล้มือผัวกูนะ!

“ครับเมื่อเช้าแซนก็ว่าเข้าใจแล้วนะ พอลองกลับไปวิเคราะห์ดูใหม่แซนกลับตีความไม่ออกขึ้นมาอีก มันงงจริงนะครับพี่เอส ตรงเนี๊ยะอ่ะตรงนี้ พี่ช่วยบอกเทคนิควิธีคิดให้แซนใหม่อีกครั้งเถอะครับ รับรองคราวนี้แซนจะจดจำทุกสิ่งทุกอย่างที่พี่เอสสอนแซนไว้ไม่ให้ตกหล่นเลยฮะ”

โอ๊ยยยยย มึงไม่ต้องมายิ้มให้ผัวกูด้วยไอ้เด็กเหี้ย!

แคปควานๆคว้าๆเอาหมอนอิงมาจับใส่มือไว้ในท่าเตรียมพร้อมตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่มีใครทราบได้ ทว่าก่อนจะเกิดอะไรบางอย่างปลิวแว๊นไปฟาดลงบนกะบาลหนึ่งในสองคนนั้น เอสเหมือนรู้งานเขาขยับเก้าอี้เลื่อนห่างแล้วกดโทรศัพท์ต่อสายเรียกปอเข้ามาเสียก่อน

“ขออนุญาตครับนาย” ปอที่เข้ามาเร็วยิ่งกว่าจรวดนำวิถีชักสีหน้าเมื่อเห็นคุณแซนเด็กฝึกงานที่เป็นญาติห่างๆของเอสเข้าไปนั่งย่อตัวอยู่ข้างเจ้านายเขาแบบนั้น อยากจะมองไปทางไอ้แคปมันอยู่นะ แต่ท่าทางแม้แต่คุณเอสเจ้านายเขายังไม่กล้าชายตาไปมอง

“ให้ปรเมทเขาสอนเราก็แล้วกันนะแซน ลุกขึ้นได้แล้ว”

ร่างเล็กลุกขึ้นอย่างว่าง่าย ยังมีรอยยิ้มประดับอยู่มุมปากเล็ก เลขาอย่างปอเมื่อเห็นสีหน้าของเจ้านายรีบขยับเข้าหา

“คุณแซนออกไปนั่งคุยกับผมที่ด้านนอกดีไหมครับ ไม่เข้าใจจุดไหนเดี๋ยวผมสอนให้ทั้งหมดเลย”

“ถ้ามีอะไรไม่เข้าใจสงสัยตรงไหนก็ถามเขาได้ เลขาพี่รู้ละเอียดทุกเรื่อง”

“ก็ได้ครับ ถ้าพี่เอสว่าอย่างนั้นแซนก็จะยอมเข้าใจ แต่ว่าเย็นนี้แซนขอติดรถกลับด้วยนะฮะ บอกพี่หมอไว้แล้วว่าจะให้พี่เอสไปส่งที่บ้าน แซนไม่ได้เอารถมาฮะ”

“เย็นนี้พี่ไม่ว่าง ไว้ให้รถบริษัทส่งเราที่บ้านก็แล้วกันนะ ปรเมทพาคุณแซนออกไปได้”

น้ำเสียงเย็นชาแกมเฉียบขาด ทำเอาคนถูกสั่งถึงกับนึกหวั่น แซนเป็นน้องชายของหมอที่เอสแกล้งพาแคปไปตรวจโรคหู ลูกพี่ลูกน้องห่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกันทางคุณป้าสะใภ้ของเขา

“ถ้าอย่างนั้นไว้วันหลังแซนขอขึ้นมาหาพี่เอสที่นี่อีกได้ใช่ไหมครับ”

“ติดต่อผ่านทางเลขาพี่ก็แล้วกัน”

พูดจบพยักหน้าบอกไล่กลายๆ สุดท้ายปอพาคนตัวเล็กออกจากห้องเอสจึงหันมองมาที่แคปซึ่งนั่งตาเขียวอื๋ออยู่นั่นทำเอาเขานึกขำ กำลังจะอ้าปากบอกอะไรบางอย่างบานประตูหนักๆเปิดผั๊วะเข้ามาก่อน

“พี่เอสฮะ...โอ๊ย!

“โอ๊ะโทษทีครับ”

เสียงร้องดังลั่น ไม่ได้เจ็บหรอกมั้งแต่คงตกใจมากกว่า มันไม่ทันการณ์แล้วสำหรับทุกๆอย่าง ไว้อาลัยให้หัวเล็กๆของไอ้เตี้ยนั่น ช่วยไม่ได้นี่หว่าแทนที่ออกไปแล้วจะไปลับเสือกเปิดพรวดพราดเข้ามาเรียกผัวกูเสียงหวานฉ่ำอีกนี่เนาะ ฮ่ะๆสมน้ำหน้าว่ะขอบใจกูซะสิ นี่กูประเคนแค่หมอนอิงแข็งๆเขวี้ยงใส่เองนะ ไม่ใช่แจกันแก้วสักกะหน่อย

“โทษทีนะครับผมไม่ทันเห็นน่ะ”

แคปปั้นหน้าเป็นห่วงเป็นใยสุดฤทธิ์ เขาเดินเข้าถึงตัวของแซนตั้งแต่เมื่อไหร่เอสยังมองไม่ทัน เมื่อก้มลงหยิบมอนขึ้นมากอดไว้แนบอกใบหน้าของหนุ่มชาวไร่กระตุรอยยิ้มคล้ายสะใจเล็กๆ

“ไม่เป็นอะไรมากนะครับ เจ็บตรงไหนหรือเปล่า”

นี่กูร้ายขนาดนี้?

แซนที่กำลังจับหัวตัวเองป้อยๆทำท่าทางงงเล็กน้อยเพราะเขาจำได้ว่าเห็นแคปนั่งก้มหน้าทำอะไรสักอย่างอยู่ที่โต๊ะรับแขกนั่นในตอนที่เขาเข้ามาตอนแรกทว่ายังไม่ได้มองจริงจัง คราวนี้เขาพิจารณาคนตรงหน้าชัดๆสลับกับมองหน้าญาติผู้พี่ที่นั่งเอนหลังในท่าทีสบานๆแล้วยกรอยยิ้มให้ สายตาคมของเอสจ้องมองแคปคล้ายกับกำลังชื่นชม พออกพอใจจนแซนรู้สึกแปลกใจมากพดูที่เห็นเอสแสดงอาการแบบนั้น

“ปะ..เปล่าครับไม่เป็นอะไร”

“ถ้าอย่างนั้นมีธุระอะไรเชิญพูดเลยครับ ผมกับเอสจะได้คุยเรื่องส่วนตัวของเรากันต่อ”

คนฟังม่านตากระตุกเมื่อได้ยินคำว่าเรื่องส่วนตัวที่พูดด้วยรอยยิ้มยั่วประสาท

เรียกพี่เอสของเขาว่าเอสเฉยๆซ้ำยังตอกย้ำเรื่องส่วนตัวอะไรนั่นอีก

“สงสัยอะไรถามได้นะครับ”

กูรู้ทันมึงทุกอย่างน่ะแหละไอ้เตี้ย!

“ปะ...เปล่าครับไม่ได้สงสัย” แซนรีบปัดความคิดบางอย่างออกจากหัว เขาเลี่ยงออกจากแคปแล้วตรงเข้าไปหาเอส วางอะไรบางอย่างลงให้

“แซนได้บัตรละครเวทีมาครับพี่เอส ศุกร์หน้าพี่ไปกับแซนนะครับ”

“ศุกร์หน้าเอสเขาไม่ว่างครับ มีประชุมใหญ่อยู่ที่ระยอง”

เสียงทุ้มน่าฟังดังขึ้นมาจากด้านหลัง แคปเดินเข้ามาพร้อมกับยัดหมอนอิงที่ถือไว้ส่งให้เอสถือแทน

“ประชุมใหญ่มาก ประชุมใหญ่มากกกกจริง”

แคปเน้นคำว่าใหญ่เหี้ยๆให้อีกฝ่ายเห็นว่าสำคัญ หากแต่ไม่รู้ทำไมเอสขำหนักมากจริงๆ และก่อนที่จะมีอะไรมากกว่านั้นเอสจึงจำเป็นต้องเอ่ยบางอย่างขึ้นก่อน

“ศุกร์ไหนๆพี่ก็ไม่ว่างครับแซน โทษทีนะคงไปกับเราไม่ได้”

“เอ๊ะ ทำไมล่ะครับ”

“เพราะว่าทุกศุกร์เสาร์และอาทิตย์เป็นวันของแฟนพี่ เขาดุมากๆเลยนะแซนคงไม่รู้ ต้นกล้วยต้นมะละกอยังเคยเตะจนหักปลิวคาหน้าแข้งมาแล้ว คราวนี้เข้าใจพี่เสียทีนะครับ”

น้องแซนหน้าสลดลงอย่างชัด ไม่รู้ล่ะว่าเอสพูดจริงหรือพูดเล่น จะมีผู้หญิงที่ไหนเตะต้นกล้วยหักคาหน้าแข้งบ้างล่ะ แต่ทว่าพูดแบบนี้ออกมาก็เท่ากับว่าพี่ชายตัดความหวังของเขาทุกทางแล้วเช่นกัน เอสพยักหน้าให้สัญญาณบอกปอมาพาตัวออกไป ระหว่างนั้นแซนยังไม่วายหันมองไปที่แคปด้วยแววตาที่มากมายไปด้วยคำถาม หากแต่เขาก็เดินตามหลังปอออกมาแต่โดยดี

“ถ้าคุณแซนสงสัยเรื่องอะไรในเนื้องานถามผมก็ได้นะครับ” ปอหยิบแฟ้มงานที่โต๊ะของเขายื่นส่งให้ มือเล็กรับเอามาถือไว้ เขาลังเลอยู่เล้กน้อยก่อนตัดสินใจว่าจะต้องถามในสิ่งที่เขานึกสงสัย

“เอ่อขอโทษนะครับคุณปรเมท ผมขอถามหน่อยว่าผู้ชายคนนั้นที่นั่งอยู่ในห้องพี่ชายผมน่ะครับ....เอ่อ เขาเป็นใครเหรอ”

“คุณแคปเป็นเพื่อนคุณเอสครับ” ปอตอบเรียบๆหากแต่ในแววตาไม่มีแววล้อเล่น เขาจ้องหน้าคนที่ตัวเล็กกว่าเขาราว ๆ สิบเซ็นต์มั้ง

“เป็นเพื่อนสนิท”

บอกไปขนาดนี้ไม่รู้ก็แล้วแต่มึงเหอะนะ

แคปที่ยืนกอดอกพิงกรอบประตูอยู่ตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้นึกขึ้นในใจ หลังจากคุณแซนเดินจากไปแล้ว ปอถอนหายใจลึกๆออกมากำลังจะเดินอ้อมไปนั่งหลังโต๊ะทำงานของตัวเอง เขามองเห็นแคปที่กำลังเดินออกมาหา

“ทำไมเจ้านายมึงเสน่ห์แรงแบบนี้วะให้ตาย”

“นี่ยังน้อย”

“หา?!” มีเยอะกว่านี้อีกเรอะ

“มีทุกวัน ทุกครั้งที่ออกไซด์งาน ออกงานสังคม สังสรรค์นอกสถานที่ แต่กับคุณคนเมื่อตะกี้เห็นว่าเพิ่งกลับมาจากนอก ฝึกงานสองเดือน ไม่นานหรอกเดี๋ยวก็กลับแล้ว”

แคปหน้ายุ่งคิ้วขมวดลง ปอจึงดึงแขนบอกให้เดินเข้ามาหาใกล้ๆ

“คิดเหี้ยไร กูจะบอกอะไรดีๆให้”

ว่าแล้วก็กระซิบเข้าที่ริมหูคนที่โน้มลงมาฟัง แคปเบิกตากว้างเมื่อฟังจบก่อนที่เขาจะรีบถลาเข้าไปในห้องแบบด่วน ๆ

พรวด

เอสที่กำลังยกแก้วกาแฟร้อนขึ้นดื่มถึงกับเกือบสำลักพ่นของร้อนออกมาจากปาก เมื่อเห็นว่าจู่ๆแคปก็พรวดพราดเข้ามาแล้วตรงดิ่งไปที่หน้าจอทีวีก่อนดึงลิ้นชักแล้วเสียบอะไรบางอย่างใส่เครื่องอ่าน

อ่า...

ไฟล์วันคริสมาสต์เมื่อห้าปีก่อนฉายฟ้องออกมาทางจอภาพขนาดใหญ่

ภาพของแคปที่จับอุ้งเท้าเจ้าคูเปอร์ตัวเล็กๆในตอนนั้นโบกไปมาให้กับกล้องพร้อมคำพูดน่ารักในแบบของมันหากแต่กลับทำให้เจ้าของคลิปอย่างเอสอายจนหน้าร้อนฉ่าขึ้นมา

แคปจ้องมองหน้าจอจนจบคลิปก่อนหันมองมาที่คนหลังโต๊ะทำงานอย่างช้า ๆ

เสียงขอเพื่อนสนิทที่แว่วเข้าหูก่อนที่เขาจะวิ่งเข้ามาเปิดไฟล์นี้ดู

“ในลิ้นชักใต้ทีวีมีแฟลชไดร์ฟอยู่ในกล่องกำมะหยี่สีน้ำเงินสามสิบอัน มึงหยิบอันไหนก็ได้ขึ้นมาเสียบแล้วเปิดดู ความจริงที่มึงยังไม่เคยรู้ เจ้านายกูดูคลิปที่อยู่ในนั้นทุกวันๆละไม่ต่ำกว่าสามรอบ มึงลองคูณดูสิ ห้าปีที่ผ่านมา..”

“นะ...นี่.....นี่มึง...” แคปครางตะกุกตะกักหน้าชาไปหมด  เขาค่อยลุกขึ้นเอสเองก็ลุกแล้วก้าวเข้ามาหาก่อนหยิบรีโมทมากดปิดจากนั้นดึงแคปมากอดเอาไว้

“ดูอะไรของมึงไร้สาระจริงๆ”

มะ...ไม่ไร้สาระหรอก กูโคตรดีใจ

“อย่าไปสนใจเลยนั่นน่ะมันแค่คลิป ตัวจริงของมึงอยู่ตรงนี้แล้วช่วงนี้กูไม่ค่อยได้ดูหรอก”

“มะ...หมายความว่ายังไง” แสดงว่าก่อนหน้านี้มึงดูคลิปกูกับคูเปอร์ตลอดเลย?

“เอาน่าเดี๋ยวเตรียมตัวกลับแล้วนะ อีกชั่วโมงเดียวกูขอเคลียร์งานอีกนิด มึงโอเคใช่ไหมเนี่ย”

โอเคสิ กูโอเค กูโคตรโอเค คือกูดีใจไง คือบั่บ...

“กูชิลว่ะเอส กูธรรมดา กูเฉย ๆ กูเรียล”

อีเหี้ยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยกูดีใจ ฮือๆๆ สติแคปมึงสติ เขารักมึงไม่เคยเลิกรักเลยนี่หว่าเพียงแค่
การแสดงออกต่างกันงั้นดิ ฮือๆตายไหมกูฮือๆๆๆ กูชิลกูต้องชิล

“อะไรของมึง” เอสก้มมองคนในอ้อมกอดที่ทำหน้าตาแปลกๆ คล้ายคนสตั๊นไปไม่ก็จะร้องไห้หรือไม่งั้นมันก็คงจะยิ้ม ใบหน้าเดี๋ยวแดงเดี๋ยวเขียวของคนในอ้อมกอดมันทำให้ใจเขาสั่นรุนแรงขึ้นทุกครั้งที่กอดกัน เอสกดปลายจมูกลงที่แก้มนุ่มเบา ๆ ก่อนกระซิบถามบางอย่างเพื่อชวนเปลี่ยนเรื่องให้เร็วขึ้นด่วยจี๋เลย

“เมื่อกี้หึงกูใช่ไหม”

ผั๊วะ!!

“ไม่ได้หึงสักหน่อยไอ้สัส!

“จริงดิ แล้วใครฟาดหมอนใส่หัวแขกกูวะ”

ผั๊วะ!!

“หมอนมันหลุดมือต่างหาก กูจะไปหึงมึงทำไมวู๊ว!

“ไม่ได้หึงจริงเสียใจนะเนี่ย”

ผั๊วะ!!

“กูบอกว่าไม่ได้หึงคือไม่หึง อย่ามาถามเรื่องมากปล่อยกูได้แล้วเดี๋ยวจะลงไปเดิเล่นข้างล่าง”

คราวนี้เอสจะไม่ทนบอกเลย เขาโดนมือเล็กๆฟาดใส่แผ่นหลังสามผั๊วะแล้วครับ เจ็บจนทนไม่ไหวแล้วต้องขอจูบปิดปากแทนยาทำแผลหน่อยเหอะ

“อื้มม อูบอูอำไอ ออแอ้ววววววววววววว”

“สอนให้มึงรู้ ทีหลังอย่าปากแข็ง”

ผั๊วะ! โป๊ก!!  ตึง!!!

โครม!!!

กว่าแคปจะหลุดออกมาได้ต้องเหวี่ยงทั้งหมัดกระทืบทั้งเท้าถองทั้งศอกจากนั้นผลักมันแรง ๆ แล้วเขาก็หนีออกมา

หอบแฮกกันเลยทีเดียว

ติ๊งๆๆๆ

เอสเธอร์อีกครึ่งชั่วโมงเจอกัน

โถไอ้ห่ากูเพิ่งเดินออกมาไม่ถึงสองนาที

เอสเธอร์: รออยู่ที่ร้านกาแฟชั้นล่างเลยเดี๋ยวลงไปรับ

ลิฟต์ยังไม่มารับกูเสียด้วยซ้ำเนี่ย

เอสเธอร์กินได้ทุกอย่างกูมีปัญญาจ่ายครับอ้วน

หา?!!!! นี่มึงกล้าเรียกกูว่าอ้วนเรอะ บังอาจมากแค่ไหนกันวะ กล้าพิมพ์ออกมาเป็นลายลักษณ์อักษรเชียว เดี๋ยวเถอะมึง เดี๋ยวๆๆๆๆ

เอสเธอร์: 55555555555 LOLLLLLLLLLLLLLLLL

ในเวลานั้นเองที่แคปก้าวเข้าไปในลิฟต์และโกรธขึ้นมาจนหน้าเขียว ข้อความที่ถูกพิมพ์ขึ้นในจังหวะเดียวกันกับที่อีกฝ่ายส่งเข้ามาก่อนเฉียดกันแค่หนึ่งวินาทีเท่านั้นก็คือ

ติ๊ง

เอสเธอร์: บอกรักกูสิแคปเปอร์

คาปูชิโน่กูเกลียดมึงที่สุดไอ้สัส!!

ติ๊ง~

อันนี้เสียงลิฟต์เปิดตัวออกแคปก้าวออกมาพลางยัดโทรศัพท์ลงมนกระเป๋า สนามหญ้าเล็กๆหลังตึกคือจุดหมายปลายทางของเขา เดินวกไปวนมาดูต้นไม้อยู่แถวนั้นสักพักเขาก็เดินกลับมาแถวๆฟร้อน เจอคุณป้าแว่นคนเก่าคนเดิมเพิ่มเติมคือวันนี้เจ๊แกแก่ขึ้นอีกโขเพราะกระโปรงบานๆยาวคลุมหัวเข่านั่น

“เชิ่มไปไหมวะคุณผิ”

แคปบ่นงึมงำๆก่อนเลี้ยวเข้าอีกมุมหนึ่งแล้วลัดเลาะออกมาอีกเส้นทาง โถงรอลิฟต์ตรงจุดนี้ปลอดคนแคปจึงยืนตัดสินใจสักพักก่อนมองดูเวลาที่ข้อมือแล้วเลี้ยวเข้าไปสั่งเอสเพรสโซ่เย็นๆรอ

“ขอสองช็อตนะครับ”

“ได้ค่ะ”

พนักงานเสียงหวานจัง

แคปจ่ายตังค์ก่อนเข้าไปนั่งรออยู่ด้านใน เลือกที่นั่งที่สามารถมองเห็นทางเข้าได้ชัดๆ เผื่อคนบนยอดหอคอยนั่นมันลงมารับเดี๋ยวไม่เห็นโวยวายขึ้นมาอีก

มองคนเดินผ่านไปผานมาไปเรื่อย สาวสวยจากแผนกไหนสักแห่งในชุดกระโปรงสั้นน่ารักน่าหยิกคุยไปหัวเราะไปกับเพื่อนฝูงของเธอก็กลายเป็นหนึ่งในเป้าสายตาของแคปได้ กำลังอมยิ้มดูดกาแฟเย็นอยู่ดีๆ หากแต่..

“สวัสดีค่ะบังเอิญจังเลย ลงมาทานกาแฟหรือคะ”

อ่ะนะ

คนมันหล่อไง แต่คนที่อยากจะให้เข้ามาทักดั๊นไม่มีทัก ส่วนไอ้คนที่ไม่คิดอยากจะให้ทักเล๊ยอย่างยัยคุณป้าเชิ่มเชยเนี่ยมาทักกูอีกแร้ววววววววว แคปปั้นรอยยิ้มส่งให้เธอหากแต่นึกสมน้ำหน้าตัวเองด้วยนิดๆ

“สวัสดีครับ”

เอาล่ะวะวันนี้เขาจะลองมองดูที่ป้ายชื่อสักหน่อย เจอกันตั้งแต่วันแรกที่เขาเข้ามาที่นี่กระทั่งถึงวันนี้สารภาพตามตรงเขายังไม่เคยมองป้ายชื่อเธอเลย

แต่ว่าถ้าเลื่อนสายตามองต่ำเธอจะหาว่ากูเคลมหน้าอกหล่อนป่ะวะเนี่ย

“นั่งไหมครับ เชิญนั่งก่อนก็ได้”

เพี๊ยะ กูควรตบปากตัวเองดังๆนะ จู่ๆไปชวนเธอนั่งด้วยทำไม แคปนี่พูดไปแล้วแทบอยากกระโดดถีบตัวเอง แต่ในเมื่อชวนไปแล้ว

“ถ้าอย่างนั้นปรางขอรบกวนเลยนะคะ”

เธอชื่อมะปราง

ทำไมชื่อถึงน่ารัก

พนักงานเดินเขาแก้วโกโก้ปั่นมาวางลงให้เธอ คุณมะปรางถอดแว่นออกมาเช็ดนิดๆ เหงื่อผุดขึ้นมาเต็มใบหน้าเธอก่อนมือเล็กๆจะใช้กระดาษซับ เธอเหงื่อออกค่อนข้างมากไม่ว่ารู้ร้อนหรืออะไรแต่แคปที่มองเธอในเวลานั้นพอดิบพอดีถึงกับต้องตกตะลึง

โคตรสวย

คะ....คะ....คุณ มะปรางสวมแว่นทำไมวะครับ กูไม่เข้าใจ “อร่อยไหมครับ” ถามได้แค่นั้น โคตรแมนเลยกู

เธอดันแว่นเข้าไปที่เก่าก่อนเงยหย้ามองแคปแล้วตั้งอกตั้งใจดู “อร่อยมากเลยค่ะ” สายลูกปัดที่คล้องแว่นขยับไปมา ทำให้เธอดูแก่หงำเหงือกขึ้นมาได้อีก

“คุณเป็นเพื่อนของคุณปรเมทหรือคะ”

“ครับใช่”

“วันก่อนเจอคุณปรเมท.......”

แล้วเธอก็ชวนเขาคุยหลายต่อหลายเรื่อง ไปๆมาๆสองคนคุยกันออกรส แคปพลันนึกไปว่าเธอไม่ไปทำงานหรือไงวะพอมองดูเวลาอีกที อ้อมันเป็นเวลาเลิกงานแล้วนั่นเอง

“ทำไมคุณไม่ลองใส่คอนแทคเลนส์ล่ะครับ”

ไม่รู้ผีห่าซาตานอะไรดลใจให้เขาถามเธอไปแบบนั้น หลังจากประเมินอายุจริงเธอแล้วคิดว่าน่าจะพอกันกับเฮียเต้ไม่ก็แก่กว่าสองสามปีแต่ที่แน่ ๆ ไม่น่าเกินสามสิบ

“คะ?” เธอเงยหน้าถาม แคปถือวิสาสะชี้ไปที่แว่นเธอให้ทำท่าบอกให้ถอดออกไป

“ยังไงคะ” เธอยื่นหน้าเข้ามา

“แบบนี้ไงครับ” แคปจึงเอื้อมมือออกไปดึงแว่นออกจากใบหน้ารูปไข่ของเธอให้เบา ๆ ไม่น่าเชื่อว่าเธอแก้มแดงขึ้นนิดๆ สีชมพูอมขาวโคตรน่ารัก ถ้าเป็นเมื่อก่อนนี่สเป็คแคปชัดๆเลย แต่ตอนนี้จะไปมองใครได้ล่ะวะหัวใจปิดทำการแว้ววววว

ในจังหวะที่แคปดึงแว่นสายตาเธอออกมาแล้วยื่นส่งคืนให้ สายตาของเขามองข้ามศีรษะเธอไปเห็นดวงตาเขียวอื๋อของคนที่เขากำลังนั่งรออยู่ยืนจ้องเขม็ง เขม็งและเขม็ง!!

แคปลุกพรวดขึ้นทันที

“ขอโทษนะครับคุณมะปรางเดี๋ยวผมขอตัวก่อน”

จะสนใจเหี้ยไรได้อีก จะมะปราง ลูกเกด สับปะรด มะละกอ ลิ้นจี่หรือห่าอะไรแคปก็ไม่สนแล้ว เขารีบเดินออกมาสาวเท้าตามแผ่นหลังของร่างสูงใหญ่ที่กำลังเดินนำออกไปที่ประตูด้านหน้าฉับๆๆ

“เฮ้ยมึงใจเย็นก่อน เดี๋ยวสิ”

กว่าแคปจะเรียกแล้วรั้งแขนอีกคนไว้ได้พวกเขาสองคนก็เดินลงมาถึงชั้นจอดรถแล้วเรียบร้อย เอสเดินเร็วๆแบบไม่มีรอ แคปเองจะวิ่งเข้าไปชาร์ตตัวในขณะที่พนักงานเต็มชั้นล่างแบบนั้นก็คงทำไม่ได้ แค่นี้หลายคนก็แตกตื่นแล้วเพราะว่าท่านประธานของเขาใช่ว่าจะลงมาเดินโชว์ร่างกายและใบหน้าแบบง่าย ๆ

“มีอะไร”

เสียงทุ้มเย็นเฉียบทำเอาแคปขนลุก จำได้ดีเสมอเวลาที่เอสมันหึงโหดมันทำอะไรแบบไหน แต่นี่พนักงานมึงนะกูไม่ได้ป้อด้วย แค่คุยธรรมดาๆเอง กูอยากฮ้องไฮ้~

“อย่าโกรธดิวะ นั่นพนักงานมึงนะ”

“แล้วมึงทำอะไร”

“ก็แค่นั่งคุยเอง”

“.................” ดวงตาคมกริบตวัดกลับมา ทำให้แคปผงะและต้องเผลอกลืนน้ำลายเอือกใหญ่ 

“โอเคโอเคกูผิดที่คุยกับผู้หญิง แต่คุณคนนั้นเธอเป็นพนักงานของมึงนะ เธอแก่แล้วเป็นคุณป้า ไม่มีปัญหาหรอก กูแค่แนะนำว่าให้เธอลองถอดแว่นสายตาออกแล้วเปลี่ยนเป็นคอนแทกเลนส์แทน ก็เห็นที่ป้ายชื่อยังเป็นมิสอยู่นี่หว่า ทำบุญทำทานไปน่ามึง บางทีคำแนะนำของกูอาจจะทำให้เธอได้แต่งงานกับหนุ่มใหญ่ไฟแรงสักคนน่ะนะ”

เอสมองคนตรงหน้าแบบนิ่ง ๆสักพัก บางทีเขาต้องปลงเรื่องนี้อีกเรื่องสินะ แคปมันคนอัธยาศัยดี เจ้าชู้ แต่ถ้าจะให้เอาจริง ๆ เลยไหมเขาก็ตอบแทนมันได้เลยว่าไม่!

ก็รู้ว่ารัก รู้มาตลอดไม่งั้นคนอย่างมันจะยอมครองตัวเป็นโสดมาตลอดหรือยังไง

พอคิดได้แบบนั้นเอสพรูลมหายใจเบา ๆ อีกครั้งก่อนปรายสายตาบอกแคปให้ขึ้นรถ “เดี๋ยววันจันทร์กูจะไล่เธอออก”

เหยดดดดดดดดดดดดดดดดดดด

“ตามใจเหอะ จะไล่ออกจะอะไรก็เรื่องของมึง กูไม่รู้จักกับเธออยู่แล้วไม่สนใจหรอก ไม่สวย ไม่สำคัญด้วย”
ตายๆๆๆๆๆๆไอ้แคปมึง  ใจร้อนจนจะตายห่าแล้ว แต่ต้องปั้นหน้าทำทีว่าไม่สนใจ ก็เพราะถ้าเขาโวยวายว่าแค่คุยกันนั่งโต๊ะเดียวกันมึงถึงขนาดต้องไล่เธอออกแบบนี้มีหวังทะเลาะกันตายห่า คนอย่างเอสมันใจร้อน และมันจะรู้สึกว่าเขาแคร์เธอมากๆ

เพราะงั้นจะโวยวายไม่ได้

อันที่จริงไม่ใช่ว่าแคร์หรอกแค่เพียงรู้สึกว่ามันไม่ถูกต้อง ต่อไปจะคุยกับใครต้องระมัดระวังตัวให้มากกว่าเดิม

กูมีผัวแล้ว มีเจ้าของแล้ว มีเป็นตัวเป็นตนแล้ว ต้องคิดแบบนี้ถูกต้องใช่ไหมวะ

“ไม่สนใจจริงดิ” เอสหันมาถามยิ้ม ๆ เหมือนกำลังหยั่งเชิง แคปยักไหล่ มือใหญ่จึงเอื้อมมือขยี้หัวเขาจนยุ่งก่อนยิ้มออกมา

“มึงทำผมกูเสียทรงแล้ว เอามืออกไปเลย”

“ลงโทษคนเจ้าชู้ไง”

“กูไปเจ้าชู้ตอนไหนของมึง”

“ปากดี เดี๋ยวจะถึงบ้านแล้วกูจะบอกให้คูเปอร์จัดการมึง”

“ให้ตาย น้องมันเป็นพรรคพวกมึงแล้วสินั่น”

“แน่นอน” เอสรับคำเสียงสูงท้าทายแคปมาก ไม่นานนักรถมาจอดลงที่หน้าคฤหาสน์หลังใหญ่มากของรัชชา ประตูค่อย ๆ เปิดออกมีพนักงานที่ตู้ยามยืนทำความเคารพ

แค่ทางที่ขับเข้าไปก็ไกลจนสุดลูกหูลูกตา

มาครั้งที่สองแล้วก็ยังไม่ชิน

ที่โรงรถมีรถยนต์หรูเรียงตัวกันอยู่เต็มทุกช่องทุกพื้นที่ เอสก้าวลงจากรถยื่นกุญแจส่งให้นายแมน

“โฮ่ง!

คูเปอร์วิ่งควบระยะไกลเข้ามากระโจนหาแคปที่ยังไม่ทันได้ตั้งตัว “เหวออออ..”  คนตัวเล็กล้มลงไปบนพื้นหญ้าโดยความตั้งใจและเสียงหัวเราะก่อนที่จะถูกเจ้าหมาตัวใหญ่เหมือนลูกหมูเลยหน้าเลียตา

“โฮ่ง!

มันดีใจทั้งร้องทั้งเลียดุนดันจมูกไม่ยอมหยุด แคปจึงรวบกอดมันไว้หากแต่มันกระโจนออกไปหาเอสที่ยืนยิ้มอยู่ข้าง ๆ ทักทายดมมือเจ้านายมันพอเป็นพิธีจากนั้นเข้ามากระโจนใส่แคปต่อ

“พอแล้วๆๆๆพอก่อนคูเปอร์พี่เปื้อนหมดแล้ว”

แคปดุมันไม่เหมือนคนดุหมาเลยสักนิด พูดเพราะขนาดที่นายแมนยังแอบหัวเราะ ไม่ต่างจากน้องอุ้มและพี่แอมป์ที่ยืนอยู่ตรงหน้าบันไดทางเข้าบ้าน

“เดี๋ยวพอก่อนนะ คูเปอร์หยุดก่อนเดี๋ยวพี่แคปมา รออยู่นี่แล้วนั่งลงเร็วเข้าหน้าหมูเด็กดี ทำตามพี่แคปบอก ไม่ดื้อ!” แคปสั่งแล้วทำมือบอกมันแต่คูเปอร์หรือจะฟัง เจ้านายอย่างเอสจึงขยับเข้ามาชี้แล้วทำเสียงดุดันใส่พร้อมกับตบสะโพกมันเบา ๆ คูเปอร์รีบนั่งลงแล้วร้องประท้วงหงิงๆ เอสกวักมือเรียกแมนให้มาพามันไปเดินเล่นที่หลังบ้านจากนั้นเขาเดินเข้าไปช่วยแคปปัดเศษหญ้าที่อยู่ตามเสื้อกับกางเกงออกก่อนพี่สาวกับน้องสาวของเขาจะเดินเข้ามาทัก

แคปมองตามหลังคูเปอร์ที่กำลังจะหายลับไปด้านหลังก่อนยกมือสวัสดีพี่แอมป์ตามมารยาทขณะที่น้องอุ้มเดินเข้ามาเกาะแขนเขาราวกับเป็นคนคุ้นเคยกันเป็นอย่างดี

“อย่ามองอย่างนั้นน่าพี่เอส” น้องอุ้มท้วงขึ้น เธอมองหน้าพี่ชาย “ก็วันก่อนอุ้มเล่นกับพี่แคปสนิทกว่านี้อีกเนอะพี่แคปเนอะ”

แหะๆ แคปยิ้มแห้งไม่มีอะไรจะแก้ตัว วันก่อนที่เธอว่าก็คงหมายถึงวันที่เขาบังเอิญมาค้างที่นี่เป็นครั้งแรก “ไปเหอะเข้าไปข้างในกันค่ะพี่” 

เธอชวนพร้อมกับกระชับแขนให้เกาะแน่นขึ้นอีกจากนั้นผู้หญิงตัวเล็กๆถึงกับต้องออกแรงลากและดึงแคปให้เดินเข้าบ้านไปด้วยกัน โดยมีสายตาของเอสที่เดินตามอยู่ด้านหลังกับพี่แอมป์จับจ้องไว้ไม่ยอมห่าง

“แกจะหวงอะไรขนาดนั้นเจ้าเอส” พี่สาวคนโตทักขึ้น เอสเหลือบมองเธอนิดหน่อย

“ผมเปล่า”

“ป๊ากับคุณแม่รอพวกแกอยู่ด้านในนานแล้ว ให้น้องอุ้มพาแคปเข้าไปนั่นแหละดี แกเชื่อฉันนี่”

“พี่แอมป์บอกป๊าว่าไง”

“ก็บอกไปตามจริง”

สองพี่น้องสบสายตากันก่อนที่ทุกๆคนจะเดินมาถึงโถงรับแขกขนาดใหญ่ซึ่งมีแกรนด์เปียโนวางเด่นเป็นสง่าอยู่ภายใต้แชนเดอเลียสุดหรู

แคปชะงักเท้าไว้ในตอนที่น้องอุ้มกะจะลากเขาให้เลี้ยวเข้าไปในห้องรับรองห้องที่สอง คือเขาไม่รู้หรอกว่ามันเป็นห้องอะไรหากแต่เซ้นต์ส่วนตัวบอกไว้ว่า..ยังก่อน ควรจะรอเข้าไปพร้อมกับเอสน่าจะดีที่สุดดังนั้นเขาจึงหันหลังกลับมาส่งสายตาวิงวอน

เอสก้าวเข้ามาหาทันที บ่ายหน้าบอกน้องสาวว่าให้ขยับห่างออกไป

“พี่ชายขี้งก” น้องอุ้มเบะปากแดกดันเจอเอสผลักหัวไปเบา ๆ ก่อนที่พี่แอมป์คนสวยในชุดสูทชุดกางเกงสีอ่อนทะมัดทะแมงจะเดินนำเป็นทัพหน้าเข้าไป

คุณแม่เอสเป็นผู้หญิงที่สวยมาก ท่าทางดูทะมัดทะแมงไม่ต่างจากพี่แอมป์ รอยยิ้มที่เธอส่งมาให้กับแคปสว่างจ้าราวกับแสงอาทิตย์ยามเช้า เขาเพิ่งรู้วันนี้เองว่าเอสได้ฟันกระต่าวยสวยๆแบบนั้นมาจากใคร

เอสหน้าตาเหมือนกับคุณแม่ของเขา

ส่วนท่านเจ้าสัว คุณพ่อของเอสช่างสมกับเป็นคนที่มีทั้งเงินตราและอำนาจ ใบหน้าที่ฉาบไว้ด้วยความใจดีและอ่อนโยนทว่าแคปกลับเห็นว่าภายใต้บุคลิกแบบนั้นตัวตนที่แท้จริงของท่านกลับฉายความเด็ดขาดอยู่ในแววตาที่เต็มไปด้วยร่องรอยแห่งประสบการณ์อย่างแท้จริง

พี่แอมป์กับน้องอุ้มถอดแบบโครงหน้ามาจากท่านเจ้าสัวไม่มีผิดเพี้ยน

ช่างเป็นครอบครัวที่สมบูรณ์

“ป๊าครับ คุณแม่ครับ” เสียงทุ้มของเอสดังขึ้นข้าง ๆ แคปที่ตกอยู่ในภวังค์ถึงกับสะดุ้งเมื่อถูกแนะนำให้รู้จักกับคุณพ่อและคุณแม่ของเขา

“สวัสดีครับ” แคปยกมือขึ้นไหว้ ทั้งสองท่านพยักหน้าพลางรับไหว้ด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความเป็นมิตร ในตอนนั้นแคปไม่สังเกตสักนิดเลยว่าน้องอุ้มขยับเข้ามายืนอีกข้างหนึ่งของเขาส่วนพี่แอมป์ขยับก้าวเข้ามาชิดอยู่ที่ด้านหลัง เขารู้สึกแค่ว่าเอสไม่ยอมให้หัวไหล่ตัวเองออกห่างจากตัวเขาเลยแม้แต่น้อย

“ไปทานข้าวทานปลาด้วยกันก่อนนะลูกนะ เรื่องอื่นเดี๋ยวเราค่อยมาว่ากัน” นายหญิงที่ดูเหมือนจะมีอำนาจมากที่สุดหากเป็นเรื่องภายในบ้านเอ่ยขึ้นในตอนที่เธอเดินเข้ามาจับเอามือลูกชายคนเดียวของเธอแล้วพยักหน้าบอกให้ทุกคนเดินตามออกมา แคปเห็นว่าน้องอุ้มเดินเข้าไปอ้อนคุณพ่อของเธอด้วยท่าทางที่น่ารักมากจริง ๆ มือใหญ่นั่นลูบลงบนศีรษะเล็กของลูกสาวคนสุดท้อง

“ป๊าใจดีน้องอุ้มรู้”

ท่านเจ้าสัวใช้รอยยิ้มโต้ตอบออกไป เอสเดินคู่อยู่กับคุณแม่ของเขาอย่างช่วยไม่ได้ น้องอุ้มกับท่านเจ้าสัวเดินเกาะแขนรั้งท้าย เพราะงั้นแคปที่เพิ่งสบตากับเอสที่หันมองอย่างเป็นห่วงจึงถูกมือเย็นๆแต่นุ่มมากของพี่แอมป์คว้าเอาไว้แล้วจูงให้เลี้ยวเข้าไปนั่งทานข้างด้วยกันที่ห้องรับประทานอาหาร

ไม่ใช่โต๊ะยาวเหยียดอย่างที่จินตนาการเอาไว้

ดีหน่อยที่เป็นโต๊ะกลมๆ อาหารมากมายวางพร้อมอยู่ก่อนแล้ว แม่บ้านตักข้าวกล้องหอมมะลิกรุ่นร้อนลงในแต่ละจานตามลำดับทันทีตามด้วยน้ำ เอสที่นั่งติดกับแคปหันมองแล้วบีบมือให้กำลังใจ

“วันนี้มีไข่เจียวกุ้งของโปรดอุ้มด้วยล่ะ” น้องอุ้มตักทานพลางพูดขึ้นคล้ายเด็กๆแคปอมยิ้มนิดๆเขาเริ่มสังเกตว่าอาหารแต่ละจานช่างเป็นเมนูโปรดของเขาแทบทั้งสิ้น ไม่รู้ทำไมถึงเป็นแบบนั้น ทั้งไข่เจียวกุ้ง ผัดผักรวมกุ้งสด น้ำพริกกะปิปลาทูหอม คะน้าน้ำมันหอย ต้มจับฉ่ายและปลากระพงนึ่งซีอิ๊ว ในตอนนั้นเอสตักไข่เจียวกุ้งลงที่จานให้แคปแล้วชี้บอกว่าผัดผักรวมนั่นน่ะอร่อยมากให้ลองทานดู แคปพยักหน้าเบา ๆ

อาหารอร่อยมากจริงๆ

ทุกคนตั้งหน้าตั้งตาทานกันไป พี่แอมป์กับน้องอุ้มพูดคุยเรื่องงานกันนิดหน่อยก่อนเปลี่ยนเรื่องไปเป็นเข็มขัดกระเป๋ารองเท้าและเสื้อผ้าแบรนด์ดัง ที่แคปแค่ฟังยังขนลุก คุณหญิงของบ้านส่งยิ้มให้กับลูกสาวก่อนตักอาหารให้ลูกชายของเธอและวางกุ้งผัดผักลงที่จานแคปด้วย

“ไม่รู้วันนี้อาหารเป็นยังไงบ้าง เอสเขาโทรเข้ามาสั่งแม่ครัวของที่บ้านว่าจะพาคนสำคัญมาทานข้าวด้วยให้จัดเตรียมตามเมนูที่เขาสั่ง แม่ครัวของเราก็ทำสุดฝีมือนะกลัวจะไม่ถูกใจ”

“อาหารอร่อยมากครับ”

แคปรีบตอบออกไปเมื่อเธอมองหน้าเขาแล้วพูดนั่นแสดงว่ากำลังคุยอยู่กับเขา เธอยิ้มอ่อนโยนจนแคปขนลุกไปหมด นึกถึงคำพูดก่อนหน้าที่ไอ้หมาอาร์มันเคยขู่เอาไว้ว่า...


“บ้านคนจีนน่ะนายหญิงของบ้านจะร้ายกาจที่สุด ถ้าหากบ้านไหนเมียดีเมียเก่งบ้านนั้นก็จะอยู่ร่มเย็นค้าขายเจริญรุ่งเรือง แต่บางทีนะมึงนะ หน้าตาท่าทางดี๊ดีต่อหน้าเราเนี่ยดีทุกอย่าง แต่ปากนี่ด่าแบบฉิบหายวายวอดเลยก็มี เพราะงั้นอย่าเพิ่งไว้วางใจ ทางที่ดีมึงต้องเตรียมหูเอาไว้รอรับคำด่าพร้อมๆกับปิดตาลงไว้หนึ่งข้าง คือง่ายๆอ่ะ หลับหูหลับตาหน่อย เขาจะด่าจะแขวะมายังไงมึงต้องอดทน”


แคปกลืนน้ำลายเอื้อกใหญ่ ๆ ในตอนที่เงยหน้าไปสบตากับนายหญิงแห่งรัชาพอดิบพอดี เธอยิ้มบางส่งให้เขาอีกแล้ว

แคปพยายามปั้นหน้ายิ้มตอบ ก่อนที่เอสจะตักอาหารอย่างอื่นมาวางไว้ให้เขาเพิ่มอีก พอทยอยทานกันจนหมดก็ถึงคิวของหวานที่จะต้องเข้ามาวางเสิร์ฟลงให้

“มีขนมหวานด้วยนะลูก ป้าจันทร์เขาถนัดเรื่องขนมไทยนัก วันนี้เป็นขนมอะไรนะจันทร์”

“คุณชายออเดอร์บัวลอยไข่หวานเข้ามาค่ะ ป้าจันทร์ทำสุดฝีมือ”

บัวลอยไข่หวานถ้วยเล็กถูกจัดวางให้กับทุกคน แคปมองของหวานตรงหน้าแล้วกลืนน้ำลายอึกใหญ่

ถ้ากูขอเติมอีกมันจะน่าเกลียดไหมวะ ตรงๆเลยนะถ้วยเล็กแบบฉิบหาย กินไม่อิ่มแน่ๆโอ๊ยยยยยยยยย

“อร่อยนะ ของชอบมึงไม่ใช่เหรอ กินดิ”

เอสหันมาพูดด้วยเบา ๆ ใช้ศอกสะกิดให้แคปกิน

“ป้าจันทร์จะทำร้ายฉันไปถึงไหน แค่นี้ก็ลงพุงมากพอแล้วนา”

แคปแทบสำลักในขณะที่กำลังตั้งอกตั้งใจกิน เมื่อท่านเจ้าสัวจู่ๆพูดขึ้นยิ้มๆพลางส่ายหัว

“ของชอบอาป๊าเขาน่ะลูก ไม่น่าเชื่อเลยว่าแคปเองจะชอบเหมือนกัน”

นี่เสียงคุณหญิงท่านพูดกับแคปอีกแล้ว คนฟังกำลังละเลียดกับบัวลอยเลยพลอยเกร็งและประหม่าแดก จนต่อมรับรู้รสชาติอัมพาตไปหมด

สรุปอร่อยไม่อร่อยเขากินทุกอย่างหมดเกลี้ยงก็แล้วกัน

ไม่เว้นกระทั่งน้ำเปล่า

“ป่ะ ย้ายไปนั่งคุยกันที่ห้องเล็กเถอะ”

หลังจากเดินตามกันออกมาที่ห้องรับรองเล็กซึ่งอยู่อีกฟากหนึ่งของตัวบ้าน อันที่จริงไม่เล็กมากนะ เอสพาแคปแวะเข้าห้องน้ำก่อนในตอนที่ล้างมือเสร็จและเดินออกมาแคปรีบวิ่งถลาเข้าไปหาคนที่ยืนรอเขาอยู่

“กลับเลยได้ป่ะวะ”

เอสหัวเราะก่อนดึงแขนแคปแล้วจ้องหน้า “อย่าป๊อดน่า”

“พ่อกับแม่มึงโคตรน่ากลัว”

“ป๊ากับแม่กูใจดีที่สุดในโลกแล้วมึงรู้เอาไว้ นั่นน่ะเทวดาสององค์ของกูเลยนะ”

เอาเป็นว่าตอนนี้แคปก็มานั่งจุ้มปุ๊กอยู่ที่โซฟาหลุยส์สีทองขนาดโอ่อ่า พี่แอมป์น้องอุ้มนั่งอยู่ข้างกัน คุณพ่อคุณแม่เอสนั่งอยู่อีกฝั่งตรงข้ามกับพวกเขาทั้งคู่ มีเปียโนขนาดกลางตั้งอยู่ที่มุมหนึ่งของห้อง แคปเงยหน้าหาแชนเดอเลียร์ทันทีซึ่งก็แน่นอนว่ามี หรูหราระยิบระยับไม่ต่างจากห้องทานข้าวหรือโถงด้านนอกเลยแม้แต่น้อย และนั่นทำให้แคปคิดมั่วซั่วเพลินไปจนถึงว่าเออนะ เขาทำความสะอาดกันแบบไหนยังไง ฝุ่นไม่เห็นจะมีสักเม็ด

“ฟังเพลงหน่อยไหม”

จู่ๆท่านเจ้าสัวเปรยถึงเพลงๆก็มาจริง ๆ แคปไม่รู้เลยว่าเอสลุกขึ้นไปนั่งอยู่ที่โต๊ะเปียโนหลังนั้นตั้งแต่ตอนไหน เพราะว่าในขณะนี้เสียงเปียโนแผ่วเบาดังเป็นเพลงราชนิพนธ์ช้าๆซึ้งๆและไพเราะจนจับขั้วหัวใจกำลังถูกบรรเลงโดยผู้ที่พรมนิ้วอยู่บนแป้นคีย์ สายตาคมกริบอ่อนหวานมองมาที่แคปอยู่ตลอด

โอ๊ยยย อย่ามองกูแบบนั้นคร้าบบบบบ แค่นี้ใจกูสั่นจนจะกระเด็นออกมากองให้ดูกันแล้ว มึงกะจะเอากูให้ตายไปต่อหน่าพ่อแม่พี่น้องมึงเลยใช่ม๊ายยยยย

เสียงบรรเลงจบลงเมื่อไหร่แคปไม่รู้อีกแล้ว จู่ๆเอสเดินมานั่งลงข้างเขาแล้วเอียงตัวมากระซิบถาม ทำเอาขนลุกเกรียวไปหมด “เพราะไหม..”

แคปพยักหน้าแรง ๆ ครั้นจะตอบว่าโคตรเพราะก็เหมือนกับว่าจะหลงผัวมากไปหน่อย เพราะงั้นแค่พยักหน้าเป็นพอ และเอสเองก็ดูท่าจะพออกพอใจ เขายิ้มโชว์ฟันสวยอีกแล้ว

“เอสเขาชอบเปียโนมาก ชอบมาตั้งแต่เด็ก ตอนที่เรียนประถมไปคว้าเหรียญมาตั้งหลายเหรียญเลยนะไม่รู้ว่าเคยเล่าให้กันฟังมั่งหรือเปล่า” แคปหันไปมองหน้าคนที่นั่งทำตัวนิ่งๆอยู่ข้าง ๆ เอสไม่เคยพูดเลยสักครั้งว่ารักชอบเปียโน เขาเพิ่งรู้วันนี้เลยด้วยซ้ำ

“มึงชอบเปียโน?” แคปหันไปกระซิบถาม เอสพยักหน้าบอกอือๆ แคปก็เลยพยักหน้าตาม โอเคนี่ไงเขารู้แล้วว่าเอสมันชอบ เรื่องนี้ชิลนะไม่ว่ากันหรอกชอบหรือไม่ชอบอะไรเรื่องส่วนตัวบางทีไม่จำเป็นต้องรู้จนละเอียดทุกเรื่องก็ได้นี่เนอะ

“เธอนี่เป็นเด็กที่แปลกดีนะแคป”

คุณหญิงพูดคล้ายกับชมก่อนหันไปหาท่าเจ้าสัวซึ่งตอนนี้นั่งจ้องหน้าแคปรออยู่ก่อนแล้ว “เอาล่ะป๊าจะถามตรงไปตรงมาเลยก็แล้วกัน” ท่านเว้นจังหวะนิดหนึ่งก่อนใช้น้ำเสียงเฉียบขาดถามขึ้น 

“เด็กคนนี้คืออะไรสำหรับลูก”

“แคปคือคนที่ผมรักครับป๊า”

“รักแบบไหนกัน” อันนี้เป็นคุณหญิงถามขึ้นมา แคปที่นั่งเกร็งจัดรู้สึกตัวอีกทีคือถูกเอสคว้าเอามือไปกุมไว้ที่ตักมันเรียบร้อยแล้ว

“รักแบบคนที่ผมคิดจะให้เขาเข้ามาเป็นพาร์ทเนอร์ของชีวิตผมทั้งชีวิต”

“เอสหมายความว่ายังไงลูก อธิบาย”

“คัพเพิ่ลครับคุณแม่ ผมรักแคป แคปรักผม เราสองคนรักกัน คู่ชีวิต หรืออะไรก็ได้แล้วแต่ป๊ากับคุณแม่พอใจจะเรียก”

เมื่อเธอได้ยินสิ่งที่ลูกชายพูดออกมาอย่างแจ่มชัด แม้จะเตรียมใจมาบ้างแล้ว แม้จะระแคะระคาย  แม้จะคิดว่ารู้ แต่ถึงอย่างนั้นเมื่อมาได้ยินจากปากลูกชายจริงๆความรู้สึกมันช่างแตกต่างจากที่คิดและจินตนาการเอาไว้มากนัก

นายหญิงแห่งรัชชาถึงกับเอามือทาบอก “โอ๊ย แม่จะแป็นลม”

“เดี๋ยวน้องอุ้มเรียกรถพยาบาลให้ค่ะคุณแม่” น้องอุ้มลุกพรวดขึ้นเสนอตัว คุณแม่เธอรีบหันไปทำสายตาดุใส่ ก่อนที่เธอจะยักไหล่แล้วยกมือบอกว่าขอโทษ พูดเล่น

“ตกลงคุณแม่จะเป็นลมจริงไหมคะเนี่ย ให้แอมป์โทรตามคุณหมอไหม”

“เดี๋ยวเถอะยัยแอมป์นี่ก็อีกคน มันเป็นคำอุทานน่ะอุทานรู้เรื่องมั่งไหมเนี่ยหื้อ ดูซิ เลยไม่เป็นอันคุยต่อเลย”

“เอาเถอะคุณหญิง เดี๋ยวผมคุยเองดีกว่าคุณพักก่อนเถอะ”

เมื่อท่านเจ้าสัวออกโรงด้วยตัวเอง ทุกคนเลยต้องเงียบ เอสยังคงจับมือแคปไว้แน่น คนถูกจับเองก็บีบมือตอบกลับไปเช่นกัน

“เธอกับลูกชายฉันรักชอบกันงั้นหรือ”

คำถามแรก ตรงไปตรงมาเข้าประเด็นสมกับเป็นนายใหญ่สูงสุดแห่งรัชชา

แคปค้อมศีรษะลงต่ำพลางตอบรับอย่างสุภาพ “ครับ ใช่ครับ”

 คำถามต่อไปยิงใส่ต่อทันที “แล้วเธอคิดว่าคนแบบเธอมีอะไรดีพอที่จะมารับผิดชอบดูแลลูกชายฉันได้บ้างล่ะ ไหนเธอลองบอกมาให้ฉันฟังทีสิ”

หา!?

“บอกมา”

โอ๊ย นี่กูมาสู่ขอผู้หญิงเรอะ! ผมเมียมันคร้าบท่านพ่อท่านแม่ท่านผู้บัญชาการทหารสูงสุด โอ๊ะๆๆผิดๆๆ คือเรื่องนี้กับคำถามแบบนี้บ้านผมยังไม่ถามลูกชายท่านเลยนะคร้าบบบบบบ

“ผม..

“เธอจะเลี้ยงดูลูกชายฉันแบบไหนฉันถึงจะวางใจมอบลูกชายฉันให้กับเธอได้ มีอะไรจะมารับประกันได้ว่าถ้าหากลูกชายของฉันต้องไปใช้ชีวิตอยู่ร่วมกับเธอแล้วเขาจะไม่ลำบาก”

“ผม...

“มันก็ต้องยอมรับกันล่ะนะว่าครอบครัวของฉันค่อนข้างมีอันจะกิน เพราะอย่างนั้นฉันขอคำตอบง่ายๆจากเธอ เอาแบบสั้นๆได้ใจความก็แล้วกัน เธอให้ความมั่นใจกับลูกชายฉันไว้ว่ายังไง ใช้ชีวิตอยู่ร่วมกับเธอตลอดไปดีแล้วงั้นรึ แชร์ทั้งสุขทั้งทุกข์ร่วมกันเธอยินยอมพร้อมใจแล้วงั้นสิ  แล้วถ้าหากว่าวันนึงลูกชายของฉันไม่มีอะไรเหลือเลยสักอย่างเดียว กลายเป็นคนตัวเปล่าเธอยังจะยืนอยู่เคียงข้างเขาอีกหรือไม่ ความหมายทั้งหมดที่ฉันพูดมาหวังว่าเธอจะประมวลผลได้เข้าใจโดยเร็ว”

อ่าา

นี่คงจะเคลียร์หมดทุกคำถามเรียบร้อยแล้ว อีกฝ่ายหยุดและจ้องหน้าแคปราวกับว่าท่านกำลังจดจ่อรอคอยคำตอบ ในตอนแรกนั้นแคปอ้าปากตอบไม่ทันเลยสักครั้ง สมองน้อย ๆ ของเขาคิดคำตอบดีๆและกำลังเรียบเรียงถ้อยคำสวยหรูหากแต่อีกฝ่ายไม่เปิดโอกาสให้เขาได้พูดอธิบายยังคงยิงคำถามเข้ามาเรื่อย ๆ

ชั่ววูบหนึ่งแคปคิดไปว่านี่มันคือการสมัครเข้าทำงานในตำแหน่งสูงสุดของรัชชาหรือเปล่าอะไรแบบนั้น
คือท่านเจ้าสัวสัมภาษณ์มึงเองเลยหนาเว้ยไอ้คาปู เพราะงั้นคำตอบธรรมดาๆที่เหมือนกับตระเตรียมมาคำตอบสวยหรูถ้าหากปั้นแต่งออกไปคนมากประสบการณ์อย่างท่านทั้งคู่คงอ่านเขาออกแน่นอน

เพราะอย่างนั้นแคปจะตอบโดยใช้หัวใจนำทางก็แล้วกัน

เขากระชับมือที่จับไว้กับเอสให้แน่นขึ้น สูดลมหายใจลึก

หัวใจเอ๋ย...ถ้าหากรักของผมกับเขาเป็นของจริง ได้โปรดนำทางให้เทวดาสององค์ตรงหน้าประทานอนุญาตให้เราสองคนครองรักกันด้วยเถิด....รักชั่วชีวิต นิจนิรันดร์

“ผมเป็นแค่เกษตรกรที่มีสวนผลไม้เล็กๆอยู่ชานเมืองระยอง ที่ดินตรงนั้นคุณอาของผมท่านออกทุนซื้อให้ ทุกวันนี้ยังต้องทยอยผ่อนชำระตามกำลัง  ผมคิดว่าผมเป็นคนขยันครับและผมก็เชื่อว่าคนขยันไม่มีวันอดตาย ตราบใดที่ผมคนนี้ยังมีกำลัง ลูกชายของท่านจะไม่มีวันอดตาย แน่นอนว่าไม่ใช่เป็นหน้าที่ผมต้องเลี้ยงดูลูกชายของท่านอยู่เพียงฝ่ายเดียวหรอกนะครับ ถึงแม้วันหนึ่งเอสเขาจะไม่มีอะไรเหลือเลยสักอย่าง ไม่มีแม้กระทั่งเงินทองแม้สักบาท แต่เขาจะไม่มีวันอดตายครับ เพราะอะไรงั้นหรือ..”

แคปหยุดเว้นจังหวะเล็กน้อย เขาหันไปมองคนที่นั่งกุมมืออยู่ข้าง ๆ ราวกับต้องการเรียกกำลังใจ เอสกระชับฝ่ามือเล็กพยักหน้าให้เบา ๆ แคปสูดลมหายใจลึกอีกครั้ง

“เพราว่าผมจะบังคับให้เขาทำงานครับ ผมจะไม่มีวันทำอยู่ฝ่ายเดียวและผมก็จะไม่ยอมให้เขาต้องทำอยู่ฝ่ายเดียวเช่นกัน เราสองคนจะสร้างเนื้อสร้างตัวไปด้วยกัน อดออมในวันนี้ อดทนในวันนี้เพื่อให้วันหนึ่งข้างหน้าหากมีใครคนใดคนหนึ่งต้องดูแลกันพวกเราจะไม่ต้องลำบากเรื่องค่าใช้จ่าย  เรื่องในอนาคตผมให้สัญญากับท่านไม่ได้หากแต่ ณ วันนี้ถ้าถามผมว่าผมพร้อมแค่ไหนที่จะรับลูกชายของท่านให้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตของผมและครอบครัว ผมยืดอกบอกด้วยศักดิ์ศรีของลูกผู้ชายเลยครับ ผมพร้อมมากและสุดท้าย ถึงแม้ว่าวันนี้ท่านทั้งสองคนจะไม่สนับสนุนเราแต่ผมเตรียมการมาแล้วล่ะครับ”

แคปกระตุกมือเอสเบา ๆ จากนั้นหันไปมองเป็นนัย ด้วยแววตาที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความมั่นคงจริงใจยิ่งกว่าครั้งไหนๆ ทำให้เอสมองแค่ครั้งเดียวก็อ่านออกและเข้าใจได้ เขายิ้มน้อยๆแล้วเล่นไปตามน้ำ คงถึงเวลาที่เขาต้องพูดอะไรบ้างแล้ว

“ใช่ครับป๊า ถ้าหากป๊ากับคุณแม่ไม่เห็นด้วยกับความรักของพวกเรา ผมคงต้องกราบลาลงตรงนี้เพราะผมตัดสินใจแล้วว่าจะออกไปลำบากด้วยกันสร้างเนื้อสร้างตัวด้วยกันกับแคปครับ ผมจะออกไปปลูกสตอเบอรี่ ปลูกผักออแกนิค เลี้ยงปลา ทำไร่ทำสวนถึงเวลานั้นผมจะส่งผักผลไม้มาฝากป๊ากับคุณแม่ด้วยนะครับ”

“..................”

“..................”

หลังคำพูดของเอสทั้งท่านเจ้าสัวทั้งคุณแม่ของเขาต่างงันเงียบกันไปหมด สีหน้าและแววตาราวกับสตั๊นไปกับคำพูดของลูกชาย แคปค่อยหันมองหน้าไอ้เจ้าคนที่นั่งมองหน้าอาป๊าของเขาอยู่ด้วยแววตามั่นคงเสียขนาดนั้นแล้วขนลุกขึ้นมานิดๆ

เมื่อกี้มันพูดจริงหรือแกล้งพูดให้พ่อกับแม่มันใจอ่อนวะนั่น

แต่ก่อนที่จะมีอะไรเกิดขึ้นต่อจากนั้น คนที่ทำลายบรรยากาศความอึมครึมของสถานการณ์ก็คือพี่แอมป์คนสวยและน้องอุ้มคนน่ารัก

“แอมป์เองก็จะไปกับน้องค่ะป๊า แอมป์ชอบทำสวน ชอบปลูกผัก ป๊ากับแม่ก็รู้ว่าแอมป์ชอบต้นไม้ชอบธรรมชาติ”

“อุ้มก็เหมือนกันค่ะคุณแม่  อุ้มจะไปอยู่ไร่กับพี่เอสพี่แคป อุ้มสืบมาแล้วไร่พี่แคปน่ารักมาก มีบ้านสีฟ้าหลังเล็กๆอยู่ด้านใน มีโรงเพาะปลูกสตอเบอรี่ มีโรงปลูกผักออแกนิกส์ มีต้นทุเรียนต้นเงาะต้นมังคุด มีต้นผลไม้เยอะแยะเลย ถ้าอาป๊ากับคุณแม่ไม่...

“พอๆๆๆๆ  พอแล้วยัยอุ้ม เราน่ะนั่งเงียบๆไปเลย พอก่อนแม่ปวดหัว”

นายหญิงแห่งรัชชาปรามลูกสาวพลางเอามือกุมขมับ เธอหันไปมองท่านเจ้าสัวคล้ายขอความคิดเห็นหากแต่สามีเธอกลับนั่งอมยิ้มด้วยท่าทีสบายๆขัดกับคำถามสุดซีเรียสก่อนหน้า แคปก็เผลอคิดไปว่าท่านอาจจะพอใจกับคำตอบที่มาจากจิตใจลึกๆของเขาอะไรแบบนั้น

“แล้วคุณแม่กับป๊าจะว่ายังไงเรื่องของพี่ๆเขาล่ะคะ พี่แคปเขาก็ตอบป๊าไปแล้วนี่นา พี่ชายเองก็ยืนยันแล้วเหลือแค่คำอนุมัติจากป๊ากับคุณแม่แค่นั้น”

แคปเหลือบมองผู้หญิงตัวเล็กๆที่นั่งพูดเจื้อยแจ้วอย่างไม่มีกลัว

สมแล้วกับที่เป็นน้องคนเล็ก พี่แอมป์เองก็นั่งอมยิ้มด้วยท่าทีสบายๆ ขณะที่ไอ้ตัวข้าง ๆ เขาหันไปมองทีไรมันเองก็ทำท่าทีสบายอกสบายใจอยู่ตลอดเช่นกัน

แคปอยากจะหันไปถลึงตาใส่แรง ๆ สักที เสียแต่ว่าติดเทวดาทั้งสององค์ของมันนั่งจ้องพวกเขาอยู่ เอสขยับตัวนิดๆก่อนปล่อยมือออกจากเขาแล้วเปลี่ยนมาพาดแขนไว้ที่พนักเก้าอี้ด้านหลังแทน

“ว่าไงครับป๊า ตัวจริงของผมผ่านหรือไม่ผ่าน”

“ตัวจริง? เฮ้อ แม่จะเป็นลม” คุณผู้หญิงทวนคำลูกชายหน้าตาตื่นๆก่อนถอนหายใจอีกรอบจากนั้นเอนตัวไปพิงไหล่ท่านเจ้าสัวสามีของเธอเบา ๆ รายนั้นตบไหล่เล็กของเธอปลอบใจพลางพยักหน้าอ่อนโยนให้ อย่างที่เรียกว่าจำยอมก็น่าจะใช่ล่ะนะ

เอสเห็นแบบนั้นถึงกับยกรอยยิ้มน่ามองขึ้นมา กระตุกมือแคปเบา ๆ ชวนให้ลุกขึ้นจากนั้นค่อยๆเดินไปย่อตัวนั่งลงตรงพื้นพรมต่อหน้าเทวดาทั้งสองคนของเขา

บุตรชายเพียงคนเดียวของตระกูลรัชชา

เทวดาทั้งสององค์ไหนเลยจะเห็นแก่ตัวได้

เทวดาทั้งสององค์ไหนเลยจะเห็นแก่หน้าตาทางสังคมของตัวเอง มากกว่าความสุขและรอยยิ้มของลูกชายคนนี้

“แม่กับป๊ารักเอสมากนะลูก”

มือเล็กอบอุ่นของเธอวางลงบนศีรษะลูกชายก่อนที่มืออีกข้างจะยกขึ้นวางบนศีรษะเล็กของแคปด้วย  เช่นกันกับท่านเจ้าสัวมือหนาวางทาบลงทับหลังมือของภรรยาที่กำลังลูบหัวลูกชายและคนรักของลูกชายท่านแผ่วเบา

ถ้อยคำอวยพรใดจะประเสิรฐดั่งคำอวยพรจากคุณพ่อและคุณแม่

“ขอให้ลูกครองรักกันตราบจนวันสิ้นลมหายใจ อยู่ดูแลกันและกันไปจนแก่จนเฒ่า เรื่องความสุขป๊ากับแม่ไม่ห่วงแต่วันไหนที่ต่างฝ่ายต่างมีซึ่งความทุกข์  ทั้งทุกข์ทางกายและทุกข์ทางใจ ขอให้ลูกจงนึกถึงวันนี้ วันที่ลูกทั้งสองมาให้คำสัญญาและข้อคิดกับป๊าและแม่ วันที่ลูกทั้งสองรักกัน ขอให้เป็นกำลังใจให้กันและกัน ต่างฝ่ายจงหลับตาลงคนละหนึ่งข้าง ลดความคาดหวังในตัวของอีกฝ่ายลงสักหน่อย เหนือสิ่งอื่นใดที่แม่อยากจะบอกก็คือ.... จงอยู่ด้วยกันอย่างเพื่อนที่รู้ใจ

เพื่อนที่รู้ใจย่อมไม่คาดหวัง

เพื่อนที่รู้ใจย่อมอยู่เคียงข้าง ไม่หักหลัง แบ่งปันทั้งทุกข์และสุข

เพื่อนที่รู้ใจกล้าตักเตือนในสิ่งที่ไม่ถูกต้อง

และเพื่อนที่รู้ใจจักรู้จักพูดคำว่าขอบคุณและขอโทษ

“ขอบคุณครับป๊า”

“แต่มีอยู่เรื่องนึงที่ป๊าจะต้องคุยกับเราทั้งคู่อย่างจริงจัง จริงอยู่ที่ว่าทั้งสองครอบครัวเรารับรู้เรื่องของลูกๆกันแล้ว แต่ป๊าขอไว้หนึ่งอย่างเท่านั้น  ฐานะทางสังคมของบ้านเราค่อนข้างกว้างอยู่สักหน่อย” ท่านเว้นจังหวะชั่วครู่ เพื่อให้ทั้งเอสและแคปได้ตรหนักถึงคำว่า กว้างขวาง ในสิ่งที่ท่านกำลังจะพูดต่อไป...

“เอสเข้าใจใช่ไหมลูก เพราะอย่างนั้นถ้าลูกทั้งสองยอมรับวิถีชีวิตแบบนี้ได้ป๊ากับคุณแม่ก็ไม่ขัดข้อง”

วิถีชีวิตแบบที่ว่าก็คือ...สังคมภายนอกอาจจะมองไม่ออกเลยว่าเขาทั้งสองคนมีความสัมพันธ์เป็นเช่นไร คบและครองเรือนอยู่กินกันไปแบบเงียบ ๆ

ไม่มีการการแต่งงาน

ไม่มีทะเบียนสมรส

ไม่ได้บอกให้ปิดบัง

หากแต่ไม่ควรเปิดเผยจนเกินงาม

ไปไหนมาไหนด้วยกันใช้ชีวิตเหมือนคนปกติ ทว่า

ไม่ปิดบังแต่ก็ไม่ป่าวประกาศให้สังคมในวงกว้างรับรู้ว่าเขาทั้งคู่เป็นสามีภรรยา

“แค่ครอบครัวเรารับรู้และยอมรับในตัวลูกๆได้ แม่กับป๊าอยากขอร้องให้ลูกทั้งสองคนนึกถึงจุดยืนของรัชชาเอาไว้ด้วย”

เมื่อคุณแม่เขาเสริมความขึ้นมา เอสค่อยหันไปมองแคปด้วยสายตาที่เปี่ยมไปด้วยการวิงวอน ขอร้อง หรืออะไรก็ตามสุดแท้แต่แคปจะคิดได้ เขาอยากจะขอความคิดเห็นจากแคป  กลัวเหลือเกินว่าคนข้าง ๆ จะไม่ยอมรับในจุดที่เขาหวาดกลัวอย่างที่สุด

แต่ทว่า

ทุกสิ่งทุกอย่างนั้นเป็นสิ่งที่แคปกลับเห็นพ้องด้วยอยู่ก่อนแล้วกับแนวความคิดแบบนี้

ก็ในเมื่อเขาเลือกเดินในเส้นทางสายนี้ ช่วยไม่ได้ที่คนรักของเขาจะมีหน้ามีตาและมีฐานะทางสังคมสูงส่งจนเกินไป เรื่องจริงที่ยอมรับได้ยาก

คบกันแบบเงียบ ๆ คนภายนอกอาจมองความสัมพันธ์สองคนเป็นเหมือนพี่น้อง เป็นเพื่อนสนิท เป็นเลขาเจ้านายหรือเป็นอะไรที่สนิทสนมยิ่งกว่านั้น

แคปค้อมศีรษะลงไหว้ขอบคุณอีกครั้ง เอสหันมองแล้วถึงกับต้องยกมือขึ้นมาแตะไหล่เล็กแผ่วเบา “กูขอโทษนะแคป ไว้อยู่ที่ไร่ของมึง เราจะเป็นคู่สามีภรรยาที่คนทั่วโลกต้องอิจฉาเลยดีไหมวะ”

แคปส่งยิ้มบางแต่จริงใจจนถึงที่สุด เอสคว้าเอามือเล็กมากอบกุมไว้แล้วยกขึ้นกดจูบลงต่อหน้าคุณพ่อกับคุณแม่ของเขาอย่างไม่มีอาย

“ดีแล้วลูกดีแล้ว” นายหญิงพูดขึ้นอย่างอ่อนโยน ในจังหวะนั้นพี่แอมป์ที่ลุกขึ้นมาตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่มีใครทราบเดินเข้ามานั่งลงข้างอาป๊าของเธอพร้อมกับยื่นเอกสารบางอย่างส่งให้ท่าน

“ในเมื่อไม่มีพิธีแต่งงานที่ถูกต้อง ป๊ากับแม่ไม่รู้ว่าจะมอบอะไรให้เราสองคนดี คิดกันอยู่นานกระทั่งมาลงตัวที่ของชิ้นนี้” ท่านเจ้าสัวยื่นเอกสารที่อยู่ในมือส่งให้แคปที่ยื่นมือเข้าไปรับอย่างงงๆ

“หุ้นส่วนยี่สิบห้าเปอร์เซ็นต์ของรัชชาฟาร์มและรัชชาโภคภัณฑ์ กับโฉนดที่ดินที่ป๊าฝากแคปไปคืนให้กับคุณพ่อของเรานะลูก ไว้ว่างๆเดี๋ยวให้ปรเมทเขาจัดการทำเรื่องโอนชื่อคืนไป”

แคปทั้งตกใจทั้งพูดไม่ออก เรื่องหุ้นส่วนอะไรนั่นไม่เคยนึกหวัง ไม่มีอยู่ในหัว สารบบความคิด แล้วยิ่งมาเจอเรื่องโฉนดที่ดินของบ้านเก่าที่เคยอยู่หลังนั้น ร้านกาแฟร้านแรกของเฮียโก้ก่อนที่ครอบครัวของเขาจะย้ายออกไปอยู่ที่ระยองนั่นอีก

“ไม่ใช่แค่ป๊าหรอกนะที่มีของมารับขวัญลูกชายคนใหม่ของบ้าน แม่เองก็มีนะลูกนะ” น้องอุ้มยืนยิ้มรออยู่แล้ว เธอยื่นเอกสารบางอย่างส่งให้คุณแม่ของเธอ

“ไร่แห่งรักน่ะพวกเราทุกคนที่นี่แวะไปดูมาแล้ว อาจจะยังไม่ได้แวะเข้าไปอย่างเป็นทางการแต่ก็รู้สึกว่าถ้าขยายขอบเขตของไร่ให้กว้างขึ้นแล้วทำเป็นโฮมสเตย์ ไม่ก็สร้างรีสอร์ตสวยๆเป็นหลัง ๆ เอาไว้ให้แขกเหรื่อลูกค้าเข้าพักคงจะสร้างรายได้ขึ้นมาอีกมากพอสมควร” เธอยื่นสิ่งที่อยู่ในมือให้กับแคปที่ยื่นมือขึ้นมารับเอาไปถือไว้อย่างงงๆอีกแล้ว

“แม่จะให้สิ่งนี้กับลูกทั้งสองคนไปทำทุน ที่ดินว่างเปล่าห้าสิบไร่ติดกันกับไร่ของแคป แม่ซื้อมาไว้ในชื่อของเอสเรียบร้อย นับจากนี้โฉนดใบนี้แม่จะให้แคปถือและเก็บรักษาไว้นะลูก”

หมอ!  แคปคิดว่าตัวเองอาจจะต้องไปหาหมอในตอนนี้แล้ว ช้าไปอาจไม่ทันการณ์

“พี่แอมป์ก็ไม่น้อยหน้าหรอกนะ เจ้าเอสแกน่ะได้กับฉันไปเยอะแล้วไม่ต้องมามอง วันนี้ฉันจะให้ของขวัญกับน้องชายคนใหม่ของฉันจ๊ะ”

สมุดบัญชีของธนาคารออมสินที่เธอเปิดออกให้แคปดู มันเป็นยอดซื้อสลากที่มีมูลค่าสูงมากๆเล่มหนึ่ง “ตอนนี้ยังเป็นชื่อของเจ้าเอสอยู่ เดี๋ยวเดือนหน้าหมดอายุสลากค่อยไปถอนออกมาแล้วซื้อใหม่ในชื่อของแคปนะครับนะ พี่แอมป์ให้รับเอาไปสิ”

หมอไม่ไหวแล้วครับ แคปคิดว่าคงต้องเอาหัวใจไปซ่อมให้ไวๆเสียแล้ว หายใจเริ่มติดๆขัดๆ

มีผัวรวยนี่มันดีจริงๆว่ะให้ตาย

“นี่แอบเอาเอกสารผมไปซื้อไว้ตั้งแต่เมื่อไหร่” คนที่ยื่นมือมารับไม่ใช่แคปหากแต่เป็นเจ้าของบัญชีอย่างเอส พี่แอมป์ทำหน้าดุใส่

“ซื้อไว้ให้ตั้งสิบห้าล้านขอบคุณฉันสิ อย่ามาทำเป็นบ่น”

เอสยักไหล่กวนๆใส่แอมป์นี่ง้างมือแทบจะแพ่นกบาล น้องอุ้มเลื่อนตัวลงไปนั่งอยู่ข้าง ๆ พี่ชาย หากแต่เธอพูดข้ามมาหาแคป “อุ้มยังไม่รวยเท่าพี่แอมป์เลยค่ะพี่แคป ของรับขวัญพี่ชายคนใหม่อุ้มให้สิ่งนี้กับพี่ก็แล้วกันนะ  แต๊น!

เธอคว้าเอามือแคปขึ้นมาแล้วยื่นรูปถ่ายเก่าๆวางแหมะลงให้ รูปของเด็กผู้ชายหน้าตาน่ารักในชุดเด็กนักเรียนอนุบาลใส่เอี๊ยมหวีผมเรียบแปล้ยืนยิ้มอวดฟันกระต่ายให้กับกล้อง ดูคล้ายกับท่านชายที่หลุดออกมาจากละครช่องสาม

หน้าตาแบบนั้น

จมูกโด่งๆแบบนั้น

และ รอยยิ้มฟันกระต่ายแบบนั้น

“เอามานี่เลยเหอะ”

ยังไม่ทันที่แคปจะได้พูดได้ถามอะไร เจ้าของรูปตัวจริงอย่างเอสรีบดึงรูปถ่ายเข้ามาถือเอาไว้แล้วเก็บเข้ากระเป๋ากางเกงอย่างไว

ทุกคนก็หัวเราะไปด้วยกัน ถกเถียงกันเรื่องข่าวสังคมข่าวเศรษฐกิจไม่เว้นกระทั่งข่าวการเมือง สุดท้ายเอสขอตัวพาแคปกลับ

“ไม่ค้างที่นี่เลยล่ะลูก” ท่านเจ้าสัว นายหญิง พี่แอมป์และน้องอุ้มต่างเดินออกมาส่ง

“ไว้วันหลังนะครับคุณแม่”

“เดี๋ยวไว้วันดีๆป๊าจะต้องหาเวลาไปทักทายคุณพ่อของเราที่ไร่มั่งนะแคป”

“เชิญได้ตลอดเวลาเลยครับ ผมยินดีต้อนรับ”

“พี่แคปมาเล่นที่นี่บ่อยๆนะคะ ดีใจจังอุ้มมีพี่ชายมาเพิ่มอีกหนึ่งคน”

“พี่เองก็ดีใจ เอาไว้คราวหน้าจะพาพนักงานไปเหมาที่ไร่มั่งท่าทางจะดีนะ” แอมป์เสริมคำน้องสาว คุณแม่ของเขาจึงรีบโบกมือ

“เอาเถอะลูก ขับรถดีๆกันนะ ดึกแล้วรีบกลับไปพักผ่อนเถอะ”

กว่าทั้งทั้งสองคนจะออกมาจากบ้านหลังใหญ่ของรัชชาก็ร่ำลากันอยู่นานพอสมควร จากที่แคปเคยจินตนาการไว้ว่าขากลับเขาอาจจะออกมาด้วยความรู้สึกที่ไม่ค่อยดีนักกลับกลายเป็นว่าเรื่องราวทุกอย่างดูงายดายและลงตัวไปหมด

“มึงรวยแบบฉิบหายเลยว่ะไอ้เอส”

คนขับอย่างเอสหัวเราะเบา ๆ “แล้วดีไหมล่ะ”

โคตรดีมั้งนะ แต่แคปไม่ได้ตอบอะไรเขาก็เพียงนั่งนิ่งๆจนเอสหันมาถาม “ทำไมทำหน้าตาแบบนั้น ไม่ดีใจ?”

“ดีใจสิ แต่เกรงใจพ่อกับแม่มึงมากเลย”

“อย่าไปคิดอะไรมาก เดี๋ยวต่อไปมึงจะมีรายชื่อเข้าบรรจุเป็นพนักงานของกูด้วย จะได้ไปมาเข้าออกสะดวกไม่ต้องคอยตอบคำถามว่ามาหากูบ่อย ๆ นี่มาในฐานะอะไร หรืออยากจะบอกไหมล่ะว่ามาในฐานะคุณนายของรัชชา”

เพี๊ยะ!

แคปฟาดหนักๆไปหนึ่งที เอสหลบไม่ทันหรอก เขาก็แค่หัวเราะขึ้นมาอีกครั้ง ไอ้ประโยคหลังนั่นล้อเล่นจนตัวเองเจ็บตัวนั่นแหละ

โทรศัพท์เอสมีข้อความเข้ามาอยู่ตลอด เขาส่งให้แคปเปิดออกมาอ่าน

“เพื่อนมึงนี่??” ในไลน์กลุ่ม เพื่อนคนสนิทของเอสอย่างชิพเมี่ยงและบุ้งรวมถึงรุ่นน้องที่สนิทอีกสองสามคนโพสรูปวิวทิวทัศน์ลง 

“อืม พวกมันไปเที่ยวเชียงใหม่กัน”

“ดูรูปนี้สิ สวยจัง” แคปชี้รูปพระธาตุดอยสุเทพที่เพื่อนสนิทสามคนของเอสนั่งเรียงตัวกันถ่ายแล้วมีพระธาตุสีทองเป็นแบคกราวด์อยู่ด้านหลัง

“อันที่จริงรูปนี้ควรจะมีมึงด้วยนี่หว่า”

“พวกมันไปกันแค่คืนเดียวกูกลัวมึงเหนื่อยเลยไม่ได้ตอบรับคำชวนของพวกมัน แต่พวกกูนัดกันไว้แล้ว คราวหน้าเดี๋ยวพามึงไปด้วย แกรนด์แคนยอนก็สวยนะเอาไว้ไปดูด้วยกัน”

แคปหันไปมองแล้วอมยิ้ม หน้าร้อนผ่าวขึ้นมานิดๆ เอสเห็นแบบนั้นจึงเอื้อมมือมาบีบแก้มนุ่มเล่นเบา ๆ อดไม่ไหวจริง ๆ หน้าแคปแดงขึ้นมาเมื่อไหร่เขานึกอยากหยิกแก้มมันอยู่เรื่อย แม้จะรู้ว่าทำแบบนี้แล้วจะโดนมันตีกลับมาทุกทีก็ยังอยากจะทำ

“อึ๋ยย อย่ามายุ่ง” แคปปัดมือใหญ่ออกแรงๆ เอสหัวเราะ “โอเคๆไม่ทำไม่ทำ”

“ขับรถไปเลยเหอะ ดูทางโน่นมัวแต่มองหน้ากูอยู่ได้บ้าหรือไง”

 “แล้วมึงบอกไอ้ปอไว้หรือยังว่าเราสองคนจะไปค้างคืนด้วย”

“เฮ้ย จะไปจริงดิ?” แคปหันขวับไปถาม เอสแทบจะกระทืบเบรคเพื่อจอด

“เอาไงล่ะจะไปหรือไม่ไป”

แคปแอบขำคนขี้งอน มันถามทำไมวะ ถามในตอนที่รถมันเลี้ยวเข้ามาเอาบัตรผ่านใต้คอนโดของหมาปอแล้วเรียบร้อย

“เปลี่ยนใจไม่ทันแล้ว เพราะกูขี้เกียจขับรถ”

สองคนเดินออกมากดเรียกลิฟต์  บรรยากาศเก่าๆ คล้ายย้อนกลับมา เมื่อประตูลิฟต์เปิดออกแล้วพวกเขาก้าวเข้าไปด้านในแคปซึ่งยืนอยู่ที่มุมหนึ่งมองปลายเท้าตัวเองก่อนเงยหน้ามาสบตากับคนข้าง ๆ

“คิดถึงเหมือนกันนะโมเมนต์แบบนี้” เอสพูดขึ้นมาราวกับรู้ว่าอีกคนกำลังคิดเรื่องอะไร

“ฮื่อ”

แคปตอบกลับไปเบา ๆ หน้าร้อนผ่าวขึ้นนิดๆ ไม่กี่นาทีหลังจากนั้นทั้งสองคนก็มายืนกดกริ่งอยู่หน้าบานประตูที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นห้องเก่าของแคป

เหตุการณ์ครั้งเก่าราวกับถูกเขย่าขึ้นมาเป็นภาพของวันวาน...วันแรกที่เอสมาหาเขาที่ห้องๆนี้





“ใครมาวะไอ้ปอ..” เสียงแคปดังขึ้นด้านหลังพร้อม ๆ กับตัวคนที่เดินเข้ามาชะเง้อมอง ปอเห็นแคปตกใจจนตาเหลือก อ้าปากหวอชี้หน้าเอสจนนิ้วสั่น
“ไอ้เหี้ยเอส!!! แคปร้องขึ้นดังมาก มันดังมากจนปอต้องยกมืออุดปากเพื่อนตัวเองไว้ เขาจับแคปให้เดินเข้ามาเอสจึงเดินตามเข้ามาด้วยก่อนปิดประตูลงให้
“มึงมาทำไมห๊ะ..” แคปถอยไปตั้งหลัก เขายืนประจันหน้ากับเอสอย่างไม่ลดละ ไม่คิดว่าที่บอกกันตอนกลางวันเอสจะมาจริงอย่างที่พูด
“จะให้กูพูดตรงนี้จริงดิ่..” 
รอยยิ้มเจ้าเล่ห์ผุดขึ้นที่มุมปากหยัก ฟันกระต่ายสองซี่ทำให้แคปคิ้วกระตุกขึ้นได้ เขารีบเดินไปคว้าแขนมัน ลากเข้าไปคุยในห้องตัวเอง





คนนึกก้มหน้าน้อยๆแล้วกดรอยยิ้มแอบซ่อนเอาไว้  ตีกันแทบตาย ด่ากันจนปากด้านปากชาแต่สุดท้ายทำไมไม่รู้ถึงได้มีความรู้สึกดีๆก่อเกิดขึ้นในหัวใจ ทั้งมั่นคงและจริงใจถึงเพียงนั้น

ก่อนที่เจ้าของห้องอย่างปอจะเปิดประตูออกมาต้อนรับเอสก็คว้าเอามือแคปมาจับเอาไว้ จังหวะเดียวกับที่บานประตูถูกเปิดผั๊วะออกมา แล้วปอมันเอ่ยถ้อยคำตรงไปตรงมาจนทำเอาแคปเขาแทบทรุด

“เข้ามาดิ กูเตรียมห้องไว้ให้แล้ว”

หมอ!  หมอครับนอกจากหัวใจแล้วหมอช่วยเย็บหน้าให้ผมด้วยได้ไหม คือตอนนี้อับอายแบบฉิบหายวายป่วง ฟังไอ้ปอมันพูดยิ่งกว่าจัดเตรียมห้องหอเอาไว้ให้เขาทั้งสองคนเอากันก็ไม่ปาน พอหันมองหน้าไอ้ตัวดีข้าง ๆ ไม่รู้ว่าเอสมันไปทำยางอายที่หน้าตกหล่นไปตั้งแต่ตอนไหน ดูมันยังทำหน้าตาไม่รู้ไม่ชี้ได้อยู่อีก

“มึงช่วยอายมั่งไรมั่ง” แคปกระซิบใส่เสียงดุ เอสก้มลงไปถามว่าพูดอะไรนะได้ยินไม่ชัด

“เออๆช่างเหอะ” แคปเพิ่งสังเกตเมื่อตอนที่เดินเข้ามาแล้วปอเดินไปหยิบกุญแจรถกับโทรศัพท์ของมัน ชุดที่ใส่ดูเหมือนมันจะออกไปที่ไหนสักแห่ง

“อ้าว แล้วมึงจะไปไหนอ่ะ”

“ออกไปหาไรกิน  เชิญพวกมึงสองตัวตามสบายเถอะ ดึกๆโน่นแหละกูถึงจะกลับ” ว่าจบก็เดินหายลับออกไปเลย ทิ้งให้แคปยืนกัดปากหน้าแดงแจ๋อยู่หน้าประตูห้องที่ค่อยๆปิดงับเข้ามาแล้วล็อคแกร็ก เดือดร้อนเอสที่นั่งหาวหวอดอยู่ที่โซฟาไม่รู้อิโหน่อิเหน่จู่ๆโดนแคปจับหมอนฟาดใส่หัวก่อนที่ตัวคนทั้งตัวจะกระโจนลงมาใส่แล้วงับลงอย่างแรงที่ไหล่หนา แคปมันกลายร่างเป็นหมาบ้าไปแล้วแน่ ๆ

“โอ๊ยเจ็บๆๆแคป  ทำอะไรของมึงน่ะกัดกูทำไม๊” เอสโวยวายแต่แทนที่จะผลักออกเขากลับกอดเอวคนที่ตัวเล็กกว่าไว้จนแน่น

“ก็กูอายเหอะ” แคปตอบหน้าแดง

“อายเหี้ยไร”

“ก็อายไอ้ปอน่ะสิ มึงอ่ะแหละมึงอ่ะจู่ ๆ เสือกตอบรับจะมานอนที่นี่เป็นไงล่ะมันพูดเปิดทางแบบนี้มันต้องคิดว่าเราสองคนจะทำอะไรกันแหงๆเลย”

แคปขยับเข้ามานั่งลงที่ตักใหญ่แบบดี ๆ สองมือคล้องลำคอหน้า ก่อนทำหน้ายู่ ๆหน้างอบ่นพึมพำ

“ก็แล้วใครเป็นคนชวน” เอสเลื่อนมือขึ้นไปสอดเล่นอยู่ที่ท้ายทอยเล็กแล้วนวดเบา ๆ พลางบอกใส่เสียงพร่าแสนเจ้าเล่ห์

“งั้นเราก็มาทำให้สิ่งที่มันคิดไว้ถูกต้องไปเลยดีกว่าไหม จะได้ไม่ขัดศรัทธาเพื่อนมึงไงล่ะ”

“ไม่เอาหรอก ใครจะไปทะ.. เย้ยยยยยยยย!!

แคปร้องลั่นขึ้นมาในตอนที่เอสจู่ ๆ ก็ดันเขาออกจากตักจากนั้นมันก็ลุกพรวดขึ้นดึงแขนแคปให้วิ่งตามเข้าไปในห้อง

เตียงนอนไม่จุดมุ่งหมาย แคปกำลังจะอ้าปากถามว่าเอสจะไปไหนหากแต่ประตูระเบียงถูกผลักเลื่อนออกไป

พลั่ก!

ร่างกายที่สูงใหญ่กว่าเหวี่ยงแคปทีเดียวแผ่นหลังกระแทกชิดผนัง เอสไม่รอช้าก้าวเข้ามาทาบมือหนึ่งลงบนผนังขณะที่อีกมือสอดเข้าใต้เสื้อเชิ๊ตสีเข้มของแคปก่อนที่ริมฝีปากคมจะแนบจูบร้อนแรงบดขยี้ลงมา

เซ็กส์ในแบบของเอส ร้อนแรงเสมอไม่ว่าจะผ่านไปนานแค่ไหน

สถานที่ๆเคยให้คำมั่นต่อกันเมื่อห้าปีที่แล้ว

ริมระเบียง...ที่ห้องๆนี้

“อื้มมม”

“หนักกว่าเดิมจริงด้วย” เอสว่าแล้วหัวเราะ ก็เพราะเจ้าตัวเปลี่ยนจากดันอีกฝ่ายซึ่งรับจูบอยู่ริมผนังเสร็จก็อุ้มตัวแคปขึ้นมานั่งลงที่ขอบปูน

“ฮื่ออเดี๋ยวตก อื้มม~” แคปพูดทั้งที่ยังจูบ ส่งเสียงอู้อี้น่ารัก กอดลำคอหนาไว้แน่น

“ใครจะปล่อยให้เมียรักตกไปได้ล่ะหื้อ” เอสเองก็ไม่ยอมถอนริมฝีปากออกเช่นกัน แนบจูบซ้ำแล้วซ้ำอีก

ลมเย็นๆพัดผ่านเข้ามา ไม่รู้เสื้อผ้าสองคนหลุดลุ่ยลงไปตั้งแต่ตอนไหน และไม่รู้ว่าเจ้าแคปลงมานอนอยู่บนเก้าอี้ยาวๆให้อีกคนคร่อมอยู่บนร่างกายเขาตั้งแต่เมื่อไหร่

“จะทำตรงนี้?” แคปแทรกปลายนิ้วเข้าที่กลุ่มผมของคนบนร่าง เอียงหน้าเพื่อให้เอสไล้เลียเข้าที่ซอกคอหอมกรุ่นได้ถนัดถนี่

“ตรงนี้แหละดี อย่าร้องให้ดังนักล่ะ” เสียงทุ้มพร่าไล่ปลายจมูกโด่งๆไปที่กกหู ก่อนใช้ลมหายใจผินใส่แผ่วเบา ปลายลิ้นร้อนแหย่ลงแล้วดูดลงแรงๆเกิดเสียงดังน่าละอาย

“อ๊ะ อื้มม..”

คืนนั้นสายลมเย็นเฉียบพัดเอาความร้อนแรงของลมเสน่ห์หาสาดเข้าใส่สองร่างที่สอดประสานแนบชิดกัน  จูบอ่อนโยนซ้ำแล้วซ้ำเล่าถูกมอบให้คนในอ้อมกอด หยาดเหงื่อที่รินไหลลงมาปลายจมูกหยดลงที่สองแก้มเนียนใส สองฝ่ามือประสานเข้าหา แม้แต่ลมหายใจยังหลอมรวมให้เป็นหนึ่ง

“อื้ออ...ฮ้าห์ อ.อื้มมมม”

ทุกความรู้สึกถูกดึงขึ้นไปแตะปลายขอบฟ้ากว้างที่เต็มไปด้วยปุยเมฆสีขาวโพลน สองร่างที่โถมเข้าใส่กันหอบจนตัวโยน ริมฝีปากแนบจุมพิตที่เปลือกตาบางซ้ำแล้วซ้ำอีก ก่อนจะเกลี่ยปอยผมที่ตกระใบหน้าเล็กออกให้อย่างอ่อนโยน

“มีความสุขไหม”

แคปพยักหน้าเบา ๆ ปรือปรอยดวงตามองคนที่กอดรัดเขาไม่ยอมปล่อย “มาก”

“เดือนหน้าไปเดทกัน”

“ที่ไหน..”

ในตอนนั้นคำตอบของเอสมีแค่เพียงรอยยิ้มบางเบา แคปไม่ได้นึกเอะใจเลยสักนิด คำขอที่คนรักของเขาชวนออกเดทว่าทำไมจึงต้องรอถึงเดือนหน้า

เดทอะไรหรือที่จะต้องเตรียมตัวยาวนานขนาดนั้น เดทแบบไหนที่ทำให้เอสมองคนพยักหน้ารับปากด้วยสายตาที่แพรวพราว เหลือร้าย


กิจกรรมออกเดทที่ไม่เหมือนคู่ไหนๆกำลังจะเริ่มขึ้นใหม่...อีกครั้ง








“กูโคตรตื่นเต้น!

แคปพูดมันขึ้นมาเมื่อตอนที่เขากับเอสเพิ่งแต่งตัวเสร็จและรอให้ ทอ.หนุ่มหล่อ เพื่อนสนิทสองคนของเอสเข้ามาตรวจสอบและดูความเรียบร้อยของเครื่องแต่งกาย

“สวมหมวกให้เรียบร้อย ดึงผ้าด้านในลงมาดีๆเดี๋ยวขึ้นไปมึงจะได้ไม่ปวดหูมากนัก”

“เราจะบินสูงกันแค่ไหนหรือวะ”

“เดี๋ยวก็รู้” เอสยิ้มพลางทดสอบดึงที่จับตรงต้นแขนเสื้อทั้งสองข้างของแคป ดึงแรง ๆ จนคนตัวเล็กกว่าแทบเซ

“มึงเช็ครอบที่ห้าแล้วตรงนี้น่ะ” แคปชกหน้าท้องแข็งๆของคนตรงหน้าไปหนึ่งที เอสยิ้ม

“ไม่ได้หรอก ต้องเช็คให้ชัวร์”

“อ่ะ จะดูตรงไหนของกูอีกก็เชิญได้เลยครับท่านครับ” ว่าประชดแล้วก็กางมือออกแล้วหมุนตัวทำท่ากวนเล่น เอสผลักหัวเล็กไปเบา ๆ แล้วล็อคคอแคปเข้ามา “ทำท่าบอกรักกูด้วยนะตอนมึงโดดลงมาน่ะ”

“บ้าไปแล้ว มึงคิดว่ากูจะตั้งตัวทันทำท่าอะไรบ้าๆอย่างที่มึงว่าหรือยังไงห๊ะ”

ไม่มีคำพูดต่อปากต่อคำหลังจากนั้น เอสหัวเราะอีกแล้ว ต่างแค่ว่าตอนนี้ไม่ใช่แค่หัวเราะธรรมดา ดวงตาคมกริบที่มองมาหาแคปนั้นแพรวพราวคล้ายมากไปด้วยเล่ห์ร้าย คนถูกกวนหน้ายู่ก่อนชี้มือแล้วกวักเรียกให้เข้ามาสวมแว่นกันลมให้เขาซะดี ๆ ทุกอย่างต้องพร้อมก่อนที่จะมีครูผู้ฝึกเข้ามาตรวจความเรียบร้อย

“เลนส์สวยฟ้าสว่าง” เอสพูดยิ้มๆในตอนที่เขาสวมแว่นให้แคปเสร็จก็สวมของตัวเองด้วย ยืนจ้องหน้ากันจนฝ่ายถูกจ้องรู้สึกเขินขึ้นมาหน่อย ๆ

“มองอะไรของมึง”

“แต่งชุดทหารแบบนี้มึงเท่ดีว่ะแคป”

“เท่จริงเรอะ” แคปก้มลงมองตัวเองทันที รองเท้าคอมแบต กางเกงทหาร เสื้อยืดสีดำที่ถูกทับไปด้วยชุดฝึกบินมีแท่นจับระดับความสูงอยู่ที่ข้อมือ หมวก แว่น และสุดท้ายเป้ร่มสีเขียวที่สะพายไว้ด้านหลัง

ร่ม..ที่แคปฝึกพับมาเป็นเดือน ๆ ร่ม..ที่ไม่ว่ามาซ้อมเมื่อไหร่แคปจะต้องได้ฝึกหัดพับแล้วรื้อ รื้อแล้วพับเก็บเป็นสิบ ๆ รอบ อย่าคิดว่าทุกอย่างมันจะง่าย ตลอดสี่สัปดาห์ที่ผ่านมา ทุกอาทิตย์เอสจะต้องพาเขาเข้ามาที่ค่ายแห่งนี้ ฝึกการบังคับตัวเองด้วยท่าทางต่าง ๆ ในยามที่ต้องลอยคว้างอยู่ในอากาศ ฝึกวิธีส่งสัญญาณสื่อสาร ฝึกการแก้ปัญหากรณีฉุกเฉิน รวมถึงวิธีการกระตุกเชือกร่มที่ปลอดภัยและถูกต้อง

ทุกขั้นตอนจะมีเอสนั่งเรียนรู้และฝึกเสมือนจริงไปด้วยกัน ทั้งๆที่ไม่จำเป็นต้องทำแบบนั้นเลยสักนิด แคปรู้ตั้งแต่เท้าเหยียบเข้ามาในค่ายฝึกบินนี่เป็นครั้งแรก เพื่อนๆของเอสที่เคยแยกย้ายไปเรียน จปร. ปัจจุบันเป็นทหารอากาศที่มียศสูงลิ่ว เป็นครูฝึกนักบินหน้าใหม่มากมายที่ผุดขึ้นมาทุกปีๆ งานอดิเรกของพวกเขาเหล่านั้น วันดีคืนดีนัดกันไปโดดร่มดิ่งพสุธา ช่างเป็นเหล่าบุคลากรที่ไม่กลัวจะกลัวเปลืองงบประมาณน้ำมันทางการทหารบ้างเลย กรมพลังงานคงจนอื้อ

“กูอยากตัวใหญ่ๆเหมือนมึง” จะได้เท่เหมือนกัน เอสมันชมว่าเขาเท่ มันไม่ดูตัวเองเลยว่าพออยู่ในชุดเต็มรูปแบบขนาดนี้ คือมันเท่มาก!

“ถ้ามึงตัวใหญ่กูก็แย่สิ”

“ยังไง”

“เมียเท่กว่าผัว แบบนั้นยังไม่เคยเห็น”

เพี๊ยะ!

หัวเราะอีกแล้ว ทุกวันนี้เอสรู้สึกตัวเองอยู่เหมือนกันว่าเขา...ยิ้มปล่อยขึ้น ยิ้มทั้งดวงตา หัวเราะกว้างยิ่งกว่าเก่า หัวใจ...เต้นแรงอยู่เสมอ

ในจังหวะนั้น  ร่างสูงใหญ่ในชุดฝึกบินก้าวเข้ามาเอ่ยคำทักทาย  “ไงวะพร้อมกันหรือยัง”

ผู้กองต้าร์ เรืออากาศเอกจากกองบินพิเศษ ครูฝึกผู้มากประสบการณ์ เดินเข้ามาจับๆดึงๆเสื้อผ้าและอุปกรณ์ในตัวแคปให้เข้าที่และถูกต้องเรียบร้อยก่อนขยับเข้าไปตรวจสอบของเพื่อนสนิทที่รู้จักคุ้นเคยกันมาตั้งแต่เด็กอย่างเอส

“ไปเถอะ ลูกน้องกูพร้อมกันทุกคนแล้ว”

อุตส่าห์เกณฑ์บรรดาลูกน้องในกองพันมาโดดเป็นเพื่อนกันด้วย แคปกับเอสจะได้ไม่รู้สึกเหงา บางทีการที่เห็นคนอื่นๆกล้าที่จะโดดลงไปก่อนมันทำให้ใจเราใหญ่ขึ้น ตัวโตขึ้นทั้งที่ขนาดร่างกายยังคงเท่าเดิม

เขาเรียกว่าขวัญจะกล้ามากยิ่งขึ้น

พอออกมาถึงลานบินด้านนอก นักบินหมายเลขหนึ่งประจำการติดเครื่องยนต์รอไว้เรียบร้อย ใบพัดคอปเตอร์หมุนติ้ว ๆๆ ลมแรงๆและเสียงอันดังสนั่นจนหนักแก้วหู ดีหน่อยที่เป็นลานปูน ถ้าเป็นลานดินแดงฝุ่นคงตลบ แคปวิ่งตามหลังพลร่มหกเจ็ดนายที่ทยอยเดินนำขึ้นไปนั่งประจำที่บนพื้นเย็นๆของเครื่องบินสีเขียวลำโต

มันเครื่องบินรบชัดๆเลยนี่หว่า

เครื่องไต่ระดับขึ้นแล้ว แคปพลันนึกถึงคำพูดที่ครั้งหนึ่งเขาเคยถามเอสเอาไว้

“โดดร่ม!!

“ใช่ โดดร่ม”

“มึงจะบ้าเรอะ กูก็กลัวเหอะ”

“เอาน่าลองดู มาแล้วไม่เสียหายนี่ โดดกับกูมึงไม่มีอะไรต้องกลัวหรอก”

“.................”

“เชื่อใจกูนะ ไปบินอยู่บนฟ้าด้วยกัน กูจะกอดมึงไว้เอง”

“..............”

“ได้ไหมครับ แคป”

“ฮื่อ กูจะลองฝึกดู กะ ก็ได้”

“สัญญาแล้วนะ”

“ว่าแต่ ทำไมมึงไม่ใช้บริการโดดร่มของรีสอร์ตแถวเมืองชลฯวะ ไม่ต้องถ่อมาถึงประจวบฯด้วย ใกล้บ้านกูดี”

“พรรคพวกกูอยู่ที่นี่ไง มึงจะได้รู้จักกับเพื่อนกูด้วย ตอนฝึกโดดครั้งแรกกูก็ฝึกที่นี่ บินกับพวกมันกูคิดว่าปลอดภัยที่สุดสำหรับพวกเรา ที่สำคัญวิวที่นี่สวยมากกูอยากให้มึงได้เห็น”

“แล้วไม่รบกวนเขาหรือไง งบประมาณทางการทหารเชียวนะมึง”

“รัชชาเป็นหนึ่งในเงินทุนหลักที่เกื้อหนุนงบประมาณทางการทหารอยู่ทุกปี กูมีบัตรสิทธิพิเศษ”

ในตอนนั้นเอสตอบยิ้มๆด้วยเสียงทุ้มต่ำที่สุดแสนเจ้าเล่ห์ซึ่งทำให้แคปแอบเบ้ปากใส่ด้วยความหมั่นไส้ หนึ่งเดือนหลังจากนั้นทุกๆคำพูดพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า คนของเขาพูดจริงทำจริงและมันก็เอาจริงกับเรื่องกล้าบ้าบิ่น

เดทที่มันเคยชวน

เดทที่ไม่เหมือนใคร

บ้าบิ่นแต่ก็คิดว่าน่าจะมันส์

เครื่องยังคงไต่ระดับขึ้นไปอีก สักพักมีเสียงปลดล็อคก่อนที่บานประตูทั้งสองฝั่งของคอปเตอร์จะค่อย ๆ เปิดอ้าออก ลมแรงๆจากการหมุนตัวของใบพัดตีเข้ามากระทบทั้งตัวทั้งหน้า แรงเหวี่ยงขอตัวเครื่องยังทำให้ทุกคนที่นั่งรออยู่ต้องคว้าจับราวไว้ให้มั่น เจ้าแคปที่ก่อนหน้านั้นยังนั่งอมยิ้มนึกถึงเรื่องเก่า ๆ ถึงกับสะท้านเฮือกเมื่อมองเห็นภาพจริง วิวจริง ความสูงจริง และบรรยากาศจริงไม่ใช่สถานการณ์จำลองอย่างที่แล้ว ๆ มา และราวกับเพิ่งสำเหนียกตัวได้ว่า อีกไม่กี่นาทีต่อจากนี้เขาจะต้องดิ่งลงไปบนผืนดินที่ไกลจนสุดลูกหูลูกตานั่น

นี่มันไม่ใช่เล่น ๆ แล้ว

มันสูงกว่าบันจี้จั๊มไม่รู้กี่สิบเท่า

ตายแน่ ๆ กูต้องตายห่าวันนี้แน่ ๆ

หมอ!!  ช่วยรักษาหัวใจผมแบบด่วนๆตอนนี้เลย ไม่ใช่สิ เรียกหมอตอนนี้อาจไม่ถูกต้องนัก ควรจะเรียกหน่วยกู้ภัยมาเลยน่าจะดี สูงมากขนาดนี้แล้วกูจะเหลือรอดปลอดภัยอยู่เรอะวะ

ลาก่อนไร่ผลไม้ที่น่ารักของกู

ลาก่อน สตรอว์เบอรี่

“แคป” เสียงเรียกจากคนข้าง ๆ พร้อมกับมือใหญ่ที่ขยับเข้ามาจับท่อนแขนที่สั่นขึ้นมาน้อย ๆ ของเขาไว้ให้มั่นแคปถึงค่อยรู้สึกตัวแล้วละสายตาออกจากความสูงเบื้องล่างกับภวังค์ความฟุ้งซ่านนั้นได้

“ไม่ต้องกลัว เราจะโดดลงไปพร้อมกัน”

เอสพยักหน้าให้เบาๆ น้ำเสียงเต็มไปด้วยความเข้มแข็งและมั่นใจ แคปจะอ้าปากพูดอะไรสักอย่างหากแต่ตอนนี้ราวกับต้องคำสาป ปากเป็นตะคริวไปแล้ว ลมจากภายนอกพัดสาดตีเข้ามา อากาศเมื่อเข้าสู่จุดที่ระดับความสูงคงที่ท้องฟ้าโปร่งเปิดโล่งกับแสงแดดอ่อนๆ สภาพอากาศที่เหมาะสมที่สุดกับการดิ่งพสุธา

“พร้อม!  โดด!!!

เสียงดุดันแผดลั่นเพื่อปลุกกำลังใจของลูกทีมให้ฮึกเหิม พลร่มกลุ่มแรกโดดเกาะกลุ่มลงไปแล้วที่ระดับความสูงราวๆเก้าพันฟุต แคปถึงกับหน้าร้อนตัวร้อนเหงื่อท่วมตัวขึ้นมาทั้งที่อากาศด้านนอกลมพัดเข้ามาตลอด ผู้กองต้าร์หันมามองดูพวกเขาทั้งสองคนก่อนพยักหน้าให้กับพลร่มอีกสามคนที่เหลือ

“เราจะโดดที่ความสูงหมื่นสองพันก็น่าจะพอ พวกมึงหน่วงเวลาสักยี่สิบวิแล้วค่อยดึงเชือกนะ”

เอสพนักหน้าตอบ ทุกคนในที่นั้นพยักหน้ารับรู้ ร่างสูงใหญ่และหนาหนักไปด้วยบรรดาอุปกรณ์การกระโดดของเอสขยับเข้ามาชิดกันกับแคป เขามองหน้าแคปนิ่ง ๆ

“กลัวมากไหม”

“กูตื่นเต้น!

“มึงฝึกมาดีพอแล้ว มั่นใจตัวเอง พร้อมนะ” เอสละมือออกจากราวจับจากนั้นยื่นเข้ามาจับตัวดึงยึดซึ่งอยู่ที่แขนเสื้อด้านบนของแคปทั้งสองข้างไว้ให้มั่น พร้อมกับร้องถามเสียงดุดัน

“พร้อมไหม!

เขาขยับพาแคปยืนขึ้นอยู่ในท่าเตรียมพร้อม ไม่ต่างจากบานประตูอีกฝั่ง พลร่มอีกสามชีวิตเองก็อยู่ในท่าเตรียมพร้อมที่จะเทลำเช่นกัน

“จำไว้ว่าอย่าให้ขาแคบ ถ้าเฮดสปินดาวน์ไม่ต้องตกใจ ตั้งสติ ออกไปท้าทายลมหายด้วยกันพรรคพวก!!”  ผู้กองต้าร์ยืนอยู่ด้านหลังของเอสตะโกนปลุกใจ  เขาจะต้องทำหน้าที่บันทึกภาพให้ตามคำขอร้องของเพื่อนคนนี้ กล้องเล็กๆถูกติดอยู่ที่หมวกของเขา นั่นก็แสดงให้เห็นแล้วว่าเขาจะต้องโดดลงไปด้วยและบินไปในทิศทางเดียวกันกับสองคนนั้นแน่นอน

“แคป!” เอสตะโกนเรียกอีกครั้ง แคปหลับตาลงแน่นขาที่สั่นจนแข็งไปหมด เม็ดเหงื่อผุดออกจากตัวจนรู้สึกว่าเปียกปอน เขาสูดลมหายใจลึก สิ่งสุดท้ายที่ทุกคนรอคอยกันอยู่คือรอแคปปล่อยมือออกจากราวจับ เขานับหนึ่งถึงสามก่อนลืมตาขึ้นมาสบเข้ากับคนข้างหน้าเพื่อแสดงให้เห็นถึงความมั่นใจ พร้อมที่สุดด!

“พร้อมมมม!!!” แคปพยักหน้าร้องบอกในเวลาเดียวกับที่ปล่อยมือออกจากราวจับ

ตายเป็นตาย

“โดดดดดดด!!!

“ว๊ากกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก

สองร่างโดดลงไปพร้อมกันตามด้วยผู้บันทึกภาพจำเป็น และนี่คือเสียงกรีดร้องอันน่าเวทนาของแคป มันดังมากจนกลบคำพูดบางอย่างที่เอสตั้งใจจะบอกในตอนที่เขาสองคนเทตัวออกมาจากลำ

เมื่อความกลัวพีคขึ้นไปจนถึงที่สุด มันเหมือนกับการยกภูเขาหนักๆทั้งลูกพ้นออกไปจากอก นรกด่านแรกที่สำคัญที่สุดคือด่านตัดสินใจโดดหรือไม่โดด ความกลัวเป็นสิ่งที่เราสร้างขึ้นเอง ถ้าเอาชนะความกลัวได้ ความกล้าหาญก็จะมาและสุดท้ายความมันส์พะยะค่ะก็จะตามมาจนมองเห็นสวรรค์ขาวๆรำไร

แคปที่หลับตาแน่นจนคิดไปเองว่ากูคงตกลงไปกระทบพื้นแล้วตายแน่ ๆ แล้วที่ไหนได้สักพักยังนับไม่ถึงสิบวิตามที่ถูกฝึกมาตลอดทั้งเดือนด้วยซ้ำกลับลอยตัวอยู่ได้ในท่าทางที่ถูกต้อง แรงต้านอากาศภายนอกมีผลอย่างมากเพราะทำให้เขาสามารถลอยตัวอยู่ได้แบบสบาย ๆ ระยะเวลาหนึ่ง แต่จะชะล่าใจไม่ได้เด็ดขาด

จวนถึงถ่วงมหาศาลยี่สิบวิเข้ามาทุกที เอสปล่อยมือออกมาจากแคปหนึ่งข้างเพื่อเป็นสัญญาณว่าถึงเวลาที่จะกระตุเชือกแล้ว เขาทำสัญญาณมือชี้ไปที่ตัวกระตุกแถวๆชายโครงแคปสองที และในจังหวะที่แคปพยักหน้าพร้อมจะกระตุกเชือกให้ร่มเปิดกางออก เสียงตะโกนดังลั่นขึ้นมาใกล้กกหู...ชัดเจนถึงปานนั้น ชัดจนหูเกือบแตก

เป็นสัญญาณว่าถึงเวลาที่จะกระตุเชือกแล้ว เอสทำสัญญาณมือชี้ไปที่ตัวกระตุกแถวๆชายโครงแคปสองที และในจังหวะที่แคปพยักหน้าพร้อมจะกระตุกเชือกให้ร่มเปิดกางออก เสียงตะโกนดังลั่นขึ้นมาใกล้กกหู...ชัดเจนถึงปานนั้น ชัดจนหูเกือบแตก

“รักมึงโว๊ยแคป!!  ที่สุดในชีวิตครับผม!!!

 คำพูดนั้นยังดังซ้ำไปซ้ำมาริมแก้วหู ดังสะท้อนไปจนทั่วผืนแผ่นฟ้ากว้าง เมื่อใบหน้าคมส่งยิ้มแล้วปล่อยมือออกจากเขาก่อนที่ร่างของเอสจะโฉบบินจะแยกตัวออกไป แล้วเชือกร่มของทั้งคู่ก็กางออก  สองคนโบยบินอยู่ในท้องฟ้ากว้างไปกับถ้อยคำบอกรักที่ยังดังกึกก้องอยู่ในหัวใจที่อิ่มเอิบ ถึงร่างกายจะแยกกันโบยบิน ทว่ากลับไม่รู้สึกถึงความโดดเดี่ยวและอ้างว้างอีกต่อไป


เพราะพวกเขารู้ดีว่า...นับจากนี้จะมีหัวใจกันและกันวางอยู่เคียงข้างเสมอ



ไม่ต้องบินให้สูงอย่างใครเขา  จงบินเอาเท่าที่เราจะบินไหว
ท่าที่บินไม่จำเป็นต้องเหมือนใคร  แค่บินไปให้ถึงฝันเท่านั้นพอ..



ในที่สุดร่างกายของทั้งคู่ก็ค่อยทะยานลงสู่พื้นดินอย่างปลอดภัย และเป็นอันว่ากว่าจะจบภาระกิจบอกรักดิ่งพสุธาเสียเวลาไปหลายชั่วโมง

เอสขอบคุณเพื่อนฝูงนายทหารนักบินนักโดดพร้อมกับบรรดาเพื่อนของเพื่อนของเพื่อนและของเพื่อนอีกไม่รู้กี่คน

“อ่ะ นี่ไฟล์ของพวกมึง กูยกให้ทั้งหมดเลยไป น่าอายฉิบหายกูไม่คิดว่ามึงจะทำเรื่องบ้าบิ่นขนาดนี้เลยไอ้สัสเอส”

“ทำไมล่ะ เอาไว้มึงไปโดดร่มแสดงท่าบอกรักเมียมึงมั่งดิ แล้วให้ลูกน้องมึงถ่ายเก็บไว้ให้ไง”

“ไอ้สัส ใครจะไปทำ” คนต่อว่าทำไมถึงหน้าแดง ก็แทนที่แคปกับเอสจะอาย แคปอายน่ะก็คงใช่แต่ไอ้เอสตัวอันตรายมันจะอายอะไรเป็น ผู้กองต้าร์ถึงกับอึกอักตอบกลับไปไม่ถูกเลยทีเดียว

“กูรู้มึงคิดจะทำแบบกูเร็วๆนี้นี่แหละ” เอสยังย้ำลงไปอีกแบบยิ้ม ๆ นั่งทำให้คนที่เดินมาส่งสองคนที่รถถึงกับยกขาขึ้นมาจะไล่เตะ

สุดท้ายกว่าจะออกมาจากค่ายได้ก็เย็นย่ำพอดี เขาสองคนแวะทานข้าวกันริมชายทะเลก่อนเข้าพักรีสอร์ตเล็กๆที่ไม่ได้ตั้งใจจะหาไว้ก่อนล่วงหน้า คือทริปนี้ประมาณว่าค่ำไหนนอนนั่น เห็นที่ไหนสวย ๆ คือจอด เห็นอะไรอร่อยคือแดก อะไรแบบนั้นกันเลย

“บ้านน่ารักดีว่ะ ขอให้ยังไม่เต็มด้วยเถ้อสาธุ”

แคปทำไม้ทำมือภาวนาก่อนรถจะจอดลงแล้วคนทั้งคู่ก็เดินลงไปจับจองบ้านพัก

“ยังเหลือหลังนึงท้ายสุดเลยค่ะ หมายเลข 33 นะคะ”

หลังจากจัดการเรื่องเอกสารเรียบร้อย พนักงานก็เดินนำคนทั้งคู่เข้าไปที่บ้านพัก  แคปยิ้มน้อยยิ้มใหญ่พออกพอใจกับรูปแบบของบ้านเอามากๆ บ้านไม้เล็กน่ารัก มีบันไดสามขั้นยื่นออกมาจากนอกชาน ไม้กระถางแขวนไว้ที่ชายคาขณะที่ด้านหน้าเป็นต้นลีลาวดีใหญ่ มีต้นมะพร้าวกับต้นปาล์มโยกไหวไปตามกระแสลมทะเลยามค่ำคืน โชคดีจริง ๆ ที่แวะเข้ามาที่รีสอร์ตนี้

“ว้าว ตรงนี้มองเห็นพระจันทร์ชัดเลย” แคปนั่งลงที่บันไดขั้นที่สอง เขาแหงนหน้ามองพระจันทร์เต็มดวงสว่างสุกใส สาดแสงรำไรลงมาตกกระทบกับแก้มนิ่มๆของคนช่างพูด

เอสเข้ามานั่งซ้อนลงที่ด้านหลัง บันไดขั้นที่สาม “อากาศดีเนอะ”

“อื้อ” วงแขนใหญ่และอบอุ่นเสมอสอดเข้ามากอดแคปจากด้านหลัง เขาจับแขนนั้นไว้ขณะที่ใบหน้าคมเอียงเข้ามาหา

“ไว้วันหลังไปท้าทายลมหายใจด้วยกันอีกนะ”

“อื้อๆ” ความจริงแล้วกลัวจะตายห่า แต่เนื่องจากตอนนี้เขาสองคนกำลังสร้างบรรยากาศโรแมนติกขึ้นมา และที่สำคัญไอ้สิ่งที่เอสพูดขึ้นนั้นมันทำให้แคปหน้าแดง

ก็เพราะไอ้คำพูดหวานๆนั่น คำพูดก่อนที่เอสจะปล่อยมือให้เขาบินลงไปด้วยตัวเองขณะที่ตัวมันเองก็บินตามลงไปเช่นกัน

มันเหมือนกับว่า...เราสองคนรักกันหากแต่ต่างคนต่างมีเส้นทางในแบบของตัวเองที่ต้องเดิน มีอาชีพ มีครอบครัว มีคนรอบข้าง มีความฝัน มีเพื่อนฝูง มีคนที่เราต้องรับผิดชอบและดูแล

แต่ทั้งหมดทั้งมวลนั่น

เราจะมาเจอกันที่ปลายทางของหัวใจเสมอ เพราะเราสองคนต่างก็รู้....รู้ว่าคนที่อยู่ในหัวใจของเรา และเป็นตัวจริงเสมอ....คือใคร

“ยุงกัดมึงไหม” เสียงทุ้มทำลายความเงียบงันขึ้นมา แคปส่ายหน้าเบา ๆ  “หื้ม? ไม่นี่” พลางหันกลับมามองหน้าคนถาม เขานึกสงสัยกำลังจะอ้าปากถามว่ายุงกัดมึงเหรอ หากแต่โดนเสียงโทนต่ำๆของคนที่วางคางลงที่ศีรษะเล็กของเขาแผ่วเบา

“นั่งนิ่ง ๆเดี๋ยวจะร้องเพลงไล่ยุงให้ฟัง”

ห๊ะ!

เพลง

ไล่

ยุง!

หลังจากนั้นสุ้มเสียงทุ้มต่ำหากแต่เต็มไปด้วยความอ่อนโยนก็เอื้อนเอ่ยเนื้อเพลงไพเราะ แคปหน้าร้อนฉ่าไปหมด ยุงเยิงหรือแมงอะไรจะตอมจะกัดตอนนี้เขาแทบไม่สนใจแล้ว


ก็เพราะว่ามีเพลงไล่ยุงขับกล่อมอยู่รอบตัวเขาแล้ว...




~ “มีเรื่องราวมากมาย ที่ไม่มีใครได้ฟัง คำพูดนับร้อยพันที่ต้องการเอื้อนเอ่ย

ไม่ว่าจะนานสักเท่าไร ยังยืนยันคำเดิมเสมอ ไม่เคยเปลี่ยน

เธอทำให้ฉันรู้และเข้าใจคำว่าสองเรา ไม่ว่าจะร้อนหรือว่าจะหนาวก็ไม่กลัว

มีเธอที่รักข้างในจิตใจ ให้ฉันก้าวเดินต่อไป ต่อจากนี้


เธอและฉัน จับมือเคียงกันนับจากนี้  ผ่านความเดียวดายที่สองเรานั้นเคยมี

เมื่อมีเธอคนที่แสนดีอยู่ตรงนี้ ~






“มึงมาทำเหี้ยไรถึงคณะกูล่ะวะไอ้แคป”

“ก็มันอ่ะ เพื่อนมันซ้อมเพื่อนผมจนเขียวช้ำไปหมด ไอ้อาร์เจ็บจนจะตายห่าอยู่แล้ว พวกเด็กของเฮียแม่งเหี้ย..”

“ปากหมาๆแบบนี้สงสัยกูต้องจัดให้หนักๆอีกสักรอบ”

“มึงสิปากหมา!

“เชี่ยเอ๊ย กูหงุดหงิดเต็มที่แล้ว  จะมาขวางทำไมล่ะวะ!!

“ไม่ขวางไม่ได้ไอ้เหี้ย นี่มันน้องชายกู  จะทำอะไรเกรงใจกูบ้าง”

“น้องชายเฮีย...!?








ไอ้ชั่ว! ไอ้สัส มึงอย่าคิดว่าเพื่อนมึงแตะไม่ได้อยู่ฝ่ายเดียว เพื่อนกู กูเองก็ไม่ยอมให้ใครมาแตะเหมือนกันล่ะโว๊ย

อย่าตะคอก มันจะตายเหรอห๊ะ!!

กูจะตะคอกมึงจะทำไมล่ะห๊ะ มึงตบกู มึงชกกู กระทืบเพื่อนกู กูหลุดไปเมื่อไหร่มึงตายแน่จำใส่กบาลไร้ขดของมึงได้เลย ไอ้ควาย!!!








“มึงจะเงียบสักทีได้ไหมวะห๊ะ! อยากตายรึไงกูขับรถอยู่นะ!!

“อึงอ้อออกอูอิ่อ้าอึงอะอาอูไออี้ไอ๋!

“เดี๋ยวจะถึงแล้วเหี้ย โวยวายบ้าบอ!

“อย่ามาว่ากูนะ มึงสิบ้า!

“นั่งนิ่ง ๆ กูขออีกสิบนาที ถึงแล้วมึงจะลงไปกระโดดโลดเต้นทำเรื่องบ้าบอร้องแหกปากอะไรก็เรื่องของมึง สิบนาทีกูขอแค่นั้น” 









“เดินดีๆสิวะ โอ๊ย..”

“อย่ามาว่ากูนะ มึงม่ายยยมีสิทธิ์”

“ฤทธิ์มากนักนะมึง เดินดีๆตัวหนักเหี้ยๆเลย เดี๋ยวกูจะเอามึงไปโยนทิ้งงที่ป่าข้างทางถ้ายังไม่หยุดพูดมาก”

“กูจาพูด กูจาพูด มึงจามาห้ามกูได้ยังงายยยยย”

“นิ่งๆ”

“โอ๊ยยย โยนหาพ่องเหรอ กูเจ็บนะอื้อออ”








“จะไปไหน”

“อย่ามายุ่งกับกู!

“พูดง่ายๆได้ไหมอย่าให้กูต้องใช้กำลัง”

“ไอ้สัส กูบอกว่าอย่ามายุ่งกับกู หลีกไป ไอ้คนชั่วคนเลวไอ้สันดาน”

“ด่าอีกมึงโดนอีก ไม่ต้องกลับนะห้องมึงน่ะ”

“สารเลว ชาติชั่ว กูกลัวมึงเหรอห๊ะ!

“แหกปากเข้าไป เอาให้ข้างห้องเขารู้ด้วยดีไหมว่าเราสองคนเป็นอะไรไปถึงไหนกันแล้ว”






~  มากกว่านั้น ยิ่งมีกันและกันมากแค่ไหน  มีเพียงคำว่ารักที่สองเรานั้นเข้าใจ

รักเพียงเธอและตลอดไป...แค่เธอกับฉัน


และนับจากนี้ไป ทุกเรื่องราวที่ได้ฟัง คำพูดทุกถ้อยคำที่คอยย้ำเตือนใจ

ไม่ว่าจะไกลสักเท่าไร เพียงมีเธอคนดีอย่างนี้ ไม่ไหวหวั่น ~ 






“คาปูชิโน่ หนึ่งแก้ว”

“จะเอาร้อนเหี้ยๆหรือเย็นสัสๆดีครับ คุณลูกค้า!!








“ลองมาคบกันดูไหม มึงกับกู

“พูดบ้าอะไรออกมา มึงรู้ตัวบ้างป่ะ เมื่อเช้าลืมกินยาหรือไง หรือว่ามึงกินแล้วแต่ลืมเขย่าวะ..”








ซ่าาา!!! 

“ไอ้เหี้ยเอส มึงเข้ามาทำบ้าอะไรในบ้านกูวะห๊ะ!!

“หื้ม?”

“มะ...มึงจะทำอะไร”

“ปากมึงดีแบบนี้สินะ มิน่ากูถึงชอบดูดนัก”

“ไอ้สัส มึงห้ามหัวเราะนะ หยุดหัวเราะ!








“ไอ้เหี้ยเอส กูเสียดายของ  อ่ะแค่กๆๆๆ มึงกินต่อได้ไหมล่ะ แค่กๆ โอยเจ็บปากเจ็บลิ้นไปหมดปากกูพองแล้วไอ้เหี้ย...”

“ไม่ต้องกินแล้ว  ไปลุก”

“อร่อยออกมึงกินดิ่..”

“อร่อยหัวมึงสิ ลุกเร็ว”

“กูสำลักเพราะกินไปพูดไป ไม่เกี่ยวกับว่าอาหารเขาไม่อร่อยสักหน่อยไอ้เหี้ย”

“รู้สึกสมน้ำหน้าว่ะ ทีหลังกินอะไรไม่เป็นก็บอกอีกนะจะพาไปกิน”






~  เธอทำให้ฉันรู้และเข้าใจคำว่าสองเรา ไม่ว่าจะร้อนหรือว่าจะหนาวก็ไม่กลัว

มีเธอที่รักข้างในจิตใจ  ให้ฉันก้าวเดินต่อไป ต่อจากนี้ ~







“กูไม่เข้าใจมึงจริง ๆ ว่ะ มึงเองก็มีงานที่ต้องทำ การบ้านรายงานเปเปอร์แต่ล่ะอย่างนี่เยอะมากพอๆกันกับกู  ไปอ่านไปเขียนอยู่ห้องตัวเองจะไม่ดีกว่าหรือไงวะ”

 “มึงรู้คำตอบอยู่แล้ว”










“ของกูอ่ะ ข้าวผัดกูน่ะ”

“..........”

“ไอ้ทุเรศมึงแม่งเห็นแก่ตัวเหี้ย ๆ จะทำเผื่อกูสักหน่อยก็ไม่ได้ ไหน ๆ ก็ทำแล้วมาใช้ครัวคนอื่นเขาอีกต่างหาก แย่ที่สุดมึงรู้ตัวไหมห๊ะ!

“อยากกินก็ไปทำเอาเองสิ”

“กูไม่ทำ!

“ยืนมองอยู่ทำไม หิวอะไรก็ไปทำเอาเองดิ ยืนมองเฉย ๆ ไม่ได้กินนะ”

“มึงมันแย่ที่สุดไอ้คนใจดำสารเลวนิสัยไม่ดีไอ้หน้าหมาหน้าลิงเก้งกวางชะนีกบค่างอึ่งอ่างคางคกจิ้งจกแมลงสาบยังอายเลยเหอะ หน้ามึงน่ะ ไปตายซะไป๊! ปล่อยกู๊ววว..”







[เดี๋ยวเจอกันที่สนามบอล] 16:23

                              อ่านแล้ว 16:24 [กูโกรธมึงแล้ว]

[โกรธเรื่อง?] 16:24
               
                                                                                            อ่านแล้ว 16:24 [ไม่รู้ไอ้เหี้ย อย่าถามมากน่ารำคาญ]
               
[ไม่รู้แล้วจะง้อถูกป่ะเนี่ย] 16:25

                            อ่านแล้ว 16:25 [อยากตายไหมห๊ะ! อย่าส่งมาอีกนะไม่งั้นมึงไม่มีสิทธิ์เข้าสนามบอล]

[ขนาดนั้นเลย?] 16:26

                             อ่านแล้ว 16:26 [กูจะควักลูกตามึง]

[น่ากลัวมากครับเมียกู] 16:26

                               อ่านแล้ว 16:27 [ไอ้สัส!]
                 








“ห้ามนอกใจกูรู้ไหม”

พลั่ก!

“กูจะทำทันทีที่มีโอกาสเลย มึงคอยดูก็แล้วกันไอ้คนชั่ว!

ปากมึงน่ะ เคยตรงกับใจสักทีไหมวะแคป..








“กูชอบคนธรรมดาที่อยู่ด้วยแล้วรู้สึกพิเศษ....แล้วมึงล่ะ ชอบคนแบบไหนวะแคป”

“กูชอบคนอ่อนโยน พูดเพราะ ตามใจไม่กวนตีน ที่สำคัญชอบคนพิเศษๆที่อยู่ด้วยแล้วรู้สึกธรรมดาติดดิน ซึ่งไม่เหมือนมึงเลยสักกะติ๊ด”

หึ ปากดีนัก







~  เธอและฉัน จับมือเคียงกันนับจากนี้  ผ่านความเดียวดายที่สองเรานั้นเคยมี

เมื่อมีเธอคนที่แสนดีอยู่ตรงนี้~








“ฟังดี ๆ มีอย่างเดียวเท่านั้นที่จะทำให้กูปล่อยมือจากมึงได้ วันไหนที่มึงแสดงออกว่าไม่รักกูแล้วนั่นแหละ..”







“มึงเป็นคนตั้งชื่อให้น้องนะ”

“ใครจะสน”

“เอาเถอะน่า มึงตั้งชื่อเดี๋ยวกูเลี้ยงเองไง”

“กูไม่สนใจ กูไม่ตั้งชื่อและกูก็ไม่เลี้ยง กูจะเอามันไปทิ้ง”

“มึงมันใจร้าย”

“คูเปอร์..................ถ้ามึงชอบ”








“สุขสันต์วันคริสต์มาส ผมคูเปอร์งับ รักผมหน่อยน๊าาา..”








ครืน  ~ ~

มึงจะเป็นใครมาจากตระกูลยิ่งใหญ่ร่ำรวยแค่ไหนกูไม่สน กูบอกไว้ตรงนี้เลยว่ากูไม่เคยกลัวอำนาจและบารมีของบ้านมึงเลยจำเอาไว้ กูจะพูดแค่ครั้งเดียวมึงจำใส่หัวมึงไว้ให้ดี มึงไม่มีสิทธิ์มายุ่งกับน้องชายกูอีกต่อไป!! ทุกอย่างระหว่างมึงกับมันให้จบลงตรงนี้!! วันนี้!! และเดี๋ยวนี้!!  ถ้าหากกูรู้ว่ามึงยังพยายามจะติดต่อและทำทุกวิถีทางแม้แต่ครั้งเดียว กูจะพาแคปย้ายไปอยู่ในที่ๆมึงจะไม่ได้เห็นแม้กระทั่งเงาของมันอีกเลย มึงจำเอาไว้ไอ้สัสนรก!!

“ผมรักแคป..”

ถุย!!








คนเรา....

พบกัน..เพราะวาสนา

จากกัน..เพราะโชคชะตา

แต่ทว่า

กลับมา..เพราะพรหมลิขิต







~  มากกว่านั้น ยิ่งมีกันและกันมากแค่ไหน มีเพียงคำว่ารักที่สองเรานั้นเข้าใจ

รักเพียงเธอและตลอดไป แค่เธอกับฉัน






“ผมรู้มาว่าคุณมีว่าที่คู่หมั้นอยู่แล้ว”

“แล้วยังไง”

“ถ้าคุณไม่คิดจะจริงจังกับน้องผม ก็รบกวนทำเรื่องราวต่างๆให้ชัดเจนด้วย”

“นายมีน้องสาวตั้งแต่เมื่อไหร่?” 








“มีธุระอะไรกับฉัน”

“เปล่า ผมแค่มาตามที่คุณนัด”

“ฉันนัดนายงั้นหรือ  อ้อ นึกออกล่ะ โทษทีนะเรื่องมันไม่ค่อยสำคัญน่ะ ฉันเลยจำไม่ค่อยได้”







“ถ้าอยากจะให้กูเลิกกับผู้หญิงทุกคนที่คบอยู่ตอนนี้ มึงก็จีบกูสิ”







“จีบกูให้ได้ก่อนเถอะ ถ้ามึงทำได้น่ะนะ”







“โครตขี้เหร่เลย ทั้งอ้วนทั้งดำ”

ไอ้สัส!!!!! "ไม่ขี้เหร่หรอก กูน่ารัก"









“กูขับรถนิ่มดีไหม มึงชอบหรือเปล่า”

“ขับรถได้แย่มาก”

“ไม่แย่หรอกครับ กูทำเต็มที่เลยนะ เพื่อมึง ตั้งใจให้นิ่มนุ่มที่สุดเลย”

“ก็ยังยืนยันคำเดิม คำรถไม่ได้เรื่อง!








“กูจะบอกอะไรให้นะ เห็นกูอ่อนข้อให้แบบนี้ไม่ใช่ว่ากูจะกลัวหรือว่ายอมแพ้มึงนะไอ้สัส คนอย่างกู ถ้า-ไม่-รัก-กู-ไม่-ทำมึงจำใส่กระโหลกกะลามึงไว้ด้วย!!!







“จะจ้างมาเป็นคนขับรถให้กูนั่ง มึงคิดราคาเท่าไหร่”

“ทรัพย์สินทั้งหมดที่มึงมี เงินสดในตู้เซฟ ทองคำ เครื่องเพชร โฉนดบ้านและที่ดินนี่ยังไม่รวมหุ้นลมหุ้มน้ำหุ้นไฟ อ้อแถมอีกอย่าง เครดิตหุ้นบริษัทน้ำมันที่รัชชาเอี่ยวกับคูเวต กูขอจุดนั้นด้วยนะ”

คนขับรถ...ขอขนาดนี้มากไปไหมวะ??









“จะเจ็ดสิบหรือยี่สิบ ก็รักมึงเหมือนเดิม.....ไม่เปลี่ยนแปลง”









“เราสองคนต่างมีความรับผิดชอบต่อเรื่องต่าง ๆ คล้ายกัน ทั้งหน้าที่ต่อครอบครัว หน้าที่ต่อการงาน หน้าที่ต่อสังคม แต่ทั้งหมดทั้งมวลนั้น หน้าที่ต่อหัวใจจะเป็นตัวหล่อเลี้ยงควมรู้สึกทุกอย่างของเรา กูอยากให้มึงเข้าใจในจุดที่เราสองคนยืนอยู่ด้วย จะเอาแต่ใจตัวเองไม่ได้ คิดเสียว่าบางทีความห่างไกลก็ทำให้หัวใจของเราใกล้ชิดและยิ่งเกิดความเชื่อใจ มึงเชื่อกูไหม เชื่อใจกูหรือเปล่า”

“ไปหากูที่ไร่สิ ถ้ามึงคิดถึงจนทนแทบไม่ไหว”










“คาปูคือหัวใจของกู”

หัวใจของผมถูกสลักลึกไว้ด้วยชื่อของน้องชายเฮียนานแล้ว....ขอบคุณมากครับ







“รักมึงโว๊ยแคปที่สุดในชีวิตครับผม!!








~  เธอทำให้ฉันรู้และเข้าใจคำว่าสองเรา ไม่ว่าจะร้อนหรือว่าจะหนาวก็ไม่กลัว

มีเธอที่รักข้างในจิตใจ ให้ฉันก้าวเดินต่อไป ต่อจากนี้ ~ ~






ลมทะเลพัดเอื่อยเข้ามา เกลียวคลื่นม้วนเอาทรายเม็ดเล็กกลับคืนสู่ห้วงมหาสมุทร เมื่อกลิ่นหอมของดอกไม้โบราณแตะเข้าที่ปลายจมูก เอสยื่นมือออกไปข้างหน้า ดอกลีลาวดีสีขาวปลิดปลิวจากขั้วร่วงหล่นลงตรงกลางฝ่ามือใหญ่ ก่อนที่เขาจะยื่นส่งให้แคปแล้วแนบจูบแผ่วเบาที่ริมขมับ





~   เธอและฉัน~  จับมือเคียงกันนับจากนี้  ผ่านความเดียวดายที่สองเรานั้นเคยมี

เมื่อมีเธอคนที่แสนดีอยู่ตรงนี้

มากกว่านั้น ยิ่งมีกันและกันมากแค่ไหน มีเพียงคำว่ารักที่สองเรานั้นเข้าใจ

รักเพียงเธอและตลอดไป....แค่เธอกับฉัน”






..........Howluckyiamhavingyoubesideme..........





Fin.









** จบแล้วค่าา
ขอบคุณนักอ่านทุกท่าน ขอบคุณจริงๆ รักมากคับ ที่สุดดด
คิดถึงมินบ้างเด้ออออออออออออออออ บ๊ายบายยยยยยยยยยยยยยย