Tuesday, January 27, 2015

กวน T-E-E-N รัก (II Bad boys) II












(II)


“ซี๊ดด...ไอ้เหี้ย!” แคปซี๊ดปากด้วยความแสบเมื่อรอยแตกที่มุมปากซ้ายถูกสำลีชุบด้วยแอลกอฮอล์แตะเช็ด

“เจ็บไหมล่ะมึง อย่าหันหนีสิวะกูทำยากนะเนี่ย สัสเอ๊ยกูเองก็เจ็บ..” ปอทั้งทำทั้งด่า สุดท้ายเอาพลาสเตอร์ยาขึ้นมาแปะทาบให้

“พอแล้ว ติดไรนักหนาวะกะอิแค่รอยช้ำรอยแตกสองสามวันก็หายแล้ว” เขาพูดอย่างไม่ใส่ใจหันหน้าหนียกมือขึ้นมาผลักมือเพื่อนออก แต่ปอยังตามดึงคางมนนั้นกลับมาอีกครั้ง

“กูบอกติดก็ติดสิวะเอ๊ะ” ปอดุ

“อย่าทำ ไม่เอาเว้ยพอแล้ว” แคปว่าอย่างรำคาญ เขาผลักปอออกแล้วลุกขึ้นแต่ถูกอาร์ดึงไว้อีก

“อยู่เฉยๆน่าแคปเดี๋ยวไอ้ปอมันจัดการแผลมึงเสร็จจะได้มาทำให้กูต่อด้วย ยิ่งมึงมากเรื่องกูกับมันก็ยังไม่ได้ทำแผลเลยนะเว้ย..” เสียงเพื่อนตัวเล็กทำให้แคปต้องหันกลับมามอง แผลบนใบหน้าของอาร์มีเต็มไปหมด แน่นอนครึ่งนึงเป็นความผิดเขา เพราะว่าใจร้อนเกินไปเลยพลอยทำให้เพื่อนลำบาก และคนที่เจ็บตัวหนักสุดก็คืออาร์ เขาพาเพื่อนๆไปโดนตีนของไอ้พวกเวรนั่นอย่างช่วยไม่ได้จริง ๆ ไม่น่าเชื่อว่าเพื่อนสนิทของไอ้เมี่ยงจะเป็นไอ้เอสคนนั้น ก็คิดอยู่เหมือนกันตอนที่อาร์เอ่ยชื่อเมี่ยงครั้งแรก คิดว่าเคย ๆ ได้ยินจากที่ไหนที่แท้พี่ชายเขาเคยพูดไว้ว่ากลุ่มน้องรหัสตัวเองมีไอ้เอสนี่แหละที่ฝีมือดีที่สุด

“มึงอย่าไปหาเรื่องมันอีกล่ะไอ้แคป เจอที่ไหนก็ไม่ต้องไปทักมันหรอก เรื่องคราวนี้ขอให้มันจบลงที่วันนี้นะเว้ย..” ปอพูดบอกแกมขอร้อง คำว่าทักที่เอ่ยไปแน่นอนว่าไม่ใช่ทักทายแบบคนทั่วไปเขาทำกันแน่ ๆ ระดับแคปนั่นคงหมายถึงหมัดถึงตีน แคปมองหน้าปออีกครั้งขณะที่มือใหญ่ทาบพลาสเตอร์ลงไปเป็นแผ่นที่สาม  มุมปากเพื่อนเขียวม่วงจนเป็นรอยช้ำ สันจมูกโด่งมีพลาสเตอร์ยาที่ปอกำลังแปะทับรอยสีเขียวอมม่วงเป็นแผ่นที่สี่ แคปกำหมัดแน่นเมื่อนึกถึงหน้าไอ้เวรนั่น ความโกรธเหมือนถูกกวนให้กรุ่นขึ้นมาอีก

“เรื่องดิ่ ไอ้เหี้ยนั่นอย่าให้กูเจอมันเชียวนะกูจะกระทืบแม่งไม่เลี้ยงเลย ลองสู้กันตัวๆดิ่วะกูไม่มีวันแพ้หรอก” แคปพูดอย่างคั่งแค้น เรื่องราวคราวนี้เขาเสียหน้ามากมายทีเดียว คนที่ไม่เคยพ่ายแพ้ให้กับใครมาก่อนยกเว้นพี่ชายตัวเองต้องมายืนหมดสภาพต่อหน้าไอ้เวรตะไลนั่น ยิ่งคิดเขายิ่งหงุดหงิดและโมโห

“เออไอ้เก่งมึงคิดว่ามึงเก่งให้ได้แบบนี้ตลอดนะ มึงเห็นไหมว่าขนาดเฮียเต้ยังเกรงใจมันเลย ปากดีๆนี่เงียบไปบ้างก็ได้ มึงบอกว่าเจ็บบอกว่ากลัวมันบ้างไม่มีใครว่ามึงหรอก”

“ไม่เคยครับบอกเลย คำว่ากลัวไม่เคยมีในสาระบบความคิดของกู ยิ่งกับไอ้สันดานนั่นแล้วไม่ต้องพูดถึง เจอที่ไหนปัญหาเกิดกูรับรอง ว่าแต่มึงเหอะอะไรวะแต่ก่อนตีคู่กับกูแท้ ๆ ไหงพอเจอไอ้เหี้ยนั่นมึงถึงได้เรียบร้อยขึ้นมาแบบนี้” แคปจ้องหน้าปออย่างสงสัย ปกติแล้วไอ้เพื่อนเขาคนนี้ไม่เคยกลัวใคร ฝีมือต่อยดีพอๆกันกับเขาผิดที่ว่าปอใจเย็นกว่าหน้าตาก็เรียบร้อยต่างกับแคปทั้งใจร้อนมุทะลุดื้อดึงและที่สำคัญหน้าตากวนตีนอย่าบอกใครบางครั้งไปเที่ยวกันแค่นั่งอยู่เฉย ๆ ยังมีคนมาหาเรื่องถึงโต๊ะ

“ไม่ให้มันเงียบเชียบเรียบร้อยได้ไง มึงไม่เห็นนี่ตอนที่ไอ้เอสนั่นเดินเข้ามาครั้งแรกมันถีบไอ้ปอจนกระเด็นไปเป็นวา”

“เหี้ยปอตอนไหน ทำไมกูไม่เห็นวะ”

“ก็ตอนที่มึงเล่นไอ้ห่าเมี่ยงนั่นไง กูจะร้องบอกไอ้ปอให้ระวังก็ไม่ทันแล้ว” อาร์ชิงตอบให้ก่อนเขาปิดกล่องปฐมพยาบาลเมื่อใช้อุปกรณ์ทุกอย่างจนเสร็จเรียบร้อย ปอยกมือขึ้นลูบ ๆ พลาสเตอร์ยาที่ทาบติดอยู่ที่ปากตัวเองหลังจากที่อาร์ผลัดหน้าที่กันติดให้เขาบ้าง 

“จุกฉิบหายกูจะบอก..” ปอแกล้งลูบท้องทำหน้าตางอๆส่งน้ำเสียงสำออยนิดๆแต่ว่าแคปดันรู้ทันตบหัวเพื่อนไปฉาดใหญ่

“มารยานักนะมึง กูรู้เหอะที่จริงมึงก็สนุกใช่ไหมล่ะ ตีคนแบบนี้มันส์ดีจะตาย เราชกมันมันชกเรายิ่งแลกยิ่งลุ้น”

“เชี่ยแคป หัวกูเสียทรงหมดแล้วห่า ทำเป็นรู้ดี”

“กูรู้ใจมึงที่สุดไม่ใช่ไง หมาตัวไหนเคยบอกมาตั้งแต่มอสี่แล้ววะ”

“มอสามหรอกไอ้เหี้ย” ปอสวนกลับแต่ไม่ทันที่อาร์ชิงพูดขึ้นอีก  “มอสองต่างหากกูจำได้”

ว่าแล้วพวกเขาสามคนก็หัวเราะกัน ก่อนที่จะแยกย้ายกันนอนกระจัดกระจายอยู่ตามพื้นบ้างที่นอนบ้างนานจนถึงเย็นเจ้าของห้องอย่างอาร์ตื่นขึ้นมาก่อนเขาอาบน้ำแต่งตัแล้ววจึงปลุกแคปและปอให้ลุกขึ้น สองคนงัวเงียขี้เซาเป็นนิสัยประจำตัวโดยเฉพาะแคปที่เวลาง่วงหรือนอนไม่พอนิสัยจะออดอ้อนเหมือนเด็กน้อยมากผิดกับเวลาปกติ

“ไอ้แคปเดินให้มันตรงสิวะ แบบนี้กูจะไว้ใจให้มึงขับรถกลับคนเดียวได้ป่ะเนี่ย..” ปอเขย่าตัวแคปเบา ๆ พวกเขาสามคนเดินลงมาที่ใต้หอเพื่อเอารถ ปอตื่นเต็มตาแล้วแต่แคปยัง

“ขับรถให้หน่อย...” แคปทำเสียงอ้อน ๆ แกล้งซบไหล่เล็กของอาร์แล้วทำท่าเหมือนจะกัดกินจนอาร์ต้องใช้สายตาปรามแล้วดันหัวออก ปอดึงแคปบอกให้เดินให้ตรงทางเขาจึงเปลี่ยนเป็นเดินเซไปเซมาแทน

“บอกว่าให้ไปแชร์ห้องอยู่ด้วยกันตั้งแต่แรกก็ไม่ยอม เห็นป่ะล่ะเสียเวลาพวกกูต้องมากินนอนที่ห้องมึงแทบจะทุกวันเนี่ย ฮ้าวววว” แคปพูดเสียงติดงัวเงียสุดท้ายก็หาวออกมาหวอดใหญ่ ก่อนชูสองมือขึ้นบิดขี้เกียจ สร้อยข้อมือสีเงินที่ใส่ประจำห้อยสะท้อนแสงสวยงาม ของติดตัวชินนี้พี่ชายเขาเป็นคนซื้อให้ตอนที่สอบเข้ามหาลัยเดียวกันได้เมื่อปีที่แล้ว

“เอาเหอะกูอยู่ตรงนี้ก็ดีแล้วใกล้มหาลัย” อาร์ว่า

“เออๆเรื่องของมึงเหอะพวกกูจะกลับแล้ว ไอ้แคปมึงกลับกับกูละกันรถมึงจอดไว้ที่หอไอ้อาร์นี่แหละพรุ่งนี้เรียนเสร็จเดี๋ยวค่อยแวะมาเอา” ปอชักห่วง ๆ กลัวว่าแคปยังไม่สร่างง่วงดีเลยเสนอให้กลับรถตัวเอง ปกติก็แชร์ห้องกันอยู่กับแคปอยู่แล้วเวลาไปเรียนเขาสองคนใช้รถแค่คันเดียว แต่วันนี้แยกกันมาเพราะแคปบอกจะแวะไปบ้านก่อนจะมาที่หออาร์เพราะงั้นรถพวกเขาเลยมีถึงสองคัน

“เฮ้ยไม่ได้!” แคปรีบสวนขึ้นหน้าตาที่เคยงัวเงียตื่นขึ้นทันที

“พรุ่งนี้กูต้องไปรับน้องแยมไปเรียนเช้าเว้ย จะทิ้งรถไว้ที่นี่ได้ไงเล่า”

“เออไอ้เหี้ย พอเรื่องเมียนี่ตาโตเชียวนะ ทั้งที่เปลี่ยนมาตลอดแท้ ๆ ไม่ใช่ว่าพรุ่งนี้เป็นคิวน้องแป้งนะมึง หลงคิดว่าเป็นน้องแยมไปเองซวยตายห่าเลย..” ปอเบรกเพื่อน

“เสือก เรื่องของกูกูจัดคิวเองได้เว้ย”

“แหมกูอยากเสือกนักนะถ้าไม่ใช่เพราะทั้งน้องแป้งทั้งน้องแยมนี่กูทั้งนั้นที่จีบมาก่อนพอมาเจอมึงนี่เปลี่ยนใจมาหามึงแทบทุกคนกูอยากรู้ฉิบหายเลยว่ะมึงแม่งมีอะไรดีนักหนา”

“หึหึ....”

“สัส..”

“ผู้หญิงน่ะยิ่งร้ายยิ่งชอบมึงไม่รู้?  ยิ่งเวลากูดูดบุหรี่แล้วต้อนเธอเข้ามุมเพื่อบดจูบนะ แม่งอ่อนระทวยไปแทบทุกรายแหละ หึหึหึ” 

อาร์กับปอพร้อมใจกันเบะปากก่อนลงมะเหงกใส่หัวแคปไปพร้อม ๆ กัน เจ้าตัวดีรีบเปิดรถตัวเองแล้วขับหนีออกไปทิ้งไว้แต่เสียงหัวเราะทะเล้นที่หากไม่สนิทกันจริง ๆ จะไม่รู้เลยว่าเจ้าตัวขี้เล่นได้ขนาดนี้

“กูไปนะ..” ปอหันไปบอกอาร์ก่อนที่ตัวเองจะออกรถตาม


.


“มีไร..” แคปยกมือถือขึ้นมากดรับ เขาเดินจวนจะถึงห้องอยู่แล้วขณะที่ปอเป็นฝ่ายทาบการ์ดแล้วเปิดเข้าไปก่อน สองคนเป็นรูมเมทกันตั้งแต่เรียนปีหนึ่ง

(พูดกับกูนี่ห้วนได้อีกนะมึง ไอ้น้องแสบ)

“ไม่อยากคุยกับพี่ว่ะ” แคปเดินตามเพื่อนเข้าห้อง เขานั่งลงที่โซฟายกขาขึ้นมาพาดไว้

(อย่ามากวนตีน แผลเป็นไง มึงเจ็บหนักรึเปล่า)

“ถามทำไมเพิ่งนึกได้หรือไงว่ามีน้องชื่อแคป”

(เดี๋ยวเหอะมึงหาเรื่องกูจริง ๆ นะ ถ้าไม่ห่วงจะโทรหาไหมบอกกูมาดิ๊ เจ็บมากรึเปล่า)

“..........”

(ผู้หญิงเหรอมึงงอนไม่เข้าเรื่อง)

“เกลียดคนพูดมาก”

(โอ๊ยยย ครับๆ กูไม่พูดแล้วครับ แบบนี้พอใจแล้วใช่ไหมครับคุณน้องแคป”

“หึหึหึ”

(หัวเราะกูได้นี่แสดงว่ามึงไม่เป็นไรเลยนี่หว่า ไอ้น้องแสบกูก็นึกว่ามึงจะนอนท้องระบมเพราะเจอตีนน้องรหัสกู)

“ไม่มีทางหรอก ระดับผมความเร็วตีนแค่นั้นไม่มีทางโดนอยู่แล้ว ดูด้วยพ่อผมใครส่วนพี่อย่าไปพูดถึงมัน”

(เดี๋ยะๆมึงโดน)

“ขำป่ะล่ะ”

(ขำบ้านมึงดิ่ บอกกูมาเร็วเข้าไม่เป็นไรมากใช่ไหมพ่อโทรหากูว่ามึงโดนตีนใครแล้วเรื่องแตกนะ กูนี่แหละจะเจอ)

“ก็บอกแล้วไงไม่เป็นไรสักหน่อย ลาเต้อย่าห่วงน่า..”

(ไอ้แคป!)  เสียงเต้เปลี่ยนเป็นจริงจังขึ้นบอกเป็นนัยให้แคปรู้ว่าพี่พูดจริงถามจริง เขาเองก็ขี้เกียจกวนตีนต่อยอมรับไปเลยง่าย ๆ

“เออๆ เจ็บเชี่ยๆ หมัดหนักฉิบ น้องรหัสกับพี่รหัสแม่งไปฝึกมวยมาจากที่เดียวกันป่ะวะเนี่ย ดีนะไม่โดนตีนมันด้วยไม่งั้นป่านนี้จะเดินตรงๆได้เหรอ”

(หึหึหึ)

“แล้วพี่มีอะไรอีกป่ะล่ะ ไอ้ปอมันมองผมตาเขียวแล้วเดี๋ยวไปล้างจานก่อนวันนี้หน้าที่ผมเหอะ” แคปมองไปที่ครัวปอยืนรื้อข้าวของในตู้เย็นออกมากอง ๆ ไว้ที่โต๊ะ คงกำลังคิดว่าเย็นนี้จะทำอะไรกินกันดี

(ไม่มีหรอกแต่กูอยากจะเตือนมึงไว้อย่าง  กูไม่รู้นะพวกมึงสามตัวไปทำอิท่าไหนกันมา แต่บอกไว้ก่อนว่าไอ้เอสไม่ใช่คนที่มึงจะฟัดกับมันได้ง่าย ๆ แล้วเพื่อนกลุ่มมันทุกคนก็ไม่ใช่คนที่มึงควรจะยื่นมือเข้าไปยุ่ง)

“ผมกลัวมันตายล่ะ พี่คิดว่าผมกลัวมันงั้นดิ”

(เออมึงเก่งกูรู้ แล้วแต่ละกันเจอมันก็อย่าหลบล่ะ เป็นไรขึ้นมาก็ให้เพื่อนมึงใส่ยาให้นะถ้าเพื่อนมึงยังจะพอทำได้ไม่กระดูกร้าวไปก่อนมึง)

“ไม่อยากคุยแล้ว คำอวยพรไม่ได้เรื่อง วางแล้วนะ”

(แคปอย่า..กูพูดจริง อย่ามีเรื่องกับมันอีกได้ไหม เจอที่ไหนก็ทำเป็นไม่เห็นไม่รู้จักมันซะ ตรงๆเลยนะถ้าหากมึงมีเรื่องขึ้นมาอีกจริง ๆ กูเองก็คงต้องกลายเป็นศัตรูกับน้องรหัสตัวเองแน่ๆมึงรู้อยู่แล้วกูเลือกใคร)

“..........” แคปเงียบไป เขาคว้าซองบุหรี่ขึ้นมาคาบไว้หนึ่งตัว ลุกขึ้นมองซ้ายมองขวาหาไฟแช็คมาจุด ก่อนเลื่อนประตูระเบียงเพื่อออกไปยืนดูด

(เงียบทำไม โกรธกูอีก เอาเข้าไป)

“ไม่สัญญาว่าจะทำได้อย่างที่บอก แต่จะอดทนให้ถึงที่สุด” เต้รู้ดีว่าถ้าแคปพูดจริงจังน้ำเสียงจะเป็นแบบนี้เสมอ

(ดีมากคาปูคนสวย ถ้ามึงอดทนจนสุดแล้วมันเกินลิมิตของมึง ถึงตอนนั้นจัดเต็มไปเลยไอ้น้อง เข้าใจความหมายกูนะ)

“ผมชื่อแคปครับ คาปูนั่นมันพี่ปัญญาอ่อนเรียกเมื่อสิบปีที่แล้ว ดูหน้าผมด้วยจะเรียกคนสวยก็ให้เกียรติหน้าตาผมหน่อย) แคปส่ายหัวกับคำพูดหยอกล้อของพี่ชาย เมื่อก่อนเขาน่ารักเหมือนเด็กผู้หญิงก็จริง แต่ตอนนี้ไม่ใช่แบบนั้น ถึงแม้ว่าลาเต้มักจะหยิกแกมหยอกเขาแบบนี้เสมอ

(หึหึหึ แค่นี้เว้ยไอ้หมา ไว้เจอกันวันอาทิตย์กลับบ้านนะมึง พ่อถามหาแล้ว)

“ครับพี่..”

(น้องกูนี่น่ารักที่คำลงท้ายเหรอวะ.....)

“........”  แคปรีบกดวางสายแล้วดับบุหรี่ก่อนเปิดประตูเดินเข้าห้อง เขาโยนมือถือทิ้งที่โซฟาพลางบ่นอุบอิบเหมือนทุกๆครั้งเวลาที่โดนพี่ชายแซว  เพราะเต้ชอบทำเหมือนเขาเป็นน้องสาวมากกว่าน้องชายไม่รู้ทำไมตั้งแต่เด็กทั้งพ่อทั้งพี่ชายดูแลเขายิ่งกว่าเด็กผู้หญิง แคปเคยสรุปเอาเองว่าอาจเพราะบ้านเขามีแต่ผู้ชายล้วน และเขาเป็นลูกคนเล็กทั้งพ่อทั้งพี่จึงตามใจและดูแลเขามากเป็นพิเศษ อีกทั้งตอนเป็นเด็กพ่อมักตัดผมให้เขาเป็นทรงบ๊อบน่ารักๆเข้ากับใบหน้ารูปไข่ปากนิดจมูกหน่อยบวกกับผิวขาวเนียนอมชมพู หลายคนเลยพลอยคิดว่าเขาเป็นเด็กผู้หญิง อีกทั้งเขากับพี่ชอบแกล้งกันอยู่ตลอดตั้งแต่เล็กจนโตพี่เต้ชอบอุ้มเขาไปอวดคนนั้นคนนี้แล้วบอกคาปูเป็นตุ๊กตาที่น่ารัก แต่ตอนนี้มาดูหน้าเขาเถอะมันไม่ใช่แบบนั้นเลยสักกะนิด

“ทำไรกินวะ...” แคปคว้าเอาหมอนอิงขึ้นมากอดพร้อมเดินไปชะโงกหน้าดูในครัว

“มึงอยากกินอะไร มีแค่ไข่กับเนื้อปูสำเร็จ กินเหมือนเดิมอีกมึงเบื่อป่ะล่ะ..” ปอเงยหน้าถาม แคปส่ายหัวบอกไม่เบื่อ เขาลากเก้าอี้ออกมาแล้วคร่อมขานั่ง ซบหน้าลงที่หมอนมองดูเพื่อนตอกไข่ลงในถ้วย

“ถ้าว่างนักมึงก็ไปล้างจาน สองใบตั้งแต่เมื่อเช้ายังกองอยู่ในซิ้งค์เลยเหอะ” ปอบรรจงเทเนื้อปุลงในไข แคปสังเกตดูเขาไม่ได้ใส่น้ำปลาอีกแล้วไม่รู้ว่าทำไม กระทะน้ำมันร้อนมากจนควันขึ้น ปอเทไข่เจียวลงไปเสียงฟู่ววววว ส่งกลิ่นหอมหวลไปทั่วครัว

“หอมมมม..” แคปทำจมูกฟึดฟัด  “หิวว่ะ..”

“อย่าเพิ่งเปิดสิวะข้าวยังไม่สุก” ปอตีมือแคปเมื่ออีกฝ่ายจู่ ๆ เดินมาเปิดฝาหม้อหุงข้าว

“หิวแล้วก็หอม”

“เออๆกูรู้ แต่มึงต้องรอเดี๋ยว ไปอาบน้ำไปออกมาข้าวสุกพอดี”

“ห้ามกินก่อนกูนะมึง กูกลัวมึงกินก่อน”

“เออไอ้ห่า กูคงกินก่อนมึงได้หรอกข้าวยังแฉะเป็นข้าวต้มอยู่เนี่ย” แคปคว้างหมอนกลับไปโยนไว้ที่โซฟายาว เขาชี้หน้าปอแล้วรีบวิ่งเข้าไปอาบน้ำ จริง ๆ คงจะเรียกว่าวิ่งผ่านน้ำมากกว่าเพราะแคปใช้เวลาไม่ถึงสิบนาทีก็เดินใส่เสื้อออกมาขณะที่หัวยังเปียกโชก

“เดี๋ยวก็เป็นหวัดหรอกมึง”

“กูสน?” แคปว่าแล้วเขี่ยขาปอให้หลีกจากทางพร้อมแทรกตัวเข้ามานั่งที่ประจำ ข้าวรอพร้อมไว้อยู่แล้ว อาหารมีอยู่แค่อย่างเดียวคือไข่เจียวปูกับซุปมิโซะคนล่ะถ้วย

“อร่อย..” เขาว่าทั้งที่ข้าวยังเต็มปาก มือกดรีโมทหาช่องทีวีรายการโปรด

“ยังจะกินได้อยู่นะมึง”

“ทำไมวะ  อ้าวแล้วทำไมมึงไม่กินอ่ะ..” แคปหันมาถามเพื่อน ตอนแรกเขาไม่ได้สังเกตเลยด้วยซ้ำว่าปอเอาแต่นั่งดมข้าวเขี่ยแล้วเขี่ยอีก หน้าตาไร้อารมณ์บอกยี่ห้อว่าไม่สนใจอยากจะกินเลยด้วยซ้ำ

“เจ็บปากอ่ะดิ” ปอว่า

“หือ??” แคปงับช้อนเข้าไปอีกคำ

“เชื่อมึงเลยโดนชกมาแบบนั้นยังทำเฉย”

“อ้าว งั้นจะให้กูนั่งโอดโอยว่าเจ๊บเจ็บแบบนั้นเรอะ..” เอาจริง ๆ ยาดีมากเลยนะ ไม่รู้ทำไมไม่ค่อยระบม

“เปล่า เออมึงกินต่อเหอะ กูก็แม่งถามไปงั้น..” ปอส่ายหัวให้ตัวเองพอๆกับที่งงๆไปกับแคป แต่ในที่สุดเขาก็คว้าจานตัวเองขึ้นมากิน สองคนกินไปดูการ์ตูนไปหัวเราะกันไป ช่วงนี้โดเรมอนกลับมาฮิตอีกแล้ว

“วันนี้มึงไปค้างกับแพรรึเปล่าวะ..” แคปกินคำสุดท้ายเสร็จ เขาลุกขึ้นถือจานไปเก็บแล้วเปิดตู้เย็นเอาน้ำเปล่ามาดื่ม

“แพรกลับบ้าน เดี๋ยวพรุ่งนี้กูต้องไปรับเขาที่สนามบินแต่เช้าเลย”

“อ่อ..”

แคปพยักหน้ารับรู้ คืนนั้นเขาลุกขึ้นมากลางดึกเพราะเสียงปอเพ้อดังมาก พอไปจับตัวดูถึงได้รู้ว่าเพื่อนมีไข้ต่ำๆ ปอกุมท้องไว้ตลอดแล้วบอกว่าเจ็บ พอแคปเปิดดูถึงได้รู้ว่าท้องปอเขียวช้ำมากคงเพราะตอนโดนไอ้เวรนั่นถีบจนกระเด็น ยิ่งดูก็ยิ่งแค้นแคปกำหมัดแน่นก่อนเอายาฟกช้ำมานวดให้แล้วบอกปอว่าให้นอนดี ๆ 

“เออๆ มึงไปนอนเหอะกูฝันว่ะโทษที”

“......” แคปมองหน้าเพื่อนอย่างไม่ค่อยไว้ใจเท่าไหร่ รอยช้ำที่หน้าดีขึ้นแล้วแต่แผลที่ท้องทำให้เขาห่วง

“ไปหาหมอไหมมึง”

“บ้าดิ่  แผลแค่นี้ไกลหัวใจเว้ย กูบอกแล้วไงว่าฝันเลยละเมอเสียงดัง มึงกลับห้องไปได้แล้วไปล๊อคห้องให้กูด้วยนะ” ปอว่าจบตวัดผ้าห่มขึ้นคลุมโปง แคปยืนจ้องอยู่สักพักตัดสินใจเดินกลับไปหอบหมอนหอบผ้าห่มมานอนข้างกัน

“ทำเหี้ยไรของมึง” ปอโวยวายลุกขึ้นนั่งมองคนที่ล้มตัวลงนอนข้าง ๆ เขา

“กูบอกแล้วไงว่ากูไม่เป็นไร จะมานอนด้วยกันทำไมล่ะวะเตียงยิ่งแคบ ๆ ไอ้แคปมึงกลับไปนอนห้องมึงเลย”

“อย่าละเมอจนถีบกูตกเตียงล่ะสัส  นอนๆเดี๋ยวพรุ่งนี้มึงจะได้ตื่นไปรับเมียแต่เช้าไง” แคปไม่สนใจที่เพื่อนไล่ให้ไปนอนห้องตัวเอง เขาพูดจบกดหัวเพื่อนให้นอนลงไปส่วนตัวเองก็นอนหลับตาอยู่ข้าง ๆ กัน ปอจับมือแคปเหวี่ยงไปหาเจ้าตัว เขาจะอ้าปากด่าอีกก็เจอแคปกดหัวลงมาอีกปอเลยต้องจำใจได้ยินแต่เสียงเล็กหัวเราะหึหึกลับมาอีกปออมยิ้ม ในที่สุดเขาก็หลับลงไปโดยมีเพื่อนสนิทที่สุดนอนอยู่ข้าง ๆ


.



“พี่แคปช่วยแยมกินสิคะ ไหนบอกแยมว่าร้านนี้อร่อยไงตัวเองไม่เห็นจะสั่งเลยอ่ะกินแต่กาแฟขมๆอยู่นั่นแหละ” น้องแยมเด็กบริหารตัวเล็กน่ารัก ผิวขาว ผมสีน้ำตาลยาว สเป็คเดิมๆของแคป

“อะไรกาแฟขมๆนี่เขาเรียกเอสเพรสโซ่  แยมเอาเค้กเพิ่มอีกไหมครับเดี๋ยวพี่ไปสั่งให้นะ”

“บ้า แยมอ้วนเป็นหมูแล้วยังจะถามอีก เค้กสามชิ้นผู้หญิงที่ไหนเขากินกันล่ะ”

“อาทิตย์ละครั้งไม่เป็นไรมั้ง..” เขาพูดอย่างเจ้าเล่ห์ แคปยกยิ้มนิดๆพร้อมสายตาที่เต็มไปด้วยลูกเล่นแพรวพราว ก่อนยกแก้วกาแฟขึ้นดูด

“พี่แคปชอบกินเอสเพรสโซ่เหรอคะ มาทีไรสั่งแต่อันนี้อ่ะ ไม่กินอันอื่นๆบ้าง คาราเมลเฟรปเป้เขาก็อร่อยนะ ลาเต้ ม็อคคา คาปูชิโน่”

“ไม่ครับ ของพี่ต้องเอสเพรสโซ่เท่านั้น” แยมไม่เคยรู้ว่าชื่อจริงของแคปคือ คาปูชิโน่ จะว่าไปพ่อเขานี่ถือว่าแปลกมากทีเดียว เฮ้ยโก้เป็นบาริสต้าที่หลงใหลการสะสมเมล็ดกาแฟและชื่นชอบการชงกาแฟทุกรูปแบบ เพราะงั้นจงอย่าแปลกใจที่เขากับพี่ชายถึงมีชื่อแปลกประหลาดอะไรแบบนี้

“แต่จริง ๆ กาแฟที่แยมพูดมาทั้งหมดนั่นต้องใช้เอสเพรสโซ่เป็นตัวชงนะ พี่ถึงมีความรู้สึกว่าเอสเพรสโซ่เพียวๆไปเลยมันน่าจะอร่อยกว่า ซึ่งมันก็อร่อยจริง” น่าเสียดายอีกอย่างที่แยมไม่เคยรู้ว่าบ้านแคปเปิดร้านกาแฟ เขาเคยคิดว่าสำหรับคนที่เขาจริงจังด้วยเท่านั้นจึงจะพาไปกินกาแฟฝีมือเฮียโก้ได้

“รักเดียวใจเดียวว่างั้นเถอะ”

“อือฮึ  เอสเพรสโซ่กินแล้วไม่อ้วน ไม่มีนม นมน้อย ไม่เหมือนพวกชาเขียวปั่นนี่ นมเยอะแต่ไม่อร่อย..” แคปแกล้งกัดน้องแยมด้วยคำพูดเบา ๆ เพราะเธอชอบกินแต่ชาเขียวที่ทั้งหวานทั้งมัน แล้วก็ชอบมาบ่นว่าตัวเองอ้วน

“พี่แคปบ้า ถามจริงแยมอ้วนมากป่ะ เดี๋ยวจะลดน้ำหนักอยู่นะ พี่แคปอย่าเบื่อแยมนะคะ” เมื่อผู้หญิงถามว่าตัวเองอ้วนไหมผู้ชายจะมองที่ตรงไหนถ้าไม่ใช่นมตูดและขา แคปกวาดสายตาทั่วร่างเล็กด้วยความชำนาญทำทีเป็นขยับตัวออกนิดๆจะได้มองท่อนขาเพรียวที่ใต้โต๊ะได้ถึง

“ไม่เบื่อหรอกครับ พี่ชอบอ้วนๆนะกอดแล้วอุ่น” ความจริงเขารู้สึกดีๆนะกับผู้หญิงอวบนิดๆ ผอมแห้งมากๆไม่สเป็ค

“คนบ้า หนักจะตายยังจะชอบอีก” แยมเขินกัดหลอดจนเหมือนจะขาดเป็นสองท่อน

“หนักตอนไหนอ่ะ ไม่หนักนะไม่ได้รู้สึกว่าหนักเลยนี่”

“ไม่ต้องเลย เดี๋ยวพอเจอผู้หญิงสวย ๆ หุ่นดีๆพี่แคปก็เบื่อแยม พี่แคปเจ้าชู้เขารู้กันหมดอ่ะ” 

“เจ้าชู้ที่ไหน มีแยมคนเดียว”

“อย่ามาตอแหล แยมรู้หรอกเรื่องยัยแป้งสาววิทย์คอมอ่ะแต่นี่ทำไม่รู้ไม่เห็นให้หรอกนะขี้เกียจมีปัญหา ถ้าแยมยังเป็นที่หนึ่งของพี่อยู่ก็โอเคอ่ะ ยกเว้นแค่อย่างเดียว..”

“จริงดิ่?  อะไรครับ...” แคปเลิกคิ้วถาม นี่คือข้อดีอย่างนึงของแยมที่ทำให้แคปคบเธอได้นานกว่าทุกคนหน่อย ๆ

“ถ้าพี่แคปคบผู้ชายเมื่อไหร่ก็บายค่ะ แยมซีเรียสมากนะเรื่องเนี๊ยะ ตอนที่ตัดสินใจคบพี่นะดูแล้วดูอีกจนแน่ใจว่าพี่แคปไม่ใช่แน่ ๆ อ่ะ”

“ตลกแล้วครับแยม พี่ไม่มีทางทำแบบนั้นหรอก ทั้งเนื้อทั้งตัวเนี่ยให้แยมคนเดียวเลยนะ ทำให้รู้อยู่เกือบทุกครั้งที่ไปค้างด้วยแล้วนี่” แคปส่งสายตาเจ้าชู้ ยื่นหน้าไปใกล้ ๆ จนหน้าผากจะชนกับเธอแล้วทำเสียงกระซิบกระซาบที่ท้ายประโยค

“คนบ้าเมื่อคืนก็ไม่มาค้าง แยมรอตั้งนาน คนเจ้าชู้..”  แยมเอื้อมมือมาตีแขนเขาเบา ๆ  เธอหน้าแดงนั่งม้วนไปม้วนมาแคปเลยคว้ามือเธอมาจับไว้ก่อนที่แยมจะตักเอาเค้กสตอเบอรี่ชิ้นนุ่มป้อนส่งให้ทาน มุมปากเจ้าเล่ห์ของแคปจุดรอยยิ้มขึ้นอีกครั้ง จ้องหน้าเธอด้วยสายตาที่แพรวพราว

“ไหนว่าชอบให้พี่เจ้าชู้ไง..” กลิ่นหอมของสตอเบอรี่ลอยออกมาจากปากที่ใกล้ชิดกัน

“คนนิสัยไม่ดี อย่าทำสายตาแบบนั้นใส่แยมนะ” แยมเขินอายขึ้นอีกเป็นเท่าตัว พอดีว่ามีข้อความเข้ามาแคปเลยนั่งกดโทรศัพท์มือถือไป แยมเองก็ทานเค้กกับดูดชาเขียวปั่นไปเรื่อย ๆ เขาสองคนไม่ได้รีบร้อนไปไหน วันนี้แยมมีเรียนเช้าตัวเดียวเพราะงั้นแคปเลยอาสาว่าจะไปรับที่หอ เขารอจนเธอเรียนเสร็จแล้วจึงพามาทานเค้กกันแถวหน้ามหาวิทยาลัย บรรยากาศดีๆกับร้านกาแฟบวกไอศครีมที่สาวๆชื่นชอบ



ขณะเดียวกัน

“เมย์จะลงไหมครับ เดี๋ยวพี่แวะซื้อกาแฟให้เพื่อนแปป”

“ไม่อ่ะค่ะร้อนเมย์ไม่อยากลง พี่เมี่ยงนี่ก็เหลือเกินทำไมไม่ขับรถมาซื้อเองนะใช้พี่เอสทำไมก็ไม่รู้ต้องถ่อออกมาแต่เช้าเนี่ยยังนอนไม่อิ่มเลย”

“บ่นทำไม น่าเบื่อ”

“เอ๊ะ พี่เอส อย่ามาว่ากันนะ”

“ถ้าไม่อยากให้พี่ดุก็อย่าลามปามเพื่อนพี่แบบนั้น”

“อ๋อ แตะไม่ได้ใช่ไหม พี่เมี่ยงนี่ไม่ว่าเมื่อไหร่ก็สำคัญกับพี่เสมอนะคะ สำคัญกว่าเมย์อีกงั้นสิ”

เอสเบรครถลงทันทีที่คำประชดประชันหลุดจากริมฝีปากเล็ก เขาส่ายหัวก่อนเปิดรถแล้วเดินลงไปทิ้งให้น้องเมย์ดาวบัญชีของปีนี้ที่คบกับเขามาได้เดือนกว่า ๆ หงุดหงิดหัวเสียอยู่คนเดียว ไม่รู้เพราะนิสัยขี้เบื่อและไม่ค่อยจริงจังอะไรกับใครนานๆใช่รึเปล่าที่ทำให้เขาคบใครได้ไม่ทนไม่นานขนาดนี้ สถิติสำหรับคนที่ยาวนานที่สุดที่เคยคบมาคือสองเดือนกับอีกสิบสี่วันเป็นข้อมูลจากพวกไอ้ชิพและไอ้เมี่ยง  ไม่รู้ว่าเขาจะทนความเอาแต่ใจของเธอได้อีกนานแค่ไหน 

“คาปูชิโน่เย็นกับม๊อคค่าเฟรบเป้ครับ”

“แก้วเล็กแก้วใหญ่คะ”

“แก้วใหญ่ทั้งคู่ครับ”  เอสเดินเข้ามาสั่งที่เคาน์เตอร์ จ่ายเงินเสร็จรอรับเครื่องดื่มฟังเพลงบรรเลงเบา ๆ ที่คลอเรื่อยๆแต่  เสียงทุ้มๆของใครสักคนที่กำลังนั่งป้อหญิงดันแว่วมาเข้าหู

“ไหนดูซิแก้มยุ้ยๆนี่เปื้อนเค้กไปหมดแล้วครับ พี่เช็ดให้นะ..” เอสมองคนที่นั่งหันหลังให้เขาในทันที สาวสวยที่นั่งอยู่ต่อหน้ายิ้มเขินหน้าแดงมีเอามือไปหยิกแขนอีกฝ่ายนิดๆด้วย

“อย่าสิพี่แคปน่ะ แยมไม่ใช่เด็กสักหน่อยเช็ดเองได้น่า..”

“อย่าดื้อสิครับ เดี๋ยวพี่เช็ดให้ ดีกว่าน้องแยมเช็ดเองตั้งเยอะนะ..”

“......” แยมนั่งนิ่ง ๆกัดปากรอ ให้แคปหยิบทิชชู่มาเช็ดออกให้ ขณะที่ตากลมโตมองไปรอบๆอย่างเขินอายกลับมาสะดุดลงที่ชายหนุ่มคนที่กำลังยืนรอกาแฟอยู่ที่หน้าเคาน์เตอร์ แยมกลืนน้ำลายเอื๊อกใหญ่ ๆ พลางกล่าวโทษตัวเองว่าผู้ชายหน้าตารูปร่างดีคนนี้เข้ามายืนอยู่ต่อหน้าต่อตาเธอตั้งแต่เมื่อไหร่ทำไมไม่รู้ตัวเลยสักนิด เอสมองเห็นตาโตๆจ้องเขาแทบจะกลืนกินลงไปทั้งตัวก็อดที่จะนึกขำออกมาไม่ได้ ผู้หญิงคนนี้ลุคภายนอกน่ารักเรียบร้อยแต่แววตานั้นยั่วยวนและเต็มไปด้วยลูกเล่นที่แพรวพราวเหมือนสาวเปรี้ยวที่เขามักเจอตามสถานเริงรมย์ยามค่ำคืน ที่จริงแล้วเขาไม่ได้สนใจอะไรเธอนักหรอกถ้าจะจำไม่ได้ว่าไอ้แผ่นหลังของคนที่นั่งป้อสาวหันหลังให้เขาอยู่ตอนนี้คือไอ้แคป!   ไอ้เด็กเกษตรคนที่พาเพื่อนมาหาเรื่องไอ้เมี่ยงเพื่อนเขาเมื่อวาน รสจุกที่ท้องกับรอยเขียว ๆ ที่ขายังทำเขาเจ็บระบมมาจนถึงตอนนี้

เอสพยักหน้านิดๆยกยิ้มกรุ้มกริ่มให้เธอแค่นั้นก็ทำเอาแยมแทบละลาย เธอจ้องเขาชนิดว่าไม่ยอมให้หลุดออกจากกรอบสายตาเลยแม้แต่นิด

“มีอะไรครับแยม..” ดูท่าแคปจะรู้ตัวซะแล้วว่าผู้หญิงของเขากำลังจ้องใครบางคนอยู่ด้านหลังตัวเขาเอง

แคปหันขวับกลับมามอง ตาเฉี่ยวเบิกกว้าง คิ้วกระตุกขึ้นมาทันทีเพราะเอสยังยกยิ้มให้แฟนของเขาไม่หยุด แต่นั่นยังไม่สำคัญเท่าไอ้เหี้ยนั่นมันยักคิ้วกวนตีนส่งมาให้แคปอย่างท้าทาย

“สัส...”  แคปแค่นสบถในคอ กำลังจะลุกขึ้นอย่างฉุนเฉียว อยากจะเดินเข้าไปกระชากไอ้บ้านั่นแล้วชกตามันสักหมัดสองหมัดตอบแทนที่มันตบหน้าเขาเมื่อวานกับรอยชกที่ปากนี่อีก ยังเจ็บไม่หาย แต่สัญชาตญาณบางอย่างเตือนให้เขาชะลอทุกอย่างไว้ก่อนเมื่อน้องพนักงานเรียกไอ้บ้านั่นเพื่อรับเครื่องดื่ม

“ขอบคุณครับ” เอสบอกขอบคุณอย่างสุภาพแล้วหันมาแสยะยิ้มยั่วให้แคปอีกครั้ง คราวนี้คนตัวเล็กไม่รอช้าลุกขึ้นทันทีแต่เอสที่ไวกว่าก้าวเข้ามากดไหล่เขาให้นั่งลงตั้งแต่เมื่อไหร่

“ทำหน้าตาแบบนั้นเดี๋ยวแฟนมึงก็กลัวหรอกว๊า..” เขากระซิบที่ริมหูเล็ก แคปรีบผลักออกแล้วสบถเบา ๆ กะให้เอสได้ยินแค่คนเดียว 

“สัส...ออกไปให้พ้นกูเลย”

“หึ ตลก กูอยากใกล้มึงรึไง..”

“......” แคปชี้หน้ากัดฟันกรอดด้วยความโมโห จะด่าจะว่าก็ได้ไม่เต็มปาก เห็นแก่ที่เขาพาสาวมากินเค้กอารมณ์ดี ๆ ทำไมต้องซวยมาเจอไอ้ห่านี่ด้วยก็ไม่รู้

“แฟนมึงน่ารักนะ..” เอสนึกสนุกลากเก้าอี้ออกมานั่งลงข้างๆ แคปรีบขยับออกห่าง

“ปัง!  ไอ้เหี้ย  มึงจะเอาไงกับกู..” แคปตบโต๊ะเสียงดัง ด่ากราดขึ้นพลางลุกพรวดพราดทำหน้าตาน่ากลัว จนคนทั้งร้านหันมามอง แยมเองก็ดูตกอกตกใจขณะที่เอสดึงแขนแล้วกระชากให้นั่งลงที่เดิม

“บอกแล้วไงมึงจะทำให้น้องเขากลัวนะ..” แคปกัดฟันกรอด มองหน้าแยมที่เริ่มซีดขึ้นนิดๆ เธออาจจะกำลังกลัวเขาอยู่จริงอย่างที่ว่า แคปโหมดนี้แน่นอนว่าแยมยังไม่เคยได้เห็น เพราะงั้นเขาจะนับหนึ่งถึงสิบปลอบใจตัวเองให้เย็น ๆ ไว้ก่อน

“พี่แคปเป็นอะไรรึเปล่าคะ”  แคปส่ายหน้าบอกว่าไม่ แยมไม่อยากเซ้าซี้อีกตอนนี้เธอโฟกัสสายตาไปที่อีกคนมากกว่า ซึ่งนั่นยิ่งทำให้แคปหงุดหงิด

“อะ...เอ่อ พี่คือพี่เอสใช่ไหมคะ พี่เอสวิศวะปีสอง..” แยมถามขึ้นอย่างไม่รู้เรื่องว่าสองคนแทบจะฆ่ากันตายอยู่แล้ว  เธอกัดปากรอคำตอบด้วยใจที่เต้นดังตุ่บตั่บ เธอเคยเห็นเขาตั้งแต่งานมหาลัยเมื่อต้นปี ตอนนั้นพวกรุ่นพี่หลายคนบอกให้เธอรู้ว่าเอสคือคนที่เมื่อปีกลายวิศวะอยากจะให้ลงประกวดเดือนคณะมากที่สุด แต่เจ้าตัวกลับไม่สนใจโดนตื้อแค่ไหนก็ไม่ยอมสนทั้งที่รูปร่างหน้าตาชนะคนอื่นๆชนิดขาดลอย และที่เป็นข่าวครึกโครมแบบสุดๆคือตอนที่เอสกับพี่รหัสของเขามีเรื่องมีราวกับคณะสัตวแพทย์ตอนงานกีฬาของมหาลัยทีมบาสสองคณะแทบจะฆ่ากันตายเดือดร้อนกรรมการจากคณะเทคนิคการแพทย์ต้องเข้ามาช่วยห้าม ตอนหลังได้ยินข่าวว่ากอดคอกินเหล้าเข้าใจกันดีแล้ว

“ใช่ครับ รู้จักพี่ด้วยเหรอ..” เอสมองหน้าเธอพร้อมกับค้อมหัวให้นิดๆ ไม่คิดว่าเธอจะรู้จักเขาด้วย

“โอ๊ยแยมดีใจจังเลยค่ะ เคยเห็นพี่ตั้งแต่ตอนช่วงงานเฟรชชี่ไนท์ของมหาลัย พี่ดังมากเลยรู้ไหมคะ สาวๆคณะแยมไม่มีใครไม่รู้จักพี่หรอกค่ะ พี่เอสน่ะไอดอลแบดบอยขวัญใจสาวๆทุกคณะน่ะแหละ”

“นี่คงเป็นคำชมใช่ไหม..” เอสยิ้มบาง ๆส่งให้

“ชมสิคะ”

“งั้นก็ขอบคุณมาก น้องแยมก็น่ารักครับ แต่น่าเสียดายไปนิดนะ...” เอสว่าแล้วแสร้งพ่นลมหายใจแบบเซ็งๆ เขาลุกขึ้นปรายสายตามองแคปนิดหน่อยพอเห็นอีกฝ่ายนั่งทำหน้าหงุดหงิดยิ่งพาให้อยากแกล้งเพิ่มขึ้นอีก

แผนร้ายอยู่ในใจเขาตั้งแต่ลากเก้าอี้ออกมานั่งด้วยแล้ว

“น่าเสียดายอะไรคะพี่” แยมทำหน้าสงสัย

“ก็น่าเสียดายที่.......มานั่งให้เมียพี่จีบอยู่แบบนี้ไงครับ หึหึ..”

ไม่ใช่แค่แยมเท่านั้นที่ตาโต แคปที่นั่งฟังอยู่ด้วยนี่ตาเบิกกว้างจนเกินลิมิต เส้นด้ายแห่งความอดทนขาดผึงลง เขาลุกพรวดขึ้นแบบที่ใครก็ห้ามไม่อยู่อีกแล้ว

“ไอ้สัส! มึงพูดเรื่องเหี้ยไรวะห๊ะ!!” มือเล็กยื่นเข้ากระชากคอเสื้อคนตัวสูงเหวี่ยงทีเดียวดันไปถึงกระจก ผู้คนในร้านแตกตื่นแต่แคปไม่สนอะไรแล้วทั้งนั้น เอสไวกว่าเพียงนิดเมื่อเขาคว้าจับข้อมือเล็กบิดแล้วไขว้ไปไว้ข้างหลัง แคปใช้อีกมือจิกหัวดำๆลงมาทันทีเอสเจ็บจนเหมือนหนังหัวจะหลุดเขารีบปล่อยข้อมือเล็กนั่นออก

“ร้ายจริง ๆ นะมึง” เอสสบถ น้องพนักงานยืนหน้าเสียอยู่หลังเคาน์เตอร์ ลูกค้าอีกสองโต๊ะเดินเลี่ยงหลบออกไป แยมเองก็ลุกขึ้นมองเขาสองคนกล้าๆกลัว ๆ

“ปัง! ...ไปเจอกันข้างนอก มึงกูตัวๆกันเลย” แคปทุบโต๊ะเสียงดัง ว่าแล้วเดินเข้าไปคว้าเอากุญแจรถกับโทรศัพท์อย่างหงุดหงิด เขาดึงข้อมือแยมออกมาด้วยกันก่อนปรายตามองไปที่อีกคนเหมือนกำลังบอกเป็นนัยว่าให้ไปเจอกันข้างนอก

“โทษทีนะครับที่มีเรื่อง..” เอสเดินผ่านไปที่เคาน์เตอร์เขาวางใบพันไว้ให้หนึ่งใบสำหรับค่าเสียหายบางส่วน น้องพนักงานรีบพยักหน้ารับพร้อมยกมือขึ้นไหว้อย่างเบลอๆ ไม่รู้ใครอายุมากกว่าน้อยกว่า

“พี่แคป..เดี๋ยวค่ะ..” ที่ด้านนอกแยมรั้งแขนตัวเองไว้นิดๆเพราะว่าแคปเดินเร็วมากและหน้าเครียดจัด จะว่าลากแขนเธอเดินออกไปเลยก็ว่าได้ แคปโบกแท็กซี่ให้ขณะที่แยมยังไม่ตั้งตัวไม่ทันติด เธอทำทีท่างงๆ จริง ๆ คงงงตั้งแต่เจอประโยคเด็ดของเอสแล้ว

“พี่แคป แยม..”

“แยมกลับเองนะครับ เดี๋ยวพี่ต้องทำธุระไว้เย็นนี้พี่โทรหานะ”

“ตะ...แต่....”

“มีหลายเรื่องที่ต้องอธิบาย อย่าไปฟังที่ไอ้เวรนั่นมันพูดล่ะ พี่กับมันไม่ถูกกันน่ะ ดึกๆพี่โทรหานะ” แคปจับแยมยัดเข้ารถแล้วปิดประตูให้ แท็กซี่ออกตัวในทันที เขาหันไปหาคนที่ยืนรออยู่แล้ว

“มึงว่ามาจะเอาตรงไหน” แคปถามจริงจัง แต่ดูเหมือนเอสจะมีสีหน้ากังวลอะไรบางอย่าง

“ไอ้เหี้ย! ถามไม่ตอบนะมึง กูถามว่าจะเอาตรงไหนห๊ะ”  เมื่อเอสไม่ตอบแคปจึงผลักไหล่แกร่งนั้นแรง ๆ หนึ่งครั้ง เอสเซนิดๆแต่ด้วยสัญชาตญาณเขาคว้าจับข้อมือแคปไว้ในทันทีแล้วบิด

“พูดดีๆ อย่าตะคอก..”

“กูไม่จำเป็นต้องพูดดีกับมึง จะเอาตรงไหนตอบ!!” แคปยิ่งดิ้นเอสยิ่งบิดแน่นเป็นเท่าตัวนั่นทำเอาเขาปวดหนึบไปทั้งแขน

“ยังเอาไม่ได้ กูเองก็มีคนรออยู่ที่รถ” เอสว่าเสียงนิ่ง ๆ มองไปที่รถตัวเอง สาวสวยตุ๊กตาหน้ารถตอนนี้นั่งหน้าหงิกหน้างอเพราะรอนานแล้ว  “น่าเสียดายนะไมมีเวลาเล่นกับมึงว่ะวันนี้”

“ก็แล้วจะเอายังไงล่ะห๊ะ ดีแต่ปากใช่ไหมมึงอ่ะ..” แคปจ้องใบหน้าคมท้าทาย พูดแต่ละทีนี่เขาทั้งกระโดดทั้งเขย่งไหนจะต้องตะโกนใส่หน้ามันต้องผลักอกมัน แล้วไอ้สีหน้าท่าทางกวนตีนแบบนั้นยิ่งมองแคปยิ่งฉุน

“เจอกันครั้งต่อไปมึงกูตัวต่อตัว” เอสพูดขึ้นเรียบ ๆ ตกลงนัดหมายเสร็จสรรพ

“ได้เลยไอ้เหี้ย..แต่ในเมื่อวันนี้อารมณ์กูเสียแล้ว เพราะงั้นขอมัดจำจากมึงไว้ก่อนละกัน..ผั๊วะ!” แวบหนึ่งของสายตาแคปมองเห็นช่องทางเปิดจุดอ่อน เขาเตะเข้าที่ขาเอสแบบจัง ๆ ก่อนหลุดออกมาจากมือแข็งแกร่งนั้นได้ แล้วเสริมออปชั่นผลักจนเอสกระเด็น

“อึกก  บ้าฉิบ..” เอสครางออกมาเพราะเจ็บ ตัวเขาเซมาจนถูกรถ เมย์รีบเปิดประตูออกมาดู

“พี่เอสอะไรกันน่ะคะ” เธอทำหน้าตกใจ แต่เอสบอกไม่เป็นไรแค่เล่นกันกับเพื่อน

“เพื่อนพี่เอสงั้นเหรอคะ เรียนคณะอะไรน่ะเมย์ไม่เคยเห็นเลย ทำไมถึงดุแบบนั้น”

“.......”  บางครั้งเอสเองก็รู้สึกรำคาญความจู้จี้อยากรู้นั่นโน่นนี่ไปหมดของผู้หญิงขึ้นมาเสียดื้อๆ

“พี่เอส เมย์ถามก็ตอบสิคะ”

“ไม่มีอะไรขึ้นรถเถอะ”

“พี่เอส!”

“.......” มันหน้าที่อะไรกันที่เขาจะต้องคอยรายงานทุกเรื่องให้เธอรู้ เอสส่ายหัวอย่างเบื่อหน่าย

“เงียบอีกแล้วนะ ไม่อยากคุยกับเมย์งั้นเลิกกันเลยดีไหม”

“จะเอาแบบนั้นเหรอ พี่พร้อมนะที่ถามน่ะคิดดีแล้วใช่ไหม”

“พี่เอส!”

“..........”

“.........”  น้องเมย์คนสวยนั่งหน้างอตลอดทาง ขณะที่เอสไม่ได้สนใจเลย



.



“โอ๊ยยยเจ็บฉิบหายเลย บิดจนแขนกูกระดูกแทบร้าว ระบมไปหมดสัสเอ๊ย..” แคปขับรถกลับห้อง ปอกับอาร์นอนดูทีวีอยู่ด้วยกัน วันนี้เขากับปอไม่มีเรียนแต่อาร์น่าจะมีวิชาเลือกหนึ่งตัวตอนเช้าเสร็จแล้วคงแวะเข้ามาที่ห้องเขา

“มาแล้วเหรอมึง ทำหน้าตาอะไรแบบนั้นวะ..” ปอเงยหน้าถาม ลุกขึ้นนั่งพิงโซฟาดีๆ อาร์ขยับออกไปนิดๆ ทำให้แคปเข้ามานั่งด้วยกันได้

“แล้วมึงอ่ะ ทำไมกลับมาเร็วนักวะ ไหนว่าไปรับแพร์” แคปล้วงโทรศัพท์ออกจากกระเป๋ากางเกง ส่อง ๆ ดูไอจีกดไลท์รูปไปเรื่อยเปื่อย พอเห็นว่าไม่มีอะไรเล่นเลยโยมือถือทิ้ง

“รับเสร็จแล้ว ส่งถึงหอแล้ว”

“อะไรวะ กูเชื่อมึงเหรอสัส รับเสร็จปุ๊บส่งเสร็จปั๊ปจะกลับเลย อย่างคุณปอนี่ผมว่ามันไม่ถูกต้องอยู่นะ ทุกทีเห็นอยู่ด้วยกันทั้งเช้าทั้งเย็น”

“ไอ้เหี้ยแคปพูดซะกูเสียหมด”

“งั้นมึงก็รีบบอกความจริงมา ไอ้ที่มึงไลน์ไปเรียกให้กูกลับเร็ว กับไอ้ที่มึงกลับมาเร็ววันนี้นี่ มันมีอะไรแอบแฝงอยู่ใช่ไหม” แคปนึกถึงข้อความที่เขาได้รับเมื่อตอนนั่งกินกาแฟอยู่ที่ร้าน

ปอยิ้มกรุ้มกริ่ม ในที่สุดบอกแคปไปว่ารุ่นพี่โทรเรียกให้ไปรวมตัวกันที่แปลง19 ดินแดง นั่นเป็นสถานที่สำหรับปลูกพืชไร่พืชสวนที่พวกเขารับผิดชอบอยู่ พรุ่งนี้มหาลัยจะเปิดตัวงานเกษตรเป็นวันแรกจริง ๆ พวกเขาเซ็ตทุกอย่างไว้เกือบหมดแล้วอาจจะมีบางอย่างที่ต้องเพิ่มเติม

“ไอ้แคปตกลงพรุ่งนี้มึงได้เฝ้าจุดไหนวะ” อาร์ถามขึ้นบ้าง ยกมือแคปขึ้นมาดูเจอรอยเขียว ๆ เขาเลยเอานิ้วจิ้มๆหน้าผากแคปแล้วทำหน้าตาสงสัย แคปส่ายหัวไถลตัวจากโซฟาลงที่พื้นก่อนกลิ้ง ๆ ตัวไปตามพื้นพรหมแล้วไปนอนอยู่หน้าทีวีแทน

“กูบอกอาจารย์ไปแล้วว่าจะไปเฝ้าแม่ไก่ออกไข่แต่จารย์น่ะบอกให้กูไปเฝ้าแปลงข้าวโพดกับแปลงมะเขือเทสที่ปลูกโชว์”

“อ้าวจริงดิ่” ปอตกใจนิดๆ เขากับแคปขอไปเฝ้าเล้าไก่ ไปๆมาๆไงเหลือเขาแค่คนเดียววะเนี่ย

“แล้วพวกมึงอ่ะ” แคปตีคิ้วตอบว่าจริงแล้วถามปอกับอาร์ต่อ

“กูก็เฝ้าแม่ไก่กกไข่นั่นแหละ แต่แถมแม่วัวเพิ่มมาอีกเพราะอยู่ในโซนเดียวกัน  แดกมาม่าละกันนะจะได้ไม่เสียเวลาเดี๋ยวต้องออกไปประชุมกันอีก” ปอลุกขึ้นเดินไปที่ครัว พวกเขามีประชุมกับรุ่นพี่ช่วงเย็นเดี๋ยวคิดว่าต้องออกไปกันแล้ว กินมาม่ารองท้องไปก่อนจะได้ไม่หิวกันมากกว่าจะเลิก

“ส่วนกูอยู่ไม่ใกล้ไม่ไกลมึงหรอกไอ้แคป กูเฝ้าแปลงแตงโมกับฟักทองว่ะ”

สามคนมองกันแล้วส่ายหน้าปลงกับตัวเองที่ขอลงอย่างนึงแต่อาจารย์จับยัดให้ลงอีกอย่างอย่างช่วยอะไรไม่ได้จริง ๆ  แคปลากอาร์ลงมานอนดูหนังข้าง ๆ ขณะที่ปอเริ่มลงมือทำอาหาร เขาไม่ได้เล่าเรื่องที่ไปเจอเอสให้เพื่อนฟัง แต่คิดไว้อยู่ว่าถ้าหากเจอกันจัง ๆ วันไหนคงเกิดเรื่องขึ้นมาอีก แคปยกข้อมือเขียว ๆ ขึ้นมาดู รอยช้ำที่แขนยังคงเด่นชัด

“เจอกันอีกวันไหนกูจัดมึงแน่ๆอ่ะไอ้เหี้ยเอส..” เขาพึมพำเบามากๆ แต่อาร์ยังคงหันขวับมามองคิ้วขมวดทำหน้าสงสัย แคปรีบส่ายหัวแล้วชี้ๆบอกให้สนใจทีวีต่อ

 .

.

หลังจากเอสส่งเมย์ที่คณะเขาขับรถกลับมาที่ตึกเรียนของตัวเอง เพื่อน ๆ นั่งล้อมวงกันอยู่ที่โต๊ะเดิม

“อ่ะ  กาแฟ...” เอสยื่นกาแฟส่งไปให้เมี่ยง คนรับทำหน้างงๆเพราะเอสเข้ามาช้ามากกกกก ขณะที่ ชิพกับบุ้งที่นั่งเล่นโทรศัพท์อยู่ข้างๆก็งงไม่ต่างกัน พวกเขาทุกคนรอเข้าเรียนบ่าย

“ยี๋  ทำไมมันละลายไปหมดแบบนี้ล่ะวะไอ้เอส” เมี่ยงที่ใบหน้ายังมีรอยพลาสเตอร์หลงเหลืออยู่ดูดม๊อคค่าปั่นตามที่โทรสั่งแล้วทำหน้าเบ้

“แดกๆไปเหอะ ของกูนี่ยิ่งกว่าน้ำเปล่าจะโยนทิ้งก็เสียดายแก้วละตั้งหลายตังค์นะมึง” แน่นอนว่าเอสหมายรวมถึงใบพันที่วางไว้เพื่อชดใช้ค่าเสียหาย แต่เพื่อนๆไม่รู้เรื่อง ขาตรงที่โดนเตะปวดหนึบขึ้นมาเขาส่ายหัวสบถอยู่ในใจถึงความร้ายกาจของแคป

“อย่ามาขี้งกไอ้เหี้ย แก้วละไม่เกินสี่สิบ” เมี่ยงผลักหัวเขาแล้วจะหยิบแก้วของเอสมาชิมดู ปรากฏว่าเอสมือไวกว่าคว้าแก้วตัวเองไว้ทัน

“ของตัวเองก็มีมายุ่งของกูทำไม”

“ชิมหน่อย นิดเดียว”

“ไม่เอา กินของมึงไป” เขาผลักมือเมี่ยงออก เสียงโทรศัพท์มือถือดังขึ้นแต่ไม่ใช่ของเอส เป็นบุ้งกดรับสาย ชิพที่นั่งอยู่ข้าง ๆ ส่ายหัว เอสเลิกคิ้วสงสัยเมี่ยงเลยกระซิบบอกว่าโรสแฟนบุ้งโทรมาเกือบสิบรอบแล้ว วางปุ๊ปโทรวางปุ๊ปโทรไม่รู้เล่นเหี้ยไรกัน

“มิน่าไอ้ชิพหน้าอย่างกับตูด”

“พ่องสิ” ชิพที่ได้ยินถีบขาเอสมาที่ใต้โต๊ะ คนขายาวกว่าหลบทันเป็นเมี่ยงที่ขาสั้นและไม่รู้เรื่องโดนชิพเตะขาเข้าแบบจัง ๆ

“ไอ้สัสชิพกูเจ็บแม่งถีบมาได้” เมี่ยงโวยวาย

“กูจะถีบไอ้เอสต่างหาก”

“แต่มันโดนกูเหี้ย”

“เออๆโทษที” ชิพบอกขอโทษแล้วปรายตามองไปที่บุ้งอีกครั้ง รายนั้นวางมือถือลงแล้ว

“สายใครวะไอ้บุ้ง คุยเหี้ยไรยิ้มจนหน้ามึงใหญ่เท่าเกียร์คณะแล้ว” เอสแซวเพื่อน

“มันก็คงคุยกับคนที่มันจะฝากเกียร์ฝากใจไว้กับเขาล่ะมั้งนะ” ชิพแอบกัดเพื่อนสนิทนิดๆ ความจริงเขาสี่คนรวมทั้งเอสและเมี่ยงเป็นเพื่อนเรียนด้วยกันมาตั้งแต่มอต้น แต่พิเศษขึ้นมาอีกนิดที่เขากับบุ้งนั้นบ้านอยู่ใกล้ๆกันรู้จักกันมาตั้งแต่เด็กจนมาสนิทกันจริงจังเมื่อตอนรวมกลุ่มมัธยม แม้กระทั่งสอบเข้าเรียนต่อก็ยังเข้าได้ที่เดียวกันเลขที่นั่งสอบติดกัน ตั้งแต่นั้นมามีชิพที่ไหนมักจะมีบุ้งที่นั่น 

“ใจอยู่ที่เกียร์ เกียร์อยู่ที่ใด ใจอยู่ที่นั่นน่ะเหรอวะ หื้ม??” เมี่ยงทำหน้าทำตาแซวบุ้ง เลยโดนโบกหัวไปสองที

“เกียร์อยู่กับกูเว้ยไอ้เหี้ย ยังไม่ได้ให้ใครหรอกห่า พูดมากนะมึงเดี๋ยวกูตบปากฉีกให้”

“ไอ้บุ้งบ้า” เมี่ยงต่อว่าหน้างอๆ เมื่อบุ้งทำท่าง้างฝ่ามือแกล้งจะตบ เขาแกล้งซบไหล่ชิพโดนบุ้งดึงออกแรงมากแล้วเหวี่ยงเมี่ยงไปใส่อกเอสแทน

“มึงยุ่งไรด้วยกูจะอ้อนไอ้ชิพ”

“ไม่ต้องอ้อนมัน มาอ้อนตีนกูนี่มา” บุ้งยกขาขึ้นทำท่าจะถีบใส่แต่โทรศัพท์ดันดังขึ้นมาอีก เขาสบตากับชิพนิดหน่อยก่อนกดรับสาย

“อีกแระ คนเก่าๆ” เมี่ยงตีคิ้วบอกเบา ๆ เมื่อมองเห็นว่าเป็นชื่อใครที่เรียกเข้ามา ชิพส่ายหัวดึงแก้วกาแฟของเอสมาดูดบ้างแก้กระหาย เขาเองก็รู้สึกว่ากาแฟทำไมมันจืดชืดไร้รสชาติขนาดนี้ตอนที่เมี่ยงโทรสั่งกำชับว่าให้เอสแวะซื้อร้านนี้ให้ได้เห็นว่าอร่อยนักหนา แต่นี่อะไรไม่เห็นได้เรื่อง ร้านกาแฟของคณะยังแซบกว่าตั้งเยอะ

“เออแล้วพรุ่งนี้มึงเอาไงวะ กูกับมึงอยู่ที่พื้นที่เดียวกันนะ ไอ้เมี่ยงกับไอ้บุ้งอยู่คนล่ะฟาก” ชิพเปลี่ยนมาถามเอส พรุ่งนี้มหาวิทยาลัยจัดงานประจำปีเป็นวันแรกเรียกว่างานเกษตร ถึงพวกเขาอยู่วิศวะแต่ยังไงก็มีรายชื่อจากพวกพี่ๆกิจกรรมให้เข้าไปช่วยงานอยู่ดี 

“กูรู้สึกว่าตัวเองโชคดีว่ะ..” เอสอมยิ้มเมื่อนึกถึงว่าใบกำหนดการที่รุ่นพี่พวกเขาเพิ่งแจกมาเมื่อวันก่อน เมี่ยงกับบุ้งได้ไปเฝ้าเขตลานจอดรถ ในขณะที่เขากับชิพได้ไปดูแลเกี่ยวกับโครงสร้างของโรงเพาะเลี้ยงผักออแกนิกส์ 

“มึงไม่ต้องเลย มาเปลี่ยนกับกูดิ่ หน้าโหดๆอย่างมึงต้องไปดูแลที่จอดรถโว๊ยโบกรถให้จอดงี้  ส่วนกูจะไปช่วยสาว ๆ เขาขายผักอวกาศเอง ไอ้เอสมึงมาเปลี่ยนกับกูเหอะว่ะ”

“ไม่เอา  ร้อนจะตายชักเฝ้าลานจอดรถปีที่แล้วกูโดนเจอแต่คนมอง ไม่รู้เป็นเหี้ยไรจนพี่รัฐไล่กูให้ไปอยู่ช่วยที่ฟาร์มวัว”

“เออใช่ตอนนั้นที่มึงไปนั่งรีดนมวัวนี่หว่า รูปมึงยังอยู่ในโทรศัพท์กูเลยเหอะ ไหนๆว่าแล้วเอามาดูอีกก่อน” เมี่ยงหัวเราะจนตัวงอเมื่อนึกถึงงานเกษตรปีที่แล้วพวกเขาเพิ่งเข้ามาเรียนที่นี่เป็นปีแรก เอสถูกรุ่นพี่แกล้งให้รีดนมวัวจนกระเด็ดเลอะเต็มหน้าเขาเลยถ่ายรูปเก็บไว้แบบรัว ๆ

“ลบไปดิ่ไอ้เหี้ยมึงเก็บไว้ทำไมวะ”

“ไหนเอามาให้กูดูมั่ง” ชิพคว้าแย่งมือถือเมี่ยงไปดู เอสได้แต่ส่ายหน้า

“ตลกแล้วไอ้เอสมึง หน้ามึงเปื้อนนมวัวแต่เหมือนอะไรสักอย่างในไฟล์หนังโป๊กูเลยว่ะ”

“ไหนๆกูดูมั่ง” บุ้งที่เพิ่งคุยเสร็จหันกลับมาเบียดชิพแล้วยื่นหน้าเข้ามาดู เอสเริ่มโมโหคว้าเอาโทรศัพท์มือถือของเมี่ยงมากดปิดภาพ

“พอๆจะดูเหี้ยไรกันเล่า ไอ้เมี่ยงมันโรคจิตกูบอกให้ลบแม่งไม่ยอมลบ”

“โอ๋เอ๋ๆ เรื่องไรกูจะลบวะ เอาไว้เวลาแกล้งเมียมึงไง ส่งภาพนี้ไปให้ดูรับรองน้องเมย์ของมึงอกแตกตาย เธอต้องคิดว่ามึงเพิ่งมีอะไรกับผู้ชายแล้วน้ำแตกใส่หน้ามึงแหงๆอ่ะ”

“หึหึหึ..” เอสหัวเราะหึหึ เมื่อคิดว่าเพื่อนยังไม่รู้จักเมย์ดีพอ รายนั้นรับรองว่าไม่โง่หรอก ผ่านซึกโชกโชนมาแค่ไหนเขาหรือจะดูไม่ออก

“น้องเมย์คนสวยเขาไม่โง่หรอกเว้ย หรือถ้าคิดว่าใช่แต่บางทีเธอยังอาจอยากจะคบมันต่อก็ได้นะ ไอ้เอสมันเสน่ห์แรงอยู่แล้ว ข้างหลังเขากำลังฮิตมึงไม่รู้เหรอ”

“ไอ้เหี้ย ปากดี” เอสผลักหัวชิพจนเซไปโดนบุ้งรายนั้นรับไว้ทัน ทำท่าเป่าเพี้ยงๆปลอบประโลม

“พวกมึงแม่งผัวเมีย นี่ถ้าไอ้บุ้งมันไม่มีเมียกูจะคิดว่าไอ้ชิพมึงเป็นเมียมันแล้ว” เมี่ยงชี้หน้าบุ้งกับชิพ เจอชิพคว้าเศษกิ่งไม้แถว ๆ นั้นขว้างใส่

“ไอ้เหี้ยมึงพูดอะไรให้เกียรติรูปร่างกูด้วย แมนขนาดนี้หล่อลากขนาดนี้ กูกับไอ้ชิพให้ตายก็ไม่มีทางกินกันเองหรอกโว๊ย  สเป็คกูมันต้องสาวแว่นชั้นสูงเท่านั้น เด็กเภสัชๆ หุหุหุ” ชิพแกล้งทำหน้ากรุ้งกริ่ม เจอบุ้งตบหัวเบา ๆ ไปที ทั้งหมดหัวเราะขบขันกัน เอสมองดูเวลาเหลืออีกสิบกว่านาทีข้อความจากเมย์ส่งมาเขาอ่านแล้วนะแต่ไม่ยอมตอบกลับไป รู้สึกช่วงนี้เริ่มเบื่อๆ รู้ว่าผิดอยู่เหมือนกันแต่ทำไงได้ ก็นะความรู้สึกคนเรา..

“อ้าวไม่ใช่เด็กเกษตรเหรอ ไหนมึงเคยบอกจะจีบน้องสาวพี่เต้..” บุ้งพูดขึ้นโดยที่ไม่รู้เรื่องอะไร เมื่อวานเกิดเรื่องชกต่อยขึ้นที่คณะแต่เขาเข้าสายเลิกเสร็จก็รีบกลับเลยยังไม่ได้รู้ข่าวว่าแท้จริงแล้วน้องพี่เต้เป็นชายหรือหญิง  เมี่ยงได้ฟังหัวเราะจนหน้าหงายเดือดร้อนเอสกับชิพช่วยกันจับไว้อีก พอบุ้งสงสัยทั้งสองคนเลยเล่าเรื่องราวให้ฟัง ไอ้บุ้งหน้าจืดพึมพำถาม

“ผู้ชายจริงดิ?”

“ก็เออ กูจะโกหกมึงทำซากเหรอ ยิ่งนึกถึงยิ่งรมณ์ขึ้นเลยกู” เมี่ยงตอบ

“แล้วมึงไปเลิกกับน้องฝนยังล่ะวะ อย่าให้เดือดร้อนมากนักดิ่ ผู้หญิงแบบนั้นมึงก็รู้ๆอยู่”

“กูเอาเขาที่ไหน วันนั้นเสือกมาชวนกูไปเป็นเพื่อนซื้อของ เจอไอ้เตี้ยอาร์จอดรถข้างกัน มันเข้ามาสอยกูร่วง ตั้งตัวไม่ทันเลยแม่งกูกับมันเลยซัดกันที่ลานจอดรถนั่นแหละ”

“อ้าวตกลงมึงได้น้องเขายังนิ่”

“ก็ยังอ่ะดิ่ ไม่งั้นจะโมโหจนกระทืบมันแบบนั้นเหรอ”

“สัสเอ๊ยเสียเส้น  แล้วเพื่อนน้องเขาเลยตามมากระทืบมึง”

“ก็เออ ตีนหนักเหี้ยๆเลย ไม่เชื่อถามไอ้เอสดูดิ่” อาร์ถองศอกใส่สองสามที เอสตีคิ้วตอบ ที่เขานิ่งไปเพราะกำลังนึกถึงเรื่องที่ว่าแคปเรียนอยู่คณะเกษตรขืนพรุ่งนี้เจอกันที่งานไม่ใช่ว่าจะมีเรื่องยุ่งยากกันอีกหรอกนะ ยิ่งเมื่อตอนอยู่ร้านกาแฟเขาดันพูดว่าเจอกันครั้งต่อไปมึงกูตัวต่อตัว 

“น้องเฮียเต้เนี่ยนะ”

“เอ๊อออ น้องเฮียเต้เนี่ยแหละ” เมี่ยงยังยืนยันเมื่อบุ้งทำท่าทางไม่เชื่อ

“ผู้ชายจริงเหรอวะ ตอนนั้นเฮียเอามือถือให้กูดูรูปน้องแกผู้หญิงชัดๆ”

“ไอ้ควายบุ้งมึงโดนเฮียแกหลอกแล้ว นั่นมันภาพตอนน้องเฮียแกนอนหลับตาพริ้ม หน้าก็คงจะทำให้เราสับสนได้ มึงลองเจอตัวจริงดูสิไอ้เหี้ย ไม่เห็นจะเหมือนผู้หญิงตรงไหนเลย”

“แต่กูว่าเหมือน..”

“หือ??!!” เพราะว่าเอสแทรกขึ้น เพื่อนๆต่างพากันมองที่เขาเป็นตาเดียว เหมือนตรงไหนวะ อาร์กำลังคิด

“บางมุม..” เอสเฉลยคำตอบขึ้นมา วันนี้เขาเห็นหน้าแคปแบบใกล้ ๆ แล้ว จะว่าไปมีส่วนที่ดูซอฟกว่าใบหน้าผู้ชายปกติอยู่หลายจุด แต่ด้วยทรงผมและท่าทางทำให้แคปดูกวนตีนแบบไม่ตั้งใจ

“อะไรของพวกมึง..” เอสเห็นเพื่อนๆมองเขาด้วยสายตาจับผิดแปลกๆหลังจากที่กำลังคุยกันอยู่ดีๆ ยิ่งเมี่ยงกับชิพเบะปากแล้วทำเสียงเล็กเสียงน้อยใส่ แหนะๆๆๆ เอสรู้สึกอยากจะถีบคนขึ้นมาทันที เจอเพื่อนกวนตีนเข้าให้แล้ว เขาไม่น่าหลุดเลยให้ตายเหอะ

“แล้วมึงไปสังเกตไอ้เหี้ยแคปแม่งตอนไหน กูเห็นวันนั้นตีกันจนจะฆ่ากันตาย มึงยังมีอารมณ์ไปมองส่วนผสมบนใบหน้าไอ้เวรนั่นอีกเหรอวะ” เมี่ยงเป็นคนที่เผือกเก่งที่สุดในกลุ่มเท่าที่เอสรู้จักเพื่อนมา เขาเลยแจกรางวัลตบเปรี้ยงหัวเล็กๆของมันไปก่อนที่จะมีไอ้ชิพกับไอ้บุ้งเป็นลูกคู่ขึ้นมาอีก สองคนนั้นยิ่งกำลังทำสายตาอยากรู้อยากเห็นเต็มที่แล้ว

“สัสเมี่ยง มึงเงียบปาก”

“จะมาตีกูทำไมเล่า พูดเล่นๆอ่ะไอ้เหี้ย..” เมี่ยงลูบหัวตัวเองป้อย ๆต่อว่า

“เอ่อ..พี่ๆคะ” เสียงเล็กใสกริ๊กดังขึ้นจากด้านหลัง พวกเขาทั้งหมดต่างหยุดการสนทนาแล้วหันมอง เป็นรุ่นน้องหน้าตาสะสวยเปรี้ยวจี๊ดหุ่นแจ่มสองคนยิ้มหวานแล้วทักทาย

“ว่าไงครับคนสวย..” บุ้งกับเมี่ยงหันมายิ้มให้ตามประสาคนอัธยาศัยดี  ขณะที่ชิพกับเอสก้มลงสนใจกับโทรศัพท์มือถือของตัวเอง

“คือหนูชื่อจอย มาจากนิเทศศาสตร์ค่ะจะมาขอให้พี่ชิพเป็นพี่เทคหนูได้ไหมคะ” ชิพละสายตาจากโทรศัพท์หันมองน้องเขาทันที  บุ้งเลยแกล้งเหยียบเท้าไว้บี้ให้หนักๆจนชิพมองเพื่อนสนิทตาเขียว คิดว่าบุ้งคงอิจฉาเขาแน่ ๆ ที่มีคนสวย ๆ มาขอให้เขารับเป็นพี่เทคให้  ขณะเดียวกันกับที่น้องอีกคนเดินเข้าไปหาเอส

“ฟางข้าวค่ะ พี่เอสเรียกน้องฟางก็ได้ ฟางมาขอให้พี่เอสเป็นพี่เทคฟางค่ะ”

เมี่ยงชิพและบุ้งมองหน้ากัน แต่เอสยังคงก้มหน้าก้มตาต่อ ราวกับเขาไม่ได้ยินว่าน้องฟางพูดเรื่องอะไร บุ้งเห็นบรรยากาศชวนอึดอัดกลัวน้องจะเก้อเลยพูดขึ้น

“น้องจอยคิดไงครับเนี่ยขอกันข้ามคณะแบบนี้..”  เพราะน้องฟางข้าวท่าทางยุ่งยาก เธอจ้องเอสไม่วางตา บุ้งเลยเลี่ยงไปถามเพื่อนเธอแทน ตรงๆเลยก็คือพี่เทคสามารถข้ามคณะได้ก็จริง แต่พวกเขายังไม่เคยรับน้องเทคจากต่างคณะเลยสักคนเดียว แล้วตอนนี้แต่ล่ะคนก็มีเด็กในความดูแลไม่ต่ำกว่าสามโดยเฉพาะเอสกับเขามีเกือบสิบคน

“เพราะว่าจอยชื่นชมพี่ชิพค่ะ เมื่อต้นเทอมตอนรับน้องรวมพี่ชิพเป็นหนึ่งในสตาฟว๊ากของพี่ๆวิศวะ จอยอยากได้พี่ชิพมาตั้งแต่ตอนนั้นแล้วค่ะ”

“แรงส์..” เมี่ยงสบถออกมาไม่ดังนักแต่ก็ไม่เบา สามารถได้ยินกันหมดแน่นอน

“มาเป็นน้องพี่ดีไหม ไอ้ชิพมันไม่สนใจรับน้องเทคข้ามคณะหรอกครับ ขนาดข้ามสาขามันยังไม่เอาเลยเน๊” บุ้งโปรยรอยยิ้มการค้าส่งให้ เขามักจะสกรีนเด็กที่จะเข้ามาหาชิพกับเมี่ยงเสมอ เด็กที่ชิพกับเมี่ยงรับเป็นน้องเทคมีแต่เด็กผู้ชายคงแก่เรียนทั้งนั้นซึ่งทั้งหมดนั่นต้องผ่านเขาพิจารณาก่อน ซึ่งเขาก็ไม่รู้ว่าทำไมถึงได้ทำหน้าที่นี้เหมือนกัน มีแต่ของเอสเท่านั้นที่ไม่เคยยุ่งกับมันได้

“พี่ชิพว่าไงคะ..” จอยหันไปหาชิพ

“ขอโทษนะครับพี่ไม่รับน้องต่างคณะจริง ๆ ไว้เราเจอกันทักทายกันได้นะ ชื่อจอยใช่ไหมพี่จะจำไว้ ขอโทษอีกครั้งครับ” ชิพค้อมศีรษะให้เธอน้องจอยหน้าเสียนิดๆแต่ก็ยอมเข้าใจ

“แล้วพี่เอสล่ะคะว่าไง ใช้เหตุผลเดียวกันคงไม่ได้นะคะ เพราะฟางรู้มาว่าพี่เอสเพิ่งรับเป็นพี่เทคให้เด็กบัญชีกับเด็กการโรงแรม” ฟางข้าวเป็นคนที่สืบข้อมูลมาดีมาก แต่เธอจะรู้อีกอย่างหนึ่งไหมว่าคนที่เอสรับจากคณะบัญชีคือเมย์ แฟนคนปัจจุบันของเอสนั่นเอง

“พี่เอสคะ...” เธอเห็นเอสยังนั่งเฉยอยู่เลยเรียกถามอีก

“เอ่อ...คือว่าไอ้เอสมัน...ตะ....ตะ....เต็มแล้วครับ” เป็นเมี่ยงพูดขึ้นอย่างตะกุกตะกัก เพราะไอ้พวกเพื่อนสามตัวที่นั่งอยู่ทำหน้านิ่ง ๆ แต่ใต้โต๊ะนี่เตะขาส่งสัญญาณให้เขาพูดปฏิเสธให้

“จริงรึเปล่าคะ พี่เอสเต็มแล้วจริงเหรอ” ฟางก้มหน้าลงไปใกล้มากพอเอสเงยหน้าขึ้นปลายจมูกโด่ง ๆ ของเขาแทบจะชนกันกับเธอ เอสรีบขยับหลบ เขาโมโหนิดหน่อยไม่ชอบคนที่รุกจนเกินพอดี เอสลุกขึ้นแล้วมองหน้าเธอ

“ตามนั้น  เต็มแล้ว” เขาพูดเสียงนิ่ง หน้าตาไม่ยิ้มเลย

“แต่ฟางเป็นรุ่นน้องพวกพี่นะ ตามมาจากโรงเรียน......พี่สี่คนอาจจะไม่รู้จักฟางแต่ฟางรู้จักพี่ๆทุกคนค่ะโดยเฉพาะคนที่ฟางสนใจมากเป็นพิเศษอย่างพี่เอส  รับเป็นพี่เทคฟางเถอะนะคะ” เธอดักทางเขาไว้ไม่ยอมให้เอสก้าวออกมาจากที่นั่งได้

“น้องฟางครับเพื่อนพี่ก็บอกแล้วนะว่ามันรับน้องไว้เต็มแล้ว ฟางลองหาพี่ๆคนอื่นดูดีไหม ที่คณะฟางอาจจะมีรุ่นพี่ดีๆที่เทคแคร์ฟางได้ดีกว่าพวกพี่อีกนะครับ” ฟางหันไปมองบุ้งที่พยายามพูดกล่อมเธอ ก่อนจะมองไปที่เอสอีกครั้ง

“แต่ว่า.....

“ไม่ชอบคนพูดไม่รู้เรื่อง หลีก..” เอสก้าวแทรกตัวเธอออกมาอย่างไม่สนใจ เขาเดินเข้าไปกอดคอเมี่ยงแล้วสี่คนก็พากันเดินขึ้นตึก 
ฟางข้าวที่กำลังจะพูดรั้งแต่เจอเอสในโหมดนี้เข้าไปทำเอาเธอถึงกับสะอึก หลายคนที่เคยบอกกับเธอแล้วว่าเอสนั้นแบดบอยตัวพ่อไม่เคยแคร์ความรู้สึกผู้หญิง บุคลิกนิ่ง ๆ พูดน้อยแต่ต่อยหนัก กับรูปร่างที่สมบูรณ์แบบของเขา ทำให้มีผู้ชายเขม่นเขาเยอะมาก แต่กลับกันกับสาวๆที่ไม่รู้ทำไมถึงชอบวิ่งเข้าหาคนแบดๆแบบนี้นัก

และเธอเองก็ยอมรับว่าเป็นหนึ่งในนั้น

“พี่เอสคะ ฟางไม่ถอยพรุ่งนี้ฟางจะมาใหม่” เธอตัดสินใจวิ่งตามเขาขึ้นบันไดไปแล้วตะโกน เด็กวิศวะที่กำลังเดินขึ้นตึกเรียนหลายคนนั้นต่างหันมอง เอสหยุดชะงักนิดหนึ่ง ก่อนตัดสินใจเดินลงมาหาเธอ

“พี่จะรับเราก็ได้ แต่มีเงื่อนไข...”

“เงื่อนไขคืออะไรคะ..” ฟางข้าวเริ่มมีความหวังนิดๆ เธอเงยหน้ามองเขาแล้วอมยิ้ม

“พรุ่งนี้ไปช่วยเพื่อนพี่ดูแลลานจอดรถที่งานเกษตร ถ้าเราทนทำได้ทั้งวันพี่จะรับเป็นพี่เทคให้ก็แล้วกันนะครับ”

“มะ..มะ...หมายความว่ายังไงคะ” ฟางพึมพำขึ้น รู้ว่าพรุ่งนี้มหาลัยมีงานแต่เรื่องดูแลลานจอดรถเป็นของผู้ชายไม่ผิดแน่ แล้วคนที่ผิวสวยๆราวน้ำนมข้าวอย่างเธอจะไปตากแดดร้อน ๆ ให้หน้าดำตัวดำทั้งวันจะเป็นไปได้ยังไง เอสช่างเป็นผู้ชายที่ใจร้ายมากจริง ๆ

“หมายความตามนั้น ถ้าทำไม่ได้ก็ไม่ต้องมา..” เขาตอกย้ำความใจร้ายกับเธออีกครั้ง ก่อนเดินกลับขึ้นไปหาเพื่อน กอดคอเมี่ยงพาเดินขึ้นบันไดต่อ ชิพกับบุ้งหันไปมองน้องฟางอีกที น้องจอยเดินมาจูงเธอกลับไปแล้ว

“เล่นเหี้ยไรของมึงไอ้เอส น้องเขาตกใจหน้าจืดเลย ใจร้ายไปไหนสัส” ชิพหันไปต่อว่าเพื่อนไม่จริงจังนัก แต่เอสไม่สนใจ

“มึงว่าน้องเขาจะไปป่ะวะ” บุ้งหันไปถามชิพเหมือนขอความเห็น

“กูว่าไม่..”

“แต่กูว่าไป มึงเตรียมตัวกระอักได้เลยขืนได้แบบยัยนี่มาเป็นน้อง รับรองมึงโดนรังควานทั้งเช้าทั้งเย็นแน่อ่ะไอ้เอสเอ๊ย”

“ไม่มาหรอกน่า ร้อนจะตายชัก..” เอสส่ายหัวนิดๆ เขาคิดว่ายังไงฟางก็ไม่มีทางมาเดินงานเกษตรพื้นบ้านที่ทั้งร้อนทั้งฝุ่นแบบนี้แน่ ๆ ระดับเธอดูก็รู้ว่าต้องเดินหรูอยู่แบบนางฟ้า เหมือนๆกับเมย์สาวที่เขากำลังควงอยู่คนล่าสุด

“จะมาหรือไม่มากูไม่รู้ รู้แต่อย่าเอายัยน้องฟางนี่มายุ่งกับกูเป็นพอ” คราวนี้เป็นเมี่ยงเอ่ยขึ้นบ้าง เขาต่างหากที่ควรหนักใจ เพราะเขาเฝ้าลานจอดรถขืนยัยน้องฟางมาจริงก็ต้องไม่พ้นเขาเป็นคนดูแลอีก อย่าไปหวังอะไรกับไอ้บุ้งเพราะถึงเขาจะจับคู่ดูแลลานจอดดินแดงกลางแสงแดร้อน ๆ กับมัน เมียมันก็ตามมากางร่มห่มผ้าให้เหมือนเดิม ส่วนเอสกับชิพก็จะเริงร่าอยู่ที่โรงปลูกพืชผักอวกาศ ทิ้งเขาไว้กับน้องฟางข้าวเน่าของมันแน่ๆ

“โมโหอะไรวะก็บอกว่าไม่มาไม่มามึงเชื่อกูดิ”

“เออๆเชื่อๆ น้องฟางข้าวมึงอาจจะไม่มาแล้วน้องเมย์มึงอ่ะ จะมาป่ะ”

“ไม่รู้ ถามทำไม”

“มึงไม่ชวนน้องเขาล่ะ”

“ไม่ชวนขี้เกียจชวน”

“ไอ้ทุเรศ นั่นแฟนมึงนะ”

“เดี๋ยวจะเลิกแล้ว”

“ให้ตายเหอะใครได้มึงซวยเป็นบ้าเลย ถ้าหากผู้หญิงเขารู้ว่ามึงขี้เบื่อแบบนี้นะกูว่าไม่มีใครเขาอยากจะได้มึงนานหรอก เอาแล้วถีบมึงทิ้งเลยดีที่สุด”

“ถามกูด้วยกูอยากได้เขานานไหมไอ้เหี้ยของแบบนี้เบื่อแล้วก็เลิก เรื่องปกติ”

“สัสเอส..ไอ้เลวววว”

“กูหมายถึงนิสัย มึงคิดอะไรเนี่ย ถ้ามีเสน่ห์จริงต้องไม่ทำให้กูเบื่อได้ดิ่วะ”  เมี่ยงหันไปมองหน้าเพื่อนตาเขียวหลังจากเถียงกันยืดยาว ก่อนที่ทั้งหมดจะเดินเข้าห้องนเรีกันไป เห็นเขาสองคนด่าเล่นกันแรง ๆ แบบนี้แต่ไม่เคยโกรธกันนะ เมี่ยงกับเอสสนิทกันมาตั้งแต่มอต้น เพื่อนกินเพื่อนเที่ยวเพื่อนเมาเพื่อนตาย ถึงเมี่ยงจะตัวเล็กแต่ก็ใจนักเลงพอๆกับเอส จีบสาวกันมาแล้วไม่รู้กี่สิบคนแต่สุดท้ายไอ้เพื่อนตัวสูงได้ไปแดกก่อนทู๊กที ถึงอย่างนั้นเมี่ยงก็หาได้แคร์ไม่ เขายังเดินหน้าเรื่องสาว ๆต่อไป

“พวกมึงอย่าเพิ่งเถียงกัน กูเพิ่งนึกอะไรขึ้นมาได้ งานวันพรุ่งนี้น้องพี่เต้จะไปป่ะวะ..” เป็นชิพที่ก้มลงกระซิบกระซาบ เหตุเพราะจู่ ๆ เห็นพี่เต้กับพี่รัฐรวมถึงกลุ่มพี่รหัสกับพี่ลำดับของพวกเขาเดินผ่านหน้าห้องไป เขาจึงนึกเรื่องของแคปขึ้นมาได้

“หือ??” เมี่ยงคิ้วขมวด  “น้องพี่เต้ ไอ้แคปน่ะเหรอ”

“ก็เออ ไอ้คนที่มันกระทืบมึงเมื่อวานนี้ไง มึงอย่าลืมนะมันเรียนเกษตร เกิดมึงไปเจอมันที่นั่น มึงจะไม่โดนตีนมันอีกหรือไง๊..”

“เฮ้ยมันจริง กูลืมนึก” เมี่ยงทำสีหน้าไม่สบายใจหันซ้ายหันขวา เพิ่งรู้สึกตัวว่าทำไมถึงมีแต่เขากับชิพที่ก้มหัวกระซิบกัน ไม่เห็นมีใครคนอื่น ๆ สนใจ จนรู้ว่าโดนชิพหลอกให้ฟังมือเล็กก็ฟาดหัวเพื่อนจนเงิบไปแล้ว

“มึงกลัวมันป่ะ ไอ้แคปน่ะ..” ชิพถามขึ้นอีก เมี่ยงส่ายหัวแล้วบอกหึ  ชิพเลยลูบๆแล้วบอกดีมาก

“แต่กูจะไม่ออกจากลานจอดรถเลย อาจารย์บอกกูว่าพวกเด็กเกษตรส่วนใหญ่จะเฝ้าแปลงผักไม่งั้นก็คอกสัตว์ แน่นอนว่าไม่มีใครมายุ่มย่ามเรื่องที่จอดรถแน่ ๆ เพราะพวกเราวิศวะถูกขอร้องให้ช่วยดูแลเรื่องนั้น”

“อ้อ นี่น่ะเหรอที่มึงบอกว่าไม่กลัวตีนมัน”


“ไม่กลั๊วววว ใครบอกวะว่ากูกลัว เนอะเอสเนอะ..” เมี่ยงแอปเสียงสุดๆว่าไม่กลั๊วไม่กลัว จนชิพหัวเราะขำ อาจารย์เข้าพอดี เอสหันมามองไม่รู้ว่าชิพกับเมี่ยงสุมหัวคุยเรื่องอะไรกัน แต่ที่แน่ ๆ ช่วงนี้เขาจะได้ยินชื่อนี้บ่อยเกินไปแล้ว ‘แคป’






Tbc.