Thursday, April 3, 2014

..พี่เลี้ยง..THE DAY' I was your man(Yaoi-drama) พิเศษ ทัตซี



Unseen-0 (ทัตซี)





....ในวันที่ทัตพลนอนค้างคืนที่แกลเลอรี่ (ซี&ทราย) เป็นครั้งแรก.....



“ฮ้าววว   ซี ฉันไม่มีแปรงสีฟันนะ เดี๋ยวจะเดินออกไปซื้อที่ร้านค้าแถว ๆ นี้ก็แล้วกัน น่าจะมีขาย เมื่อคืนก็นอนทั้งๆอย่างนั้นอึดอัดจะแย่”


ภูวดลมองดูผู้ชายตัวโตๆผมเผ้ายุ่งเหยิงส่งเสียงงัวเงียเดินหาวหวอดลงมาจากบันได ที่คอมีผ้าขนหนูผืนใหญ่สีขาวคล้องไว้ ชุดนอนที่สวมอยู่ทั้งชุดล้วนเป็นของเขา


“อ่ะ นี่ครับ ผมซื้อมาไว้ให้แล้ว” เขายื่นแปรงสีฟันสีฟ้าใหม่เอี่ยมส่งให้ คนรับยิ้มกว้างก่อนเข้าไปจัดการธุระส่วนตัวจนเสร็จ ออกมาอีกทีก็แปลงโฉมเป็นคุณชายเรียบร้อย


“หิวแล้ว มีไรกินบ้างอ่ะ” ออกมาก็ถามหาของกินดูไม่เหมือนคนมาขอนอนพักบ้านคนอื่นเลยสักนิด  เขากวาดตามองคนตรงหน้าที่เดินมาชะโงกหน้าอยู่แถวๆห้องครัว เชิ้ตรัดรูปสีเข้มที่ทัตพลสวมอยู่นั้นมันฟิตดีจริง ๆ เขาแปลกใจว่าคนใส่ไม่รู้สึกอึดอัดบ้างหรือไงนะ  


ภูวดลวางกาแฟร้อนหอมฉุยลงให้  “ผมไม่รู้ว่าคุณใส่น้ำตาลหรือใส่ครีมไหม เติมเองนะครับ”


“น้ำตาลซองเดียวไม่ใส่ครีม จำไว้ด้วยก็ดีต่อไปจะได้ไม่ต้องถามอีก”


ทัตพลตอบสบาย ๆ ขยับเนคไทเล็กน้อยพลางยกแก้วขึ้นจิบ เลื่อนหนังสือพิมพ์มาไล่ดูพาดหัวข่าวของวัน ขณะที่ภูวดลคิ้วเริ่มกระตุกเหล่ตามองคนพูด


...ทำไมต้องให้จำไว้ด้วย?? ทำอย่างกับจะมากินบ่อย ๆ งั้นแหละ...


“เดี๋ยวผมจะออกไปตลาดหน่อย ถ้าคุณจะกลับก็......


“ฉันไปด้วยสิ ซีจะไปซื้อกับข้าวใช่ไหมเดี๋ยวฉันไปช่วยถือ”


เขารีบแทรกขึ้น ซดกาแฟรวดเร็วจบ ไม่รอฟังคำตอบจากอีกคนว่าจะอนุญาตหรือไม่ เดินออกไปสูบบุหรี่รออยู่ที่หน้าบ้าน ภูวดลยิ่งงงหนักเข้าไปใหญ่ไหนเมื่อคืนเขาบอกว่าตอนเช้าจะรีบกลับ แต่นี่จวนจะเจ็ดโมงอยู่แล้วเขายังไม่มีทีท่าว่าจะกลับเลยสักนิด แล้วที่สำคัญแต่งตัวรูปหล่อมาดผู้ดีขนาดนี้จะไปเดินตลาดสดช่วยเขาถือของ??


“แค่ก..แค่ก..แน่ใจนะครับว่าจะไปด้วย มันร้อนนะ” ภูวดลไอโขลกนิดหน่อย ทัตพลรีบทิ้งก้นบุหรี่ลงทันทีเขาใช้ปลายเท้าที่สวมรองเท้าหัวแหลมมันแผล็บบี้มัน


“โทษทีเธอแพ้รึเปล่า?”


“ไม่เป็นไรครับ ว่าแต่คุณจะไปด้วยแน่เหรอมันร้อนจริง ๆนะ”


“เอากุญแจมาสิ เดี๋ยวฉันขับให้ หรือจะไปรถฉัน” เขายื่นมือออกไปขอกุญแจรถจากอีกคนแทนคำตอบ ภูวดลมองหน้าเขาชั่งใจอยู่ครู่หนึ่งแต่ก็ยอมส่งกุญแจรถให้  แน่นอนว่ารถคันเล็กสะดวกกว่าเป็นไหน ๆ 


ไม่นานนักรถญี่ปุ่นคันเล็กสีขาวสะอาดก็มาจอดลงที่ตลาดสด กว่าจะหาที่จอดได้ทัตพลต้องวนถึงสามรอบ


“ทีหลังไปซุปเปอร์ดีกว่านะ ไม่ต้องยุ่งยากเรื่องที่จอดรถ อาหารสดผักสดอะไรก็มีเหมือนกันนี่ เธอจะได้ไม่ลำบากไง”


“ที่นี่แหละครับดีแล้ว ผมมาตั้งแต่เด็กไม่เห็นรู้สึกว่าลำบากอะไร คุณจะรออยู่บนรถก็ได้ ไม่ต้องตามลงไปหรอก”


“หึ ไม่เอาอ่ะ ฉันมีของที่อยากกิน จะได้บอกให้เธอซื้อไปทำด้วย” เขาว่าอย่างเอาแต่ใจไม่สนคนเดินข้างกันสักนิด ว่าจะเต็มใจทำให้ทานหรือเปล่า


ทัตพลชี้เอาโน่นเอานี่ จนภูวดลมองแล้วมองอีก ทั้งนี้ไม่เกี่ยวกับเรื่องเงินทองเพราะเขาแย่งจ่ายก่อนเสียทุกครั้ง  ผู้คนในตลาดต่างมองเขาเป็นตาเดียวทั้งบุคลิกรูปร่างและการแต่งตัว เขาดูเหมือนนายแบบหนุ่มรูปหล่อไม่มีผิดเพี้ยน ไม่น่าจะพลัดหลงมาเดินตลาดสดต๊อกต๋อยแบบนี้ได้ นี่ถ้าไม่บอกว่าเขามีลูกที่โตเป็นหนุ่มแล้ว คงไม่มีใครเชื่อ  ทั้งท่าทางนิสัยใจคอดูเหมือนเด็กหนุ่มคนอายุยี่สิบกว่าๆเท่านั้น


“ร้อนนน  ไม่ไหวแล้ว ฉันไปอาบน้ำอีกสักรอบดีไหมนี่ ทำไมที่นี่ไม่ติดแอร์ล่ะมันร้อนมากเลยนะซี” 


พอกลับมาถึงบ้านเขาก็บ่นนั่นนี่ รีบเอาหน้าไปจ่อพัดลมอย่างกับเด็ก ๆ ภูวดลนึกไปถึงวาริทันทีร้อนเมื่อไหร่ทำแบบนี้ตลอด  เขามองดูคุณชายเจ้าปัญหาอีกครั้ง นึกสมน้ำหน้านิดๆมีอย่างที่ไหนใส่เชิ้ตแขนยาวฟิตเปรี๊ยะแถมผูกไทด์จนปิดคอหอยไหนจะแสลคฟิตๆนั่นอีก


ภูวดลแอบขำในใจ


“ซี ไอ้นี่น่ะ อย่าเพิ่งทำนะ เดี๋ยวฉันจะกลับมากินตอนเย็น”


เขาลุกขึ้นมาจู้จี้อีกครั้ง ชี้ๆบอก ภูวดลที่กำลังรื้อถุงอาหารสดผักสดออกมาถึงกับชะงัก  “ค..คุณจะมาอีกหรือครับ”


“มาสิ อุตส่าห์ซื้อมาตั้งเยอะ ติดใจกับข้าวฝีมือซีแล้ว ไม่รบกวนมากหรอกใช่ไหม” 


เขาจ้องภูวดลเหมือนรอฟังคำตอบ แต่อีกฝ่ายดันเลี่ยงก้มหน้าก้มตาล้างผัก พยายามบอกตัวเองว่าต้องเข้าใจ เขาคงเหงาเพราะมีปัญหาครอบครัวคงจะอยากได้เพื่อนสักคนไว้เป็นที่ระบายที่ปรึกษา


“มา ฉันล้างให้ ซีไปทำอย่างอื่นเถอะ” เขายกนาฬิกาข้อมือขึ้นดู เมื่อเห็นว่ายังไม่สายมากจึงอาสาช่วย แย่งผักมาล้างต่อ


“คุณไม่ไปทำงานหรือครับ เดี๋ยวจะสายนะ” ภูวดลกะไล่ทางอ้อม


“ยังไม่ได้กินอะไรเลย จะไปได้ยังไง ใจร้ายจังนะกะไล่ฉันทางอ้อมรึเปล่าเนี่ย” เขาพูดดักคอ ทำหน้าเจ้าเล่ห์รู้ทัน


“ป..เปล่าครับ ผมแค่ถามดูเห็นคุณดูนาฬิกากลัวว่าคุณจะเข้างานสาย” ภูวดลแก้ตัวอึกอัก ทั้งที่ความจริงอยากไล่เขาใจจะขาด


“ฉันล้อเล่นน่า ทำหน้าจริงจังตลอดเลยนะ อายุเพิ่งจะสามสิบสามแต่ดูทำหน้าเข้าสิ เหมือนคนจะสี่สิบแล้ว”


“ใครจะไปหน้าอ่อนอย่างคุณกันล่ะครับ” ภูวดลรีบสวน เขาค่อนข้างแสลงใจไม่ชอบให้ใครแซวเรื่องอายุ ตั้งแต่เด็กเขามักจะโดนต่อว่า ว่าชอบทำตัวแก่กว่าวัยอยู่เสมอ ทั้งที่หน้าตาก็ไม่ได้แก่อะไร


“ครับๆโทษทีนะ ไม่โกรธพี่ทัตใช่ไหม” 


ทัตพลใช้น้ำเสียงทุ้มนุ่มเปลี่ยนสรรพนามตัวเองเรียบร้อย  ก้มลงมองคนที่ยืนล้างผักใกล้ ๆ ภูวดลหันไปถึงกับสะดุ้งรีบก้าวถอยหลังไม่รู้ตัว ทัตพลหัวเราะร่ามีความสุขที่แกล้งอีกฝ่ายได้


วันนั้นทัตพลกลับมาอีกทีตอนเย็น เขาทานข้าวร่วมกับภูวดล เล่าเรื่องโน่นนี่ให้ฟัง ทั้งระบายปัญหาที่ทำงานและแผนงานคร่าว ๆ เรื่องรีสอร์ท  เสร็จแล้วจึงปลีกตัวช่วยรดน้ำต้นไม้ขณะที่ภูวดลล้างจาน  พอค่ำก็มานั่งดูอีกคนวาดรูป  จนกระทั่งดึกๆจึงกลับไปพักที่คอนโดส่วนตัว



********************************
(สั้นๆ^^)

S.W.A.T - D (หน่วยสืบคดีโหด) *Yaoi * ตอนที่ 22(พิเศษ)


# 22(ตอนพิเศษ)    ภารกิจด่วน ที่เรือนจำพิเศษเขาสามหมอก กาญจนบุรี 



ช่วงสายของวันอาทิตย์ที่ 31 ธันวาคม  วันสิ้นปี

ปัง!!  ปัง!!    เสียงรถแทรคเตอร์ที่ใช้งานภายในเรือนจำถูกนักโทษชายแดนหกจำนวน 4 คนปล้นแล้วขับชนกำแพงหนาของคุกใกล้ตัวตึกที่กำลังก่อสร้าง 

เสียงนกหวีดยาวแสบแก้วหูจากผู้คุมสามคนวิ่งหน้าตั้งพยายามเข้าชาร์จ แต่โดนสกัดจากเหล่านักโทษที่กำลังเก็บกวาดทำความสะอาดลานอเนกประสงค์ดักทางไว้

ในที่สุดสองผู้คุมโดน 4 นช. จับเป็นตัวประกันโดยใช้มีดและเหล็กแหลมเป็นอาวุธ พร้อมทั้งปลดอาวุธปืนของผู้คุมทั้งสองออกมาเป็นอาวุธเพื่อใช้ต่อสู้

………………………………………………………………………………


“นายครับ ฮอพร้อมแล้ว”

เสียงรีบร้อนจากจ่าโจ เลขาส่วนตัวของฟ็อกซ์พ่นออกมาจากใบหน้าเคร่งเครียด  หลังจากมีโทรศัพท์ขอความช่วยเหลือด่วนจากหน่วยกลางสู่ S.W.A.T-D  ฟ็อกซ์เรียกประชุมด่วนสำหรับเจ้าหน้าที่สายดำตามลำดับตัวอักษร (เคน/ฟ็อกซ์/คอร์น/เดฟและซาโต้)

แต่งานนี้พิเศษ หัวหน้าหนุ่มตัดสินใจให้คริสเข้าประชุมด้วย และน่าจะเป็นงานสายดำครั้งแรกของเขา

คอร์น(พิสูจน์หลักฐานสายดำ)รับหน้าที่นักบินที่ 2 รอพรรคพวกที่เหลืออยู่บนเครื่อง  เจ้าหน้าที่ทั้งห้าต่างมุ่งสู่ชั้นดาดฟ้าของตึกบัญชาการฯ  ซึ่งเป็นลานจอดเฮลิคอปเตอร์ส่วนตัวของหน่วย ฟอกซ์เข้าประจำที่นั่งตำแหน่งนักบินที่ 1 

S.W.A.T-D  ทุกนายต่างก้าวเท้าทยอยขึ้นเฮลิคอปเตอร์ลำเขียว ซาโต้ คริส เดฟ และเคนยะกระโดดขึ้นปิดท้าย เมื่อประตูฮอปิดลง แมลงปอลำโตคาดป้าย S.W.A.T-D ตัวเบ้อเริ่มก็โบยบินขึ้นสู่น่านฟ้าทะยานมุ่งสู่ทิศตะวันตกเรือนจำพิเศษเขาสามหมอก จังหวัดกาญจนบุรี


‘........ล่าสุดนาย XXX  XXXX  ผบ.เรือนจำพิเศษเขาสามหมอกได้ชี้แจงว่า ขณะนี้กำลังเร่งประสานงานตำรวจชุดปราบจราจลร่วมกับเจ้าหน้าที่เรือนจำกว่าร้อยนายเข้าควบคุมสถานการณ์ทั้งในและนอกเรือนจำแล้ว อย่างไรก็ตามยังคงยืนยันว่าเรือนจำพิเศษเขาสามหมอกเป็นเรือนจำที่มีความมั่นคงสูงมีกำแพงและระบบความปลอดภัยแน่นหนา ที่สำคัญมีระบบตัดสัญญาณโทรศัพท์มือถือ..........’


เสียงรายงานข่าวด่วนตามติดสถานกาณ์ฉุกเฉินยังดังผ่านวิทยุสื่อสารอยู่ตลอดแม้จะอยู่บนฮอ  คริสตินนั่งสงบสติอารมณ์คิดถึงเรื่องภายในที่ประชุมเมื่อสักครู่

“งานคราวนี้มึงอาจไม่เคยทำมาก่อน แต่ให้จำไว้ว่า นี่คืองานที่แท้จริงของหน่วยเรา  คริสมึงทำได้!” น้ำเสียงเด็ดขาดของฟ็อกซ์ยังก้องอยู่ในหูเขาตลอด  ขณะที่เคนยะจัดแจงโยนเสื้อสีดำของหน่วยปราบจลาจลให้แต่ละคนเพื่อสวมใส่เมื่อเครื่องไต่เพดานบินได้ในระดับที่พอสมควรแล้ว

“มีเวลาไม่มากนัก เปลี่ยนชุดซะ”

อุ๊ก!!  คริสรับชุดไว้ที่ตักอย่างจุก ๆ ชุดที่ทั้งหนักทั้งหนา ‘มันจะป้องกันอะไรดีขนาดนั้น’  ชายหนุ่มพิจารณาชุดที่ตนเองถือไว้พร้อมมองพรรคพวกที่เหลือกำลังเร่งสวมใส่ด้วยความรีบร้อน เขาเองก็ลุกขึ้นสวมบ้างแต่ไม่ค่อยถนัดนัก ซาโต้ที่สวมเสร็จก่อนจึงมาช่วยติดโน่นดึงนี่ให้อีกแรง

“ชุดกันกระสุนน่ะ หนักหน่อยนะครับ ” ชายหนุ่มชกลงที่ท้องคริสตินผ่านชุดสีดำกันกระสุนหนัก ๆ 1 ที

“เจ็บนะเว้ย มึงเล่นไรเนี่ย” คริสตินหัวเราะเบา ๆ แล้วตบลงที่พุงตัวเองบ้างทดสอบความหนักเบาของแรง พร้อมแกล้งชกพุงซาโต้กลับไปด้วย

“เจ็บ ?? นี่แสดงว่าหมัดผมหนักกว่าลูกกระสุนอีกนะเนี่ย”  ในเวลาแบบนี้ยังจะมาหยอก

“เล่นไม่ดูเวลานะมึง” คริสตินถลึงตาใส่

“ก็อยากหยอกนี่ครับ” 

สองคนหยอกล้อกันไปมาเบา ๆ ไม่ได้สนใจใครเลย เดฟที่นั่งอยู่ข้าง ๆ ได้แต่ส่ายหัว จนกระทั่งฟ็อกซ์เดินข้ามมาจากด้านหน้าเพื่อเปลี่ยนชุด ทั้งซาโต้และคริสจึงได้หยุดปากลงแล้วซาโต้จึงเดินข้ามไปเพื่อทำหน้าที่นักบินที่ 1 แทน 

เดฟถึงกับพ่นลมหายใจยาวที่สองคนแยกกันซะได้เพราะจะได้เงียบเสียงคุยไปซะที

“มีนักโทษชาย 4 คน แหกคุกจับผู้คุมสองคนเป็นตัวประกัน ภารกิจคราวนี้คือ ‘จับตาย’ แต่ตัวประกันต้องรอด รายงานล่าสุดที่แจ้งเข้ามาคือมันขู่ฆ่าตัวประกันจนสามารถออกไปนอกบริเวณเรือนจำได้แล้ว และเนื่องจากสภาพภูมิประเทศส่วนที่เราจะต้องตามหาเป็นป่าทั้งหมด เพราะงั้นเราจะแบ่งทีมเป็นออกเป็น 3 ทีม”

ฟ็อกซ์เริ่มบรรยายแบ่งภารกิจขณะที่เคนยะจัดแจงสวมชุดให้เขาไปด้วย  เฮลิคอร์ปเตอร์เริ่มลดระดับลง ซาโต้กดสวิทเพื่อเปิดประตูฮอร์ด้านข้างออกทำให้มองเห็นสภาพภูมิประเทศด้านล่างได้ชัดเจนยิ่งขึ้น ขณะนี้พวกเขากำลังเข้าสู่เขตจังหวัดกาญจนบุรีแล้ว แม่น้ำแควสายใหญ่ทอดตัวเป็นแนวยาวอยู่กลางหุบเขาทั้งสองฟาก คริสตินที่นั่งติดประตูที่สุดถึงกับใจสั่นขึ้นมาเล็ก ๆ  นี่เป็นภารกิจพิเศษครั้งแรกของเขาเพราะฟ็อกซ์เชื่อใจ  เขาจะต้องทำให้ดีที่สุด ชายหนุ่มหลับตาพยายามระงับความตื่นเต้นทั้งหลายไว้ เดฟที่เขยิบไปนั่งแทนที่ซาโต้จึงสังเกตเห็นอาการของคริสได้อย่างชัดเจน

เขาเหล่ตามอง

“อ่อนวะ” สบถเบา ๆ 

“อะไร” คริสที่หัวกระเซาะกระเซิงจากแรงลมหันมาถามทันควัน แต่เจอแค่อาการยักไหล่แล้วเมินหน้าเป็นคำตอบให้ 

แค่นั้นก็ทำให้คริสรู้สึกขัดใจแทบคลั่งแล้ว  เหอะ!

“เคนยะจะจับคู่กับซาโต้ค้นหาทางฝั่งทิศตะวันออก ส่วนเดฟจะจับคู่กับคริสค้นหาทางฝั่งทิศตะวันตก คอร์นติดต่อกับส่วนกลางแล้วกลับมาลาดตะเวนบนอากาศ  ส่วนผมจะดูแลฝั่งใต้และส่วนกลางที่เหลือทุกพื้นที่”

ซาโต้ที่นั่งอยู่ที่นั่งนักบินรีบหันมาทันทีที่ได้ยินประกาศจับคู่ เขารู้สึกผิดคาดเล็กน้อย “ฟ็อกซ์!” ชายหนุ่มท้วงขึ้น แต่ฟ็อกซ์หาได้สนใจไม่เขายังคงอธิบายเรื่องงานต่อไป

เช่นเดียวกันกับคริสตินพอได้ทราบว่าตนเองต้องจับคู่กับเดฟเขาแทบกลืนน้ำลายไม่ลง นั่งทำหน้าย่นแล้วฟังหัวหน้าบรรยายต่อไป ขณะที่ฝ่ายเดฟเองยิ่งแล้วใหญ่เมินหน้าออกไปชมวิวทิวทัศน์ด้านล่างทันทีแบบเซ็ง ๆ

แต่เอ๊ะ! ฟ็อกซ์ไปคนเดียวงั้นเหรอ

“ผมต้องการให้ภารกิจของเราจบภายในวันนี้  มีคำสั่งวิสามัญฯลงมาจากเบื้องบนไม่งั้นคงไม่ใช้งานพวกเรา  อีกสิบนาทีเครื่องจะลงจอดส่งพวกคุณทุกคน เราจะใช้วิธีโรยตัวลงไปและคอร์นจะเข้าไปติดต่อที่ส่วนกลางเมื่อภารกิจจบสิ้นให้จุดพลุเป็นสัญญาณเรียกมา คอร์นจะไปรับท่านถึงที่”

“ใครไม่พอใจจุดไหนและมีคำถาม!” ฟ็อกซ์ตะโกนด้วยเสียงโหด ๆ ปลุกใจลูกน้องให้หึกเหิม

“ฟ็อกซ์  ให้ผมไปกับคริส ผมจะพาเขาไปเองคริสยังไม่เคยทำอะไรแบบนี้” ซาโต้เดินข้ามจากด้านหน้ามาสบทบและสวนออกมาอย่างดัง

“งานนี้ค่อนข้างอันตรายเบื้องบนแจ้งมาว่าพวกมันแยกออกเป็นสองกลุ่ม นักโทษมีอาวุธและจับตัวประกันไว้เราไม่รู้ว่าด้านนอกจะมีพรรคพวกมันอีกไหมเพราะงั้นซาโต้มึงต้องไปกับเคนยะก่อนที่เคนจะยิงแม้กระทั่งตัวประกันทิ้ง! มึงเป็นคนเดียวที่จะปรามเคนได้ เข้าใจรึยัง!”

คริสตินเหลือบมองไปที่พี่ชายที่ยังนั่งหน้านิ่งไม่ได้รู้สึกอะไรกับคำพูดของฟ็อกซ์เลยสักนิด ฟ็อกซ์ย่อมรู้ดีว่าเมื่อเคนยะเข้าสู่โหมดงานชายหนุ่มไม่แคร์ใด ๆ หน้าไหนทั้งนั้นเมื่อมีคำสั่งให้ฆ่าหนุ่มหน้าหวานคนนี้ฆ่าเรียบด้วยสีหน้าที่ยังตรึงไว้ด้วยรอยยิ้ม  มีแต่ซาโต้เพียงคนเดียวที่กล้าขวางลำปืนของเคนยะด้วยด้ามกระบอกปืนเช่นเดียวกัน มีแต่ซาโต้เท่านั้นที่กล้าชกหน้าเคนยะเพื่อเรียกสติ

อย่าได้พูดถึงเจ้าเดฟนั่น เห็นท่าทีเย็นชาแข็งกระด้างแบบนั้นแต่จิตใจอ่อนโยนจนถึงที่สุดถ้าไม่ใช่เป้าหมายที่ต้องฆ่าแล้วล่ะก็เป็นตายยังไงเดฟก็ต้องช่วยให้ได้ มีภารกิจหนึ่งที่เดฟเกือบโดนไฟครอกตายเพราะเข้าไปช่วยเหลือลูกสุนัขเพียงตัวเดียวมาแล้ว 

ส่วนเขายิ่งแล้วใหญ่จะให้ชกเคนน่ะหรือ แม้แต่ทำให้เจ็บนิดเดียวเขายังไม่กล้า 

คิดไปคิดมาสมเหตุผลที่สุดแล้วที่จะให้เจ้าซาโต้ไป

“เดฟกับคริส พวกนายสองคนลงไปก่อน  เขาแห่งนี้โดนตัดสัญญาณโทรศัพท์รวมทั้งอุปกรณ์ติดต่อทุกประเภท ถ้าเจอเหตุการณ์เร่งด่วนให้ใช้พลุเรียกหน่วยลาดตระเวนบนอากาศเท่านั้นจำไว้”

เคนยะเริ่มโยนเป้และปืนไรเฟิ่ลแจกให้แต่ละคนตามลำดับ

“เอาล่ะ ถึงพิกัดแล้ว”

เดฟหันไปมองหน้าคริสแล้วลุกขึ้นเดินไปที่หน้าประตูฮอ เขากระชากเชือกพร้อมตะขอโรยตัวออกมาเตรียมพร้อม

“มานี่!”

คริสตินลุกและเดินเข้าไปหาเมื่อเห็นหนุ่มหน้าเถื่อนพยักหน้าเรียกแล้วถือตะขอเตรียมรอ  เดฟคล้องเชือกให้คริสด้วยความแม่นยำรวดเร็วและแน่นหนา ขณะที่ตัวเองก็สวมใส่เสร็จเรียบร้อยด้วยความเร็วเช่นกัน

เครื่องลดระดับลงต่ำจนถึงที่สุดแล้ว ประตูฮอเปิดกว้างออกเต็มที่ คริสกับเดฟยืนโต้ลมหนาวอยู่สองฝั่งซ้ายขวาของประตู ซาโต้เดินไปตรวจสอบตะขอของทั้งคู่เพื่อดูความแน่นหนาอีกครั้ง

เคนยะจึงเดินเข้าไปใกล้น้องชาย

“พี่จะรออยู่ที่จุดนัดพบ ออกมาให้ได้ล่ะ!” เขาตบแรง ๆลงที่บ่า เรียกกำลังใจของคริสตินได้เป็นอย่างดี ขณะที่มือหนาของเดฟคว้าเอาท่อนแขนของคริสไว้แน่นเตรียมพร้อมที่จะกระโดดลงไปด้วยกัน

“พร้อมแล้วครับหัวหน้า” เดฟตะโกนโต้ลม  สองคนพร้อมแล้วที่จะโรยตัวลงไป ซาโต้จึงโน้มตัวไปตะโกนบอกคริสใกล้ ๆ

“ออกมาให้ได้นะครับคริส  ผมจะรอบอกเรื่องสำคัญ!” 

สิ้นสุดคำพูดของซาโต้ เดฟก็กอดเอาเอวคริสตินโรยตัวลงมาอย่างเร็ว สภาพภูมิประเทศแถบนี้เป็นป่าทึบทั้งหมด คริสเห็นน้ำตกอยู่ไม่ไกลจากจุดที่พวกเขากำลังโรยตัวลงมาไม่มากนัก เดฟโหนตัวมาบังและโอบกระชับลำตัวคริสแน่นขึ้นไปอีกเมื่อจู่ ๆ ลมหนาวพัดโกรกมาอย่างแรง เขาใช้แผงอกแกร่งปิดบังกระแสลมเย็นยะเยือกจากใบพัดคอร์ปเตอร์ให้กับคริสจนคริสเองไม่ได้รู้สึกเลยว่าตนเองต้องต้านกับแรงลมมากมายแค่ไหน

เมื่อความยาวเชือกหมดลง เดฟจึงพยักหน้าให้สัญญาณ  เขาทั้งคู่ปล่อยตะขอออกพร้อมกันแล้วกระโดดลงสู่เบื้องล่าง สองคนเสียหลักเล็กน้อย แต่ก็ลงสู่พื้นดินด้วยความปลอดภัย

เฮลิคอร์ปเตอร์ลำโตกำลังเคลื่อนตัวขึ้น คริสตินมองเห็นซาโต้ป้องปากตะโกนอะไรไม่รู้ลงมาพร้อมยกนิ้วโป้งชูให้อยู่ไกล ๆ ก่อนที่ภาพนั้นจะหายไปจนลับตา

คริสยกนาฬิกาข้อมือขึ้นดูจุดประสงค์คือเข็มทิศระบุตำแหน่งของพวกเขาขณะที่เดฟเดินเข้าไปที่ต้นไม้ใหญ่ใกล้ ๆ แล้วใช้มีดพกทำสัญลักษณ์ไว้

“ตามมา!  แล้วอย่ามาขัดแข้งขัดขาล่ะ” ลงมาถึงก็กัดเลย

คริสตินถูจมูกทำหน้าย่นก้าวเดินตามไปพร้อมในมือก็กระชับไรเฟิ่ลด้ามยาวที่สะพายไว้ด้วย   อากาศในนี้ค่อนข้างเย็นถึงแม้จะเป็นยามบ่ายแต่ต้นไม้ใหญ่ของป่าทึบแห่งนี้บดบังแสงอาทิตย์ร้อน ๆ ไว้จนหมด

เดินกันมาได้สักระยะ

“นี่!” คริสหยุดเท้าแล้วเรียกคนด้านหน้า

เดฟยังเดินต่อไม่สนใจ

“นี่!” คริสเรียกดัง ๆ อีกครั้ง

“อย่าเสียงดัง  มีอะไร?”  คราวนี่เดฟหยุด แล้วหันกลับมาดุคนด้านหลังที่อยู่ห่างกันเกือบสิบเมตร

“แล้วเราจะเดินไปถึงไหนกันล่ะ  เดินมาตั้งหลายชั่วโมงแล้วเนี่ย”  เขาเดินเข้ามาหาเดฟใกล้ ๆ จุดประสงค์แท้จริงคืออยากหาเพื่อนคุยมากกว่า

ป่าทึบ ๆ เงียบ ๆ แบบนี้ดูไปแล้วก็น่ากลัวอยู่เหมือนกัน

“เดินไปเรื่อย ๆ ใช้สัญชาตญาณจนกว่าจะเจอเบาะแส  ตามมาแล้วกันอย่าพูดมาก” เดฟเริ่มออกเดินอีกครั้ง

“ก็แล้วเบาะแสที่ว่าน่ะ มันคืออะไรล่ะ ผมจะได้ช่วยหา” คริสตินเองก็รีบจ้ำอ้าวตามขึ้นมาให้ทัน

ถามไปแล้วถึงนึกขึ้นมาได้ เบาะแสก็คือร่องรอยของคนร้ายยังไงเล่า คริสเอ้ย ไปถามให้ไอ้เจ้านี่มันหัวเราะเยาะทำไมนะ

พอคิดได้จึงแกล้งเมินหน้าหนีทำท่าชมนกชมไม้ไปเรื่อย

“นี่นายเข้ามาเป็นตำรวจได้ยังไงเนี่ย อ้อลืมไป เด็กเส้นนี่นะ เส้นใหญ่ซะด้วย” เดฟตั้งใจเน้นคำว่าเด็กเส้นเต็มที่

“นายว่าใคร” 

“เปล๊า!” เดฟตอบเสียงสูง กระชับปืนในมือแล้วเดินหน้าต่อไป ปล่อยให้คนด้านหลังกัดฟันกรอด ๆ

แต่แล้ว จู่ ๆ คริสตินก็เดินตัดหน้านำเขาขึ้นไปจนไกลโข   เดฟได้แต่ส่ายหน้าขำกับความเอาแต่ใจของอีกฝ่าย

“นี่!  ทางนี้ต่างหาก ไม่รู้ทางแล้วยังจะเดินนำ บ้ารึเปล่านายน่ะ”  กัดไปอีกหนึ่งที เล่นเอาคริสที่หน้าง้ำอยู่แล้วมู่ทู่ลงอีกเป็นสองเท่า

“นายว่าใครบ้า” คราวนี้ถึงขนาดทิ้งปืนที่จับแล้ววิ่งเข้าไปหาเดฟใกล้ ๆ

“เหรอ??  เมื่อกี้ผมพูดเหรอ จำไม่เห็นได้” 
หนอย ~  ตัวเองพูดเองทำลืม เนียนนักนะ คริสทั้งบ่นทั้งด่าอยู่ในใจจนเหนื่อย

ทั้งเหนื่อยกายที่จะต้องเดินทางไกล ทั้งเหนื่อยอกเหนื่อยใจที่จะต้องต่อปากต่อคำกับคนบางคน ในขณะที่อีกฝ่ายทั้งยิ้มทั้งหัวเราะทำตัวเหมือนมีความสุขที่ได้แกล้งเขาซะงั้น

“เราจะเดินลัดเลาะไปทางริมน้ำ แกะรอยทางนี้จะง่ายกว่ามาก หวังว่าพวกนั้นคงใช้แม่น้ำเป็นตัวนำทางนะ”  เดฟเริ่มเลี้ยวตัดแนวป่าออกไปอีกทางเสียงน้ำดังซ่าซ่ามาแต่ไกล คริสตินเห็นอย่างนั้นยิ่งดูตื่นเต้นเข้าไปอีก เขารีบวิ่งเข้าหาที่มาของเสียงทันที
ไม่นานนักเขาสองคนก็มาถึงริมแม่น้ำแคบ ๆ แต่เชี่ยวกราดสายหนึ่ง มีน้ำตกเล็ก ๆ อยู่ไม่ไกลจากตรงนี้นัก เดฟรีบเข้าไปดึงตัวคริสแล้วพาไปหลบที่หลังโขดหินใหญ่

“ชู่ว  ผมได้ยินเสียงคน”  เขากระซิบ  คริสตินรีบกระชับปืนยาวในมือทันที สอดส่ายสายตาหาเป้าหมายแต่ยังไม่เห็นอะไรหรือใครแม้แต่น้อย

“ไม่มีนี่” หันกลับมาบอก

“นายยิงปืนแม่นใช่ไหม” เดฟถามจ้องตา

“ไม่รู้สิ แต่ใคร ๆ เขาก็ว่ากันอย่างนั้น”

คนถามพยักหน้ารับรู้  พวกเขารอกันอยู่สักพัก   เดฟเริ่มมองซ้ายมองขวาแล้วแหงนขึ้นไปมองด้านบน แสงอาทิตย์เริ่มอัสดงแล้ว ลำแสงที่ลอดผ่านแนวป่าเข้ามาเริ่มจะน้อยลงเต็มที

“รออยู่นี่แล้วคอยสังเกตวิถีกระสุน ผมว่ามันเงียบเกินไปต้องมีอะไรบางอย่างแน่ ๆ” เขาเริ่มเบี่ยงตัวจะก้าวออกจากซอกหิน

“เดี๋ยว” คริสตินดึงชายหนุ่มไว้ “แล้วนายจะไปไหน”

“ผมจะเป็นตัวล่อให้เอง สังเกตดี ๆ ว่ากระสุนออกมาจากจุดไหนอย่าเพิ่งยิงนะ บางทีอาจมีตัวประกันอยู่ด้วย”

“แต่ว่า...”

“ตามนี้แหละ จะค่ำแล้วภารกิจยังได้ไม่ถึงครึ่งเลย หรืออยากจะนอนในป่า” จบคำพูดเดฟก็ก้าวขาออกไปทันทีคริสตินเองก็ตั้งหลักกระชับปืนจนแน่น เขาเห็นเดฟเดินออกไปที่ริมน้ำชายหนุ่มเดินช้า ๆ ไปเรื่อย ๆ ไม่ยอมทิ้งห่างจากจุดของคริสให้มากนัก

ปัง!!

เสียงปืนดังสนั่น เสียงนกบินแตกออกจากต้นไม้ดังพรึ่บพรั่บ ๆ ไปทั่ว เดฟรีบหมอบตัวนอนลงแนบ
พื้น
ปัง!!

นัดที่สองตามมาติด ๆ เล็งคนที่นอนหมอบอยู่เต็ม ๆ จากหลังต้นไม้ฝั่งตรงข้ามของแม่น้ำ

และก่อนที่นัดต่อไปจะตามมาซ้ำ 

ปัง!!   ถึงคราวคริสตินปล่อยกระสุนตรงของตัวเองพุ่งเข้าใส่คนยิงอย่างแม่นยำ

ปลายกระบอกปืนจากหลังต้นไม้ใหญ่ฝั่งตรงข้ามร่วงตกลงที่พื้นพร้อมชายในชุดนักโทษสีน้ำตาลเข้มล้มกองลงทันที คริสรีบวิ่งออกมาจากหลังซอกหินกำลังจะเข้าไปดูเดฟที่นอนหมอบอยู่

ด้วยความไม่รอบคอบของเขา โดยลืมไปว่า นักโทษที่หนีออกมาไม่ได้มีแค่คนเดียว

“หยุดอยู่ตรงนั้น!”  เสียงตะคอกดังมาจากอีกฝั่งของแม่น้ำที่ไม่กว้างมากนัก จู่ ๆ กระแสลมแรงก็พัดผ่านมาพร้อมกลิ่นไอฝน

ชายในชุดนักโทษอีกคนใช้มีดจี้ล็อคคอตัวประกัน ส่วนมืออีกข้างชี้ปืนเล็งมาที่เดฟซึ่งนอนหมอบอยู่ก่อนแล้ว 

เดฟไม่ขยับตัวเลย  เขาต้องโดนยิงที่ไหนสักแห่งแน่นอน คริสตินชะงักหยุดยืนอยู่ไม่ไกลกันนัก

แม่น้ำไหลเชี่ยวรุนแรง กิ่งไม้ไหวเอนตามแรงลม กลิ่นฝนลอยมากระทบปลายจมูก คริสตินจ้องที่ตัวประกัน  สีหน้าผู้คุมวัยกลางคนอ่อนละโหยลงอย่างเห็นได้ชัด ตามลำคอและใบหน้ามีรอยเลือดเลอะเทอะไปหมด

เดฟที่นอนหมอบอยู่เพราะโดนยิงกำลังคิดไปว่าช่างโชคดีชะมัด! พวกเขาเจอนักโทษสองคนแถมยังมีตัวประกันโผล่มาอีกหนึ่ง ในขณะที่เขาโดนยิงเช่นนี้ คริสตินเองก็ไม่มีประสบการณ์อะไรเลย

“วางปืนลง ถอดชุดออกผูกไว้กับเป้ แล้วโยนเป้ของมึงข้ามมา!!” เสียงเหี้ยมร้องสั่งอย่างดัง

“เร็วเข้า ไม่งั้นกูได้ปาดคอไอ้แก่นี่ตายห่าแน่!”

คริสจำใจถอดชุดกันกระสุนของตนเองออกออก เขาเดินเข้าไปใกล้แม่น้ำแล้วโยนเป้พร้อมชุดที่ผูกติดไว้ข้ามไปให้ 

มันใช้ขาเขี่ยเป้เข้ามาใกล้ตัวเอง จู่ ๆ ก็เตะเป้ทั้งใบตกลงในแม่น้ำเชี่ยว คริสตินถึงกับงง

ทำไมมันทำอย่างนั้น

“เอาล่ะ คราวนี้ไปถอดชุด ถอดเป้ของเพื่อนมึงออกมา ทำเหมือนเดิมแล้วโยนข้ามมาให้กู!!” เสียงร้องสั่งจากนักโทษชายตะคอกมาอีกระรอก 

คริสตินได้แต่ยืนมองเป้ใบใหญ่ของตัวองลอยตามกระแสน้ำไปอย่างเร็ว

“เร็ว!! ไม่งั้นกูปาดคอไอ้นี่จริง”  นักโทษชายส่งเสียงเกรี้ยวกราด มันคงหวังให้พวกเขาทั้งสองคนปลดเครื่องป้องกันออกทั้งหมด

เลวจริง!!  คริสตินเดินเข้าไปใกล้เดฟ เขาพลิกตัวชายหนุ่มให้นอนหงายพร้อมลงมือถอดเสื้อกันกระสุนของเดฟออก ขณะสายตากวาดหารอยแผลจากการถูกยิง

แต่หาเท่าไหร่ก็ไม่เจอ คริสจึงจ้องตาเป็นเชิงถาม แต่คำตอบที่ได้มีแต่รอยยิ้มมุมปากของคนที่นอนหรี่ตามองเขาด้วยสายตาเจ้าเล่ห์อยู่เท่านั้น

เดฟไม่ได้โดนยิง!  นี่เขาโดนหลอกหรือนี่

“เร็วเข้า! ห้ามพวกมึงคุยกัน ไม่งั้นกูฆ่าไอ้แก่นี้แน่” เสียงตะโกนเกรี้ยวกราดยังดังข้ามมาไม่หยุด คริสตินจึงรีบผูกเสื้อกันกระสุนของเดฟเข้ากับเป้ด้วยความโมโห แล้วเหวี่ยงข้ามไปอย่างแรงจนกระแทกเข้ากับใบหน้านักโทษชายคนนั้นอย่างจัง

“เฮ้ย!”

เดฟเห็นโอกาสมาถึงเขาพลิกตัวแล้วคว้าปืนพกเล็กที่เสียบอยู่กับรองเท้ายิงเข้าไปหนึ่งที เฉียดมือมันไปนิดเดียว   

ปัง!!

“มึงจะเล่นกับกูใช่ไหม” 
นช. คำราม  มีดคม ๆ กดลงที่คอของตัวประกันผู้อ่อนแรงจนเลือดเริ่มไหลทะลักออกมาอีกครั้ง  แต่แล้วจู่ ๆ ผู้คุมที่ถูกจับเป็นตัวประกันก็ทรุดลงกับพื้น นักโทษคนนั้นหน้าหรา  สารวัตรหนุ่มมองเห็นโอกาสชั่วพริบตา 

ปัง!!  หัวกระสุนเจาะตัดขั้วหัวใจ  นักโทษชายทรุดกองลงทันที

“เดฟ!  ตัวประกัน”  คริสตินร้องเสียงหลง แข่งกับฝนที่เริ่มเทกระหน่ำซัดลงมาแล้ว เขาวิ่งหน้าตั้งจะลุยน้ำข้ามไป เดฟรีบเข้าไปดึงแขนไว้

“ไปไม่ได้!  น้ำเชี่ยวมาก” 

“แต่ว่าตัวประกัน.... เราต้องช่วย”
คริสไม่สนใจอะไรอีกแล้วเขาสลัดแขนได้วิ่งหน้าตั้งลงแม่น้ำทันที เดฟก้มลงเก็บปืนขึ้นมาสะพายไว้แล้วตะลุยตามกันลงไป

กระแสน้ำกำลังเชี่ยวกราก  ห่าฝนที่เทกระหน่ำซัดลงมาแรงเป็นเท่าตัว

คริสตินลื่นล้มลงแล้วขณะที่เดฟรีบเข้าไปคว้าตัวเขาเอาไว้จากกระแสน้ำ สองคนตะเกียกตะกายให้ถึงฝั่งเร็วที่สุด ท้องฟ้ามืดลงไปมากทั้งเสียงฟ้าร้องคำราม  มือหนาจับท่อนแขนคริสไว้แน่น โขดหินคมบาดท่อนแขนขาวจนเลือดไหลเป็นทาง แต่คริสตินไม่ใส่ใจแม้สักนิด ไม่มีอะไรสำคัญไปกว่าชีวิตของคนที่พวกเขากำลังจะเข้าไปช่วยเหลืออีกแล้ว เดฟมองเลือดที่ไหลจากแขนของคนที่เขาจับกับสีหน้ามุ่งมั่นที่เหมือนเคนยะไม่มีผิด ขณะที่ทั้งคู่ลื่นลงไปเป็นครั้งที่สอง  ขาแกร่งมิอาจต้านทานกระแสน้ำได้ประกอบกับฝนที่เทกระหน่ำลงมาห่าใหญ่ รอบข้างมืดมิดไปหมดสายฟ้าแลบลงมาอีกครั้ง คริสตินมองเห็นฝั่งอยู่แค่เอื้อมแต่กลับโดนกระแสน้ำพัดพาไปเรื่อย

แต่แล้วจู่ ๆ คริสตินก็คลายมือออกจากเขา

“คริส!!  อย่าปล่อยนะ” เดฟตะโกนแข่งฝนเมื่อเห็นคริสตินอยู่ ๆ ก็หน้าซีดปากสั่น อ่อนแรงลงอย่างเห็นได้ชัด

มันผิดปกติ

สายตาคริสจับอยู่ที่ศพนักโทษบนฝั่ง ตามแสงของสายฟ้าที่ฟาดลงมาเป็นระยะ ๆ 

คริสเป็นโรคกลัวศพอยู่แล้ว แต่เดฟไม่รู้!

“คริส!!”  เดฟตะโกนอีกครั้งพร้อมพยายามเข้ามาโอบเอาตัวคนที่กำลังเริ่มขาดสติ “คริส!!  คริสครับ!!”   เขาเขย่าตัวอีกฝ่ายอย่างแรงพร้อมตบแก้มเรียกสติ ขณะที่พยายามลากคริสตินขึ้นฝั่งให้ได้

“คริส!!”

.
.
.

เมื่อรู้สึกตัวอีกทีเขาก็นั่งอยู่หลังโขดหินใหญ่ของอีกฝั่งเรียบร้อย ฝนยังตกอยู่ไม่หยุด รอบข้างที่มืดสนิททำให้เขาเหมือนคนพิการยังไงบอกไม่ถูก แขนและขาเจ็บปวดระบมไปหมด

แล้วเดฟล่ะ??

เมื่อนึกได้ดังนั้นคริสเริ่มหันซ้านหันขวา เขามองไม่เห็นเพราะความมืด มีแค่ลำแสงจากสายฟ้าที่ผ่าเป็นระยะเท่านั้น ชายหนุ่มยกนาฬิกาข้อมือขึ้นดู ใช้แสงไฟสีเขียวจากตัวเรือนนำสายตา  4 ทุ่มกว่าแล้ว รอบข้างไม่เห็นใคร

เดฟไปไหน??

จุดนี้ห่างจากจุดที่พวกเขายิงตอบโต้กับคนร้ายมากพอสมควรแน่ เพราะหินก้อนใหญ่ที่เขานั่งพิงอยู่นั้น ดูแล้วไม่คุ้นเอาเสียเลย

“เดฟ!!”  คริสตะโกนเรียกแข่งฝนพร้อมลุกขึ้นยืน  แต่เข่าเขาทรุดลงในทันที ความเจ็บปวดจากแผลที่หัวเข่าแล่นขึ้นสู่สมอง “โอ๊ย
ย..”

“เดฟ!!” 

เดฟหายไปไหน เขาพยายามลุกขึ้นมาอีกครั้งแล้วลากขาเดินออกไปด้วยความเจ็บปวด มือสัมผัสได้ถึงความเหนียว น่าจะมีเลือดไหลออกมาด้วย 

“เดฟ!!”  ยังไม่มีเสียงตอบอีก

“เดฟ!! นายอยู่ไหนน่ะ” น้ำเสียงเขาเริ่มอ่อนแรงพร้อมขาอ่อนลงเพราะรอยแผล ชายหนุ่มทรุดลงนั่งกลางทางมืด ๆ

“เดฟ....”  นายยังปลอดภัยอยู่รึเปล่า ไม่มีแม้แต่เสียงที่จะเรียกแล้ว

อุปกรณ์ขอความช่วยเหลือฉุกเฉินทุกอย่างอยู่ในกระเป๋าเป้ และมันหายไปจนหมดสิ้น  อีกทั้งเสื้อที่เขาสวมอยู่ตอนนี้ก็เป็นเพียงเสื้อเชิ๊ตบาง ๆ เท่านั้น เดฟเองก็มาหายตัวไปอีกคน คริสตินนั่งถอดใจท่ามกลางสายฝนและความมืด มือขาว ๆ มีแต่รอยแผลเต็มไปหมด ไม่รู้น้ำฝนหรือน้ำตาที่ไหลอาบสองแก้ม

เสียงฟ้าร้องคำรามดังมาเป็นระยะ เขาเห็นลำแสงเล็ก ๆ จากสายฟ้าผ่าลงที่ไหนสักแห่งใกล้ ๆ คริสตินตัดสินใจพยายามตะเกียกตะกายลากขาที่บาดเจ็บ เดินไปในทางที่คุ้นตา

ศพนักโทษในชุดสีน้ำตาลสองคนนอนเรียงกันอยู่เบื้องหน้า  ข้าง ๆ กันมีผู้คุมที่ถูกจับเป็นตัวประกันนอนอยู่ด้วยซึ่งคาดว่าน่าจะเสียชีวิตไปแล้ว

คริสผงะ!!

เขาใช้มือลูบหน้าไล่สายน้ำฝนที่เทลงมาไม่หยุด เข่าทรุดกองลงกับพื้นอีกครั้งเนื้อตัวขาวเริ่มสั่นเทาขึ้นมาในความมืด

เขาฆ่าคน!  ใช่ เมื่อกี้เขายิงนักโทษชายคนหนึ่งจนล้มกองลงไป

เขากลัว

กลัวมาก

เริ่มไม่ได้ยินเสียงจากรอบข้างอีกแล้ว

แม้แต่แสงสีดำในความมืดก็จะมองไม่เห็นแล้วด้วย

จู่ ๆ ก็มีมือมาดึงตัวเขาเข้าไปกอดไว้ น้ำตาที่ไหลร่วงลงมาพร้อมกับสายฝน คริสร้องไห้โฮออกมาทันทีที่จำได้ว่ากลิ่นของคนที่กอดเขาไว้ในตอนนี้คือใคร

“ เดฟ ”   คริสงึมงำแผ่วเบาคล้ายคนเพ้อ

มือแกร่งกดหัวคริสตินไว้ในอ้อมกอดจนแน่น เดฟพยายามพาคริสที่เดินไม่ถนัดเพราะเจ็บที่ขามานั่งลงที่ด้านหลังหินก้อนใหญ่อีกครั้ง

“เดินออกมาทำไม” เขาถอดเสื้อตัวเองออกมาแล้วบิดให้แห้งที่สุด ใช้มันเช็ดหัวให้คริสติน เพราะเห็นว่าอีกฝ่ายตัวสั่นมาก  คิดว่าคงเกิดจากความหนาวอีกทั้งความกลัว

“ผมออกไปจัดการเรื่องศพแล้วก็ดูตัวประกันด้วย พวกเขาเสียชีวิตหมดแล้ว” ก้อนหินขนาดใหญ่พอจะบดบังฝนได้นิดหน่อย โชคดีที่ฝนเริ่มจะซาลงบ้างแล้ว แต่คริสยังนั่งตัวสั่น ปากเล็ก ๆ ของเขาเม้มกัดไว้จนแน่น เดฟใช้แสงไฟจากนาฬิกาของตัวเองส่องดูหัวเข่าที่บาดเจ็บของอีกฝ่าย

“ ใส่ยาก่อนนะ โชคดีที่ของในเป้ผมยังไม่เสียหาย”  เดฟล้วงยาออกมาจากกระเป๋าที่เขาเก็บมาด้วยเมื่อสักครู่ เทราดแผลให้คริส เสียงโอดโอยเบา ๆ จากผู้หมวดหนุ่มทำเอาเขาถึงกับขำ

“จะตลกอะไรล่ะ” ไม่ต้องมองเห็นก็รู้ว่าตอนนี้คนพูดคงหน้างอง้ำอยู่เป็นแน่แท้

“เปล่าสักหน่อย  เพี้ยง! หายเจ็บแล้วพรุ่งนี้วิ่งได้สบายเลย”  ยังมาทำปลอบใจเหมือนเป็นเด็ก

เสียงฟ้าร้องคำรามมาอีกครั้ง คริสสะดุ้งจนเผลอเกาะไหล่แล้วเบียดคนข้าง ๆ ไว้แน่น ฝนเริ่มซาลงมากแล้วจนเกือบจะหยุด  จริงสินะภารกิจที่ฟ็อกซ์สั่งไว้ว่าต้องปิดให้ได้ภายในวันนี้ มันเสร็จสิ้นแล้วก็จริง แต่พวกเขาก็ยังไม่สามารถติดต่อกับพรรคพวกข้างนอกได้เลย

แล้วป่านนี้พี่เคนกับซาโต้จะเป็นยังไงบ้าง ฟ็อกซ์เองก็ด้วย ภารกิจจะสะสางเสร็จเรียบร้อยหรือยัง คริสตินเริ่มคิดไปเรื่อยเปื่อย

โดยเฉพาะเจ้าซาโต้ ป่านนี้จะนอนกลางป่ากลางฝนกับพี่เคนเหมือนเขารึเปล่า

“ชอบมันเหรอ?” จู่ ๆ เดฟก็ถามขึ้น แผงอกแกร่งเปลือยเปล่ากระเพื่อมลมหายใจเบา ๆ ชายหนุ่มเสยผมแล้วเอนหลังพิงต้นไม้ใหญ่หลังโขดหินนั่น

ถ้าบุหรี่ไม่เปียกคงได้จุดขึ้นแล้วเป็นแน่แท้

“หือ??”

“เจ้าซาโต้น่ะ ชอบมันเหรอ?”

“.........” คริสตินเริ่มทำหน้าไม่ถูก ยังคงอ้ำอึ้งกับคำถาม

“ดูออกง่ายจังนะ”

“........” 

“นายน่ะ ดูออกได้ง่าย ๆ เลย ชอบใครหรือไม่ชอบใคร คิดถึงใคร เป็นห่วงใคร”

“แล้ว...มันแปลกรึเปล่า??” คงจะจริงสินะที่ซาโต้เคยบอกไว้ว่าเดฟมีสัญชาตญาณดี  ไม่นึกว่าจะดีกระทั่งเรื่องแบบนี้ก็ด้วย 

“ธรรมดานี่ ผมเองก็ชอบผู้ชาย”

“เรื่องนั้น.....ผม  ก็พอรู้มาบ้าง”

“แล้วกลัวรึเปล่า”

“.........”  คริสหันไปจ้องหน้าเดฟแม้จะมองไม่ค่อยเห็นนัก เขาห่อไหล่ถูมือประทังความหนาว ปากเล็กเริ่มสั่นขึ้นนิด ๆ ฝนสาดเข้ามาไม่ถึงก็จริงแต่เดฟที่ตัวแห้งแล้วเพราะถอดเสื้อออกกับเขาที่ตัวยังเปียกโชกอยู่เพราะสวมเสื้อไว้

ความรู้สึกจะต่างกันไหมนะ

“อยู่กับผมสองคนแบบนี้  กลัวไหม?”

“......ไม่นี่ ” 

คริสตินส่ายหน้าแล้วตอบออกมาเบา ๆ หนาวมากเหลือเกิน สายตาทอดออกไปด้านนอก ลำแสงเล็ก ๆ จากสายฟ้าแลบส่องผ่านลงมา สายตาสะดุดลงที่สามศพนอนเรียงกันอยู่พอดี เขารีบดึงสายตากลับมา

เนื้อตัวขาวเริ่มสั่นขึ้นมาเสียดื้อ ๆ

“ถ้าไม่กลัวก็ถอดเสื้อออกซะ  ตัวเปียกแบบนี้เดี๋ยวเป็นไข้เอาง่าย ๆ”

“ฮัดชิ่ว!” ว่ายังไม่ทันขาดคำ  คริสถูจมูกโด่งไปมาเบา ๆ

“ผมไม่อยากต้องไปแก้ตัวกับทั้งเคนยะทั้งเจ้าซาโต้หรอกนะ” คำพูดยังไม่ทันจบ เขาก็เริ่มคลำหากระดุมเสื้อเม็ดแรกของคริสแล้ว

เมื่อเชิ้ตตัวบางของคริสตินถูกปลดลง มือใหญ่สัมผัสได้ถึงความเนียนนุ่มของผิวคนตรงข้าม เสียงฟ้าร้องยังคำรามไม่หยุด ลำแสงเล็ก ๆ ลอดผ่านลงมาเป็นระยะ ๆ เขาจับไหล่บางของคริสตินไว้ใบหน้าคมเหมือนถูกดึงดูดให้โน้มเข้าหาอีกฝ่ายโดยที่เขาเองไม่รู้ตัวเลยด้วยซ้ำ สองมือหนาเลื่อนขึ้นมาประคองสองแก้มนิ่มของคริสไว้

“ เดฟ ? ”

เสียงเรียกแผ่วเบาจากคนที่คงมองไม่เห็นการกระทำของเขา 

“….จูบได้ไหม” 

เสียงแหบพร่าที่ฟังดูแล้วอยู่ใกล้เสียเหลือเกิน  คริสตินรีบตะปบสองมือของเขาเข้ากับฝ่ามือใหญ่ที่กอบกุมใบหน้าเขาไว้

สายฟ้าแลบกับเสียงฟ้าร้องคำรามมาอีกระรอก  เผยให้เห็นว่าใบหน้าคมนั้นอยู่ใกล้ชิดเขามากเพียงใด ลมหายใจอุ่นร้อนของเดฟส่งผ่านมาถึงปลายจมูกรั้น คริสรีบขืนใบหน้าน่ารักไว้ในทันที

“ เดฟ ”   เรียกพร้อมส่ายหน้าเบา ๆ ให้อีกฝ่ายรู้ว่า ‘ทำไมได้’

เดฟจึงปล่อยมือออก แล้วเปลี่ยนมาบีบจมูกเขาแทน

“…55555  แค่ลองใจหรอกน่า คิดว่าผมจะทำจริงหรือไง  หน้าอย่างนายใครจะไปจูบลงกันเล่า” ใบหน้าคมแสร้งมองดูนั่นดูนี่พลางแหงนมองไปบนท้องฟ้ามืด

“นั่นสินะ  นายคงไม่ทำแบบนั้นแน่ ๆ ”  ทั้งหนาวทั้งมืด ถึงแม้จะถอดเสื้อที่เปียกออกแล้วแต่เขาก็ไม่ได้ใส่อะไรอยู่ดี

“ชอบมันซะขนาดนี้ ทำไมไม่บอกออกไปเสียล่ะ”

“.........”

“ระวังนะ  เจ้าซาโต้มันจะท้อจนถอยไปซะก่อน อย่าลืมว่าซาโต้ไม่ใช่เกย์แบบผม ผู้หญิงรอต่อคิวมันให้เพียบ” เดฟปรับอารมณ์ตัวเองให้เข้าที่พร้อมเฉไฉเปลี่ยนเรื่อง

“...... ก็.... อะไร ๆ มันก็ไม่แน่นอนใช่ไหมล่ะ อีกอย่างซาโต้เองเขาก็มีหมอเจด้าอยู่แล้วเรื่องนี้เขาก็รู้กันทั้งตึก แล้วจะให้ผมพูดออกไปได้ยังไง” คริสหยิบเชิ้ตตัวบางของตัวเองมาบิดน้ำออกจนแห้ง แล้วผึ่งวางไว้ใกล้ ๆ ตัว ไม่รู้ทำไมเขาถึงเปิดใจพูดเรื่องแบบนี้กับคนตรงหน้าได้

“ยังเจ็บแผลอยู่ไหม”

“อือ  นิดหน่อย”

“หึหึ ตัวสั่นหมดแล้วนายน่ะ ง่วงรึยัง นอนสิ”

“ไม่เป็นไร นายนอนเถอะเดี๋ยวผมเฝ้ายามให้เอง” คริสตินลูบหัวไหล่เปลือยเปล่าของตัวเองสำรวจแผลจากหินบาดที่รู้สึกเจ็บจี๊ดขึ้นมา

“เฮ้อ  แปลกคนจริง เสียงแหบซะขนาดนี้แล้ว” มือแกร่งดึงเอาคริสตินไปซบลงที่หน้าอกของตนเอง

“อาจจะไม่อุ่นเหมือนอกเจ้าซาโต้ แต่ก็นอนได้ใช่ไหมล่ะ มาสิ” 

แผงอกอุ่น ๆ ของเดฟไม่อุ่นเท่าของซาโต้ก็จริง แต่อาการสั่นของคริสก็ลดลงจนเห็นได้ชัด  เขาตัดสินใจหลับตาลงแน่น ปล่อยให้ทุกสิ่งทุกอย่างจมไปในความมืด 

“เราช่วยตัวประกันไม่ได้ เขาตายแล้ว” เสียงพึมพำแผ่วเบาดังขึ้นจากคนในอ้อมกอด

“ครับ.....เราทำดีที่สุดแล้ว นอนเถอะนะ”  มือใหญ่กดหน้าผากเนียนเข้าชิดสู่อ้อมอก  ขณะที่ดวงตาคมมองทอดออกไปในความมืด  เมฆสีดำค่อยเคลื่อนตัวออกจากจันทร์ดวงโตแล้ว สายลมอ่อน ๆ พัดโชยหอบความเย็นทะลุพาดผ่านผิวกาย

อ้อมกอดที่เปลือยเปล่าโอบกระชับไหล่บางเนียนให้แน่นขึ้นไปอีก

เสียงหรีดหริ่งเรไรยามค่ำคืนดังแทรกขึ้นแทนเสียงฝน

เดฟฮึมฮัมเพลงเบา ๆ ในลำคอ ทำลายความเงียบเหงา

ฟังดูแล้วโรแมนติกพิลึกเลย


.......จะขอยืนอยู่ตรงนี้ ตราบที่ฉันหายใจ
จะขอยืนอยู่ตรงนี้ ดูแลเธอเรื่อยไป
ไม่ให้เธอมีน้ำตา ไม่ว่าปัญหาเข้ามาเท่าไหร่
จะรักเธออยู่ตรงนี้ ตราบที่ฉันหายใจ
ชีวิตฉันต่อจากนี้ ไม่อาจจะรักใคร
ได้โปรดให้ฉันดูแล จะอยู่ตรงนี้จนวันสุดท้าย……

Tbc.

Tuesday, April 1, 2014

..พี่เลี้ยง..THE DAY' I was your man(Yaoi-drama) บทที่ 23


บทที่23


ท้องถนนที่ทอดยาว แสงจากเสาไฟสีส้มเรียงรายทอดยาวโค้งไปตลอดทั้งแนว คืนนั้นเขาขับรถกลับบ้านทั้งที่ยังอยู่ในอารมณ์ขุ่นมัว คำพูดของทัตพลยังกึกก้องสะท้อนซ้ำไปซ้ำมาอยู่ในห้วงความคิด



“ธารกำลังเข้าใจผิดนะ เรื่องราวมันไม่ได้เกิดขึ้นเพราะความเต็มใจ  ระหว่างพ่อกับทราย....”


“พ่อกับทรายเราโดนวางยา”


“พ่อรู้ว่ามันอาจจะเชื่อยาก แต่พ่อพาทรายเขาไปทำธุระที่พังงา เราค้างที่นั่นกันสองคืนแล้วคืนที่สองมันก็เกิดเรื่องขึ้นมา นี่คือเรื่องจริง ๆ ที่เกิดขึ้นธารจะเชื่อหรือไม่พ่อคงไปห้ามความคิดลูกไม่ได้แต่ขอให้ลูกรู้ไว้ว่าพ่อกับทรายเราไม่ได้คิดอะไรเกินเลยกันแบบนั้น”



เขาสะบัดศีรษะไล่ความคิดฟุ้งซ่านออกไปอีกครั้งตั้งสติกับถนนหนทางข้างหน้า เบนซ์สีขาวคันเดิมจอดรออยู่ไม่นานประตูรั้วแบบอัตโนมัติก็เปิดกว้างรอให้รถหรูขับเคลื่อนเข้าไปจอดตัวลงที่ด้านใน 


“วันนี้ไม่กลับหรือทินกร” เขาเอ่ยถามคนที่วิ่งมารับกุญแจรถ ปกติพอค่ำหน่อยทินกรจะกลับไปค้างที่บ้านกับภรรยา เช้ามืดวันใหม่จึงจะมาทำงานแต่เช้า น้อยครั้งนักที่จะเห็นเขาอยู่ค้างคืนที่นี่


“วันนี้เมียผมเขาไปเที่ยวกาญจนบุรีกับพวกเพื่อนๆน่ะครับ กลับไปก็ไม่รู้จะคุยกับใครอยู่ดีเลยอยู่นอนมันเสียที่นี่เลยดีกว่าเผื่อตอนเช้าคุณธารมีอะไรเรียกใช้”  ทินกรตอบตรงไปตรงมาธาราธารจึงพยักหน้าให้เบา ๆ จากนั้นเขาจึงเดินเข้าไปด้านใน


“ดาว อีกสักครึ่งชั่วโมงให้พี่ทรายเอากาแฟขึ้นไปให้ฉันที่ห้องหนังสือด้วยนะ” เมื่อร่างสูงใหญ่เดินเข้ามาในบ้านเขาเรียกนับดาวมาสั่งความ


“เอ่อ..พี่ทรายนอนแล้วค่ะ เดี๋ยวดาวเอาขึ้นไปให้แทนนะคะของคุณธารกาแฟดำใส่น้ำตาลก้อนเดียว”
ชายหนุ่มยกนาฬิกาข้อมือขึ้นดู  เวลาเพิ่งจะสามทุ่มกว่า ๆ วารินไม่น่าจะนอนเร็วได้ปกติเห็นชอบนั่งคุยเล่นกับนับดาวจนดึกดื่น


“พี่ทรายไม่ค่อยสบายน่ะค่ะ ตัวรุม ๆ ตั้งแต่เช้าดาวไล่ไปพักก็ไม่เชื่อ นี่ก็เพิ่งจะเข้าไปนอนเอง ดาวเลยไม่อยากรบกวน เดี๋ยวดาวชงกาแฟให้คุณธารเองนะคะคุณธารขึ้นไปรอข้างบนเถอะค่ะเดี๋ยวพี่เตตรวจรอบบ้านเสร็จก็คงจะมาปิดบ้านแล้ว”


นับดาวเห็นธาราธารชักสีหน้าสงสัยจึงไขความข้องใจของเขาทั้งหมด ชายหนุ่มชั่งใจนิดหน่อยแต่ก็ไม่ได้ถามอะไรต่อแล้วเขาก็เดินเลี่ยงขึ้นบ้านไป  ทุกวันหลังกลับจากเรียนหากไม่ดึกมากเขาจะเข้าไปทักทายคุณแม่เสมอและวันนี้เขาก็ยังทำเหมือนเดิมเช่นทุกวัน


“คุณแม่หลับไปแล้วหรือครับป้าวัน”


“หลับตั้งแต่สองทุ่มแล้วค่ะ คุณธารเพิ่งกลับมาถึงหรือค่ะทานอะไรมาหรือยัง”ปกติเธอเป็นคนจัดเตรียมเรื่องอาหารการกิน แต่หลังจากต้องมาดูแลภัครจิราก็กลายเป็นนับดาวที่เข้ามาเตรียมเรื่องอาหารแทน


“เรียบร้อยมาแล้วครับ ป้าวันนอนเถอะนะดูแลคุณแม่มาทั้งวันคงจะเหนื่อย” เขาเดินเข้าไปจับมือภัครจิราเบา ๆ กระชับผ้าห่มให้


“ผมกลับมาแล้วนะครับคุณแม่ พักผ่อนให้สบายนะครับ” เขาพูดกับเธอเบา ๆ  ก่อนเดินไปปิดไฟดวงใหญ่แล้วเปิดเป็นไฟหรี่สีส้มอ่อนๆให้แทน



สายน้ำเย็น ๆ จากฝักบัวช่วยชะล้างสิ่งสกปรกจากร่างกายได้ก็จริงแต่ทว่ากลับไม่สามารถสลัดความคิดที่ฝังติดอยู่ในจิตใจคนเราได้เลย เรือนกายสูงใหญ่ยันมือข้างหนึ่งกับผนังกระเบื้องปล่อยให้สายน้ำเย็น ๆ ราดรดตั้งแต่ศีรษะไหลผ่านร่างกายแข็งแรงกำยำผ่านลงมาจนถึงปลายเท้า


เขาสะบัดศีรษะไล่ความเบียกชื้นจากสายน้ำ ใช้ผ้าขนหนูเช็ดผมที่เปียกจนแห้งหมาดเมื่อทำธุระส่วนตัวเรียบร้อยจึงเข้าไปที่ห้องหนังสือ กาแฟดำร้อน ๆ จากนับดาวส่งกลิ่นหอมโชยมาจากโต๊ะทำงาน เขาใช้เวลากับหนังสือตรงหน้าไปได้แค่ครึ่งชั่วโมงเท่านั้น จิตใจดันไม่อยู่กับเนื้อกับตัวคิดถึงเรื่องของวารินขึ้นมาอีก



“พี่ทรายไม่ค่อยสบายน่ะค่ะ ตัวรุม ๆ ตั้งแต่เช้าดาวไล่ไปพักก็ไม่เชื่อ นี่ก็เพิ่งจะเข้าไปนอนเอง ดาวเลยไม่อยากรบกวน”



ไม่รู้อะไรดลใจ..ตอนนี้เขาดันมายืนอยู่ที่หน้าประตูเล็กๆที่เขาเคยเรียกมันว่าห้องคนใช้  มือใหญ่ไขกุญแจเปิดเข้าไปอย่างเบามือและถือวิสาสะ ถึงไฟในห้องจะถูกปิดลงแล้วแต่เขาก็ยังสามารถเห็นคนที่นอนหลับใหลอยู่บนเตียง ธาราธารเดินเข้าไปใกล้ ๆ จ้องมองดวงหน้าที่อ่อนระโหยนั่น วารินดูผอมลงกว่าเดิมนิดหน่อยใบหน้าที่เคยมีแต่แววสดใสร่าเริงอยู่เสมอกลับกลายเป็นใบหน้าที่คล้ายกับคนจมอยู่ในความทุกข์ เขาเลื่อนมือไปขยับผ้าห่มให้ขึ้นมาชิดหน้าอกของคนตัวเล็กเผลอโน้มตัวลงไปหวังเพื่อจะแตะริมฝีปากที่แก้มนิ่มนั่นแต่เขาต้องหยุดชะงักอยู่แค่นั้น ทั้งที่ห่างเพียงไม่ถึงนิ้วด้วยซ้ำ ใบหน้าและดวงตาที่มองคนตัวเล็กด้วยความอบอุ่นนั้นแปรเปลี่ยนเป็นแข็งกร้าวขึ้นทันทีที่นึกไปถึงภาพบาดหัวใจในวีดีโอนั่น เขาค่อยยันตัวขึ้นขณะริมฝีปากเหยียดยิ้มอย่างขมขื่น แววตาที่มองลงไปมีแต่แววตัดพ้อเต็มไปหมด



“พ่อกับทรายเราโดนวางยา”


“ธารกำลังเข้าใจผิดนะ เรื่องราวมันไม่ได้เกิดขึ้นเพราะความเต็มใจ  ระหว่างพ่อกับทราย....”


คำพูดของทัตพลเหมือนแผ่นที่ถูกรีเพลซ้ำแล้วซ้ำเล่าอยู่ในหัวสมองของเขา


ถึงแม้คนทั้งคู่จะถูกวางยาจริง แต่มันก็เปลี่ยนความเป็นจริงไปไม่ได้ ในเมื่อทั้งคุณพ่อของเขาและวารินมีความสัมพันธ์ที่เกินเลยกันไปแล้ว และที่สำคัญที่สุดคือคุณแม่ของเขา ภัครจิราต้องตกอยู่ในสภาพแบบนี้เพราะคนทั้งคู่นั่น


ร่างสูงใหญ่หมุนตัวเดินกลับออกไปทันที นิ้วมือเรียวยาวบดเบียดเข้าหากัน สันกรามได้รูปถูกบดจนนูน นึกโมโหตัวเองที่เดินลงมาทำไมถึงห้องหลังบ้านแบบนี้


...จำเป็นอะไรที่เขาต้องดีกับวาริน...


...จำเป็นอะไรที่ต้องเป็นห่วง..


...ก็แค่ที่ระบาย เวลาเขา ‘อยาก’ ก็แค่นั้น!....



ตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมาธาราธารใช้เวลาหมดไปกับการเรียนตั้งแต่เช้าจรดเย็นแทบทุกวัน บางวันมีสอบกลางคืนและมีเรียนต่อในเช้าวันถัดมา ทำให้เขาไม่สะดวกในการเทียวไปเทียวมาระหว่างที่บ้านและโรงพยาบาลเขาจึงเลือกที่จะค้างที่คอนโดมากกว่า


“สวัสดีค่ะคุณธาร เย็นนี้ก็โทรมาถามอาการคุณผู้หญิงอีกหรือคะ” นับดาวรับโทรศัพท์แล้วแกล้งพูดดักคอ เพราะพักหลังธาราธารไม่ค่อยได้กลับบ้านจะใช้วิธีการโทรมาสอบถามอาการแม่ของเขาทุกๆวันทั้งเช้าทั้งเย็น


“รู้แล้วก็รีบรายงานมาเร็วเข้า”


นับดาวจึงพูดบอกเขาไปตามสภาพที่เห็นตั้งแต่เช้าจนถึงเย็นโดยละเอียดเมื่อไม่มีอะไรที่น่าห่วงก็ถึงเวลาที่เขาจะต้องวางสาย แต่ฉุกใจนึกบางอย่างขึ้นมาได้ ก็เลย...


“พี่ทรายเขาอยู่แถวนั้นหรือเปล่า”


“อยู่ค่ะคุณธารจะคุยด้วยหรือคะเดี๋ยวดาวไปเรียก....


“ไม่ต้องๆ” เขารีบร้องปรามเมื่อได้ยินว่านับดาวทำเสียงตะกุกตะกักเหมือนกำลังจะแฮ้งกิ้งคอล


“อ้าวพี่ทรายเดินมาพอดีเลย คุณธารจะคุยด้วยไหมคะดาวจะเรียกให้” นับดาวกวักมือเรียกวารินให้เดินเข้ามาใกล้ คนตัวเล็กจึงเลิกคิ้วถามอย่างสงสัยว่าใครกันที่อยู่ปลายสาย เด็กสาวจึงทำปากบุ้ยใบ้บอกว่าคุณธาร วารินหน้าเจื่อนลงทันที


“ไม่ต้องอ่ะ ฉันไม่อยากคุยกับเขา เดี๋ยวพรุ่งนี้ฉันจะกลับไปคงจะดึกไม่ต้องรอก็ได้”


เขาพูดไว้แค่นั้นแล้ววางสายตัดไปเลย ทว่าความรู้สึกของคนที่ได้ยินประโยคสุดท้ายพอดีกลับวาบโหวงขึ้นในหัวใจอย่างไรบอกไม่ถูก คนตัวเล็กยกมือขึ้นทาบอกสูดลมหายใจก่อนนับดาวจะเอื้อมมือมาเกาะบ่าเล็กนั้นไว้แกล้งทำท่าตลกๆให้วารินได้หัวเราะแล้วชวนไปรดน้ำต้นไม้ด้วยกัน


ช่วงบ่ายวันถัดมาที่ตึกเรียนของโรงพยาบาลที่ธาราธารเรียนอยู่เขาเดินสวนบัวชมพูตรงทางเดินพอดี


“ธาร”


เธอร้องเรียกขึ้นอย่างยินดี บอกเพื่อนที่เดินมาด้วยกันให้ไปก่อน “ไม่ได้เจอเลย โทรไปก็ไม่รับสาย ธารโกรธบัวเรื่องอะไรหรือเปล่า” เธอดึงแขนเสื้อเขาให้เดินมาในจุดที่คนไม่พลุกพล่านมากนัก


“เปล่านี่ครับ”


“แต่ธารไม่เคยรับสายบัวเลย ไม่เคยโทรหา แล้วก็..ถึงแม้เราจะเจอกันโดยบังเอิญธารก็ไม่เคยทักบัวก่อน” เธอก้มหน้าเพราะตาเริ่มแดง ๆ ระบายทุกอย่างออกมาด้วยความน้อยใจ “ธารน่ะไม่คิดถึงกันแล้ว”


“ไม่เอาน่าบัว เราคุยเรื่องนี้กันแล้วนะบัวบอกเองใช่ไหมว่าเต็มใจและจะไม่มานั่งเสียใจทีหลัง ผมเคยบอกไปแล้วว่าผมยังไม่คิดจะหยุดที่ใครทั้งนั้น วันนั้นบัวก็บอกว่าเข้าใจนี่”


“แต่บัวคิดถึงธาร ‘คิดถึง’ ”เธอย้ำคำว่าคิดถึงให้เขารู้ว่าเธอหมายถึงอะไร “บัวรักธารนะ เรามาคบกันได้ไหม บัวไม่อยากอยู่ในสภาพแบบนี้แล้ว บัวอยากคบกับธารให้เป็นเรื่องเป็นราว อยากยืดอกบอกใคร ๆ ว่าเราเป็นของกันและกันแล้ว” เสียงเธอสั่นเหมือนคนจะร้องไห้ ธาราธารกวาดตามองเธอแบบเต็ม ๆ ตัว เธอใส่เสื้อกาวด์แบบสั้นถือแฟ้มอยู่ในมือ คงเพิ่งผ่านการทำแลปมาเหมือนกัน


“เย็นนี้บัวว่างไหม? กินข้าวกับผมนะ”


เขาพูดสั้น ๆ แค่นั้นแต่บัวชมพูยิ้มแก้มแทบปริ เธอเกาะแขนเขาอย่างยินดีความรู้สึกตื้นตันเอ่อล้นเต็มไปหมดเหมือนรอคอยมานาน ขณะที่ฝ่ายคนชวนยังตีสีหน้านิ่งเฉยไม่เปลี่ยน


...หากเธอรู้ว่าเขากำลังจะสลัดเธอทิ้งเธอจะร้องไห้หนักขนาดไหนกันนะ...


“ทำไมธารเลือกที่นี่”


พอมาถึงห้องอาหารบรรยากาศสุดแสนโรแมนติกภายในโรงแรมหรูมีระดับบัวชมพูก็ยิ้มหน้าบาน “แสดงว่าธารจำได้ใช่ไหมคืนที่เราสองคน....” เธอพูดอย่างเอียงอายหน้าขึ้นสีแดงระเรื่อที่นี่คือห้องอาหารที่เขากับบัวชมพูเคยมาทานข้าวด้วยกันพร้อม ๆ พี่รหัสทั้งสาย


“เปล่า เพราะที่นี่ใกล้บ้านบัวที่สุด”


เพราะเมื่อเขาขอเลิกเธออาจทำใจไม่ได้ เสียใจมากเขาจะได้พาเธอไปส่งในที่ใกล้ๆที่สุดและปลอดภัยนั่นก็คือบ้านของเธอเอง


“ใครบอกวันนี้บัวจะค้างที่บ้าน”


เธอเอียงหน้าเขินอายซบใบหน้าเข้ากับต้นแขนเขา “บัวจะไปค้างห้องธารต่างหาก” ริมฝีปากสีสดซุกไซ้จนแขนเสื้อเชิ้ตติดสีของลิปสติก ยิ่งเธอได้กลิ่นน้ำหอมอ่อนๆที่เขาชอบใช้เธอยิ่งต้องการเขาแทบคลั่ง เธอกัดแขนเขาเล่นเบา ๆ


“ทานหอยเชลล์ราดซอสเปรี้ยวหวานละกันนะ ไม่อ้วนดี”


เมื่อพนักงานเดินมารับออร์เดอร์เขาจึงสั่งให้เธอเสร็จสรรพ  อาหารชั้นเลิศถูกเสิร์ฟพร้อมกับไวน์ขาวชั้นดีมีพนักงานเข้ามารินให้ทั้งเธอและเขา เธอหยิบก้านแก้วไวน์ขึ้นมาระดับสายตาแล้วแกว่งไปมาเบา ๆ เหมือนกำลังให้ท่าเขาอย่างไรอย่างนั้น ธาราธารจึงยกแก้วของตนเองขึ้นเอียงแตะกันพอเป็นมารยาท ทั้งสองคนทานอาหารกันจนเสร็จเรียบร้อย ธาราธารจึงชวนเธอลงไปที่โซนเอาท์ดอร์ของโรงแรมสถานที่ซึ่งเป็นระเบียงสวยยื่นลงไปที่ริมแม่น้ำเจ้าพระยาหญิงชายหลายคู่กำลังเก็บเกี่ยวบรรยากาศแสนโรแมนติก ฝั่งตรงข้ามมองเห็นเจดีย์ประดับไฟสีส้มระยิบระยับสวยงามมาก ก่อนที่ใบหน้าหวานแต้มรอยยิ้มสวยซึ้งจะหันมามองเขาด้วยแววตาที่หวานฉ่ำ


“ขอบคุณมากนะธาร วันนี้บัวมีความสุขมากๆเลย บัวรักธารที่สุด” เธอโผเข้าไปซบเอวเขาไว้แบบไม่อายสายตาใคร ถึงแม้คนจะไม่เยอะแต่พนักงานที่ยืนตามจุดต่าง ๆ ก็มี เขาดึงตัวเธอออกนิดหน่อยใช้สายตาบอกให้เธอรู้ว่ามีใครหลายคนมองอยู่ มันไม่ดีกับตัวเธอเอง


“ช่างสิก็บัวมีความสุขนี่ เรากลับกันเลยไหมไปห้องธารนะ พรุ่งนี้วันเสาร์บัวไม่มีเรียนธารเองก็ไม่มี บัวเช็คมาเรียบร้อยแล้ว”


ธาราธารพลูลมหายใจก่อนจับไหล่บางให้หันมาเผชิญหน้ากับเขาตรง ๆ  


“บัวครับ...ฟังผมให้ดีๆนะ  ผมจะไม่ทำอย่างนั้นกับบัวอีกแล้ว” ดวงตาคมกริบจ้องเข้าไปในแววตาเธอเพื่อบอกให้รู้ว่าสิ่งที่เขากำลังพูดนั้นคือเรื่องจริงๆไม่ใช่พูดเล่น


ดวงตาสวยไหวระริกคล้ายคนกำลังหวาดกลัว


“บัวเก็บสิ่งที่บัวควรถนอม รักษาไว้ให้กับผู้ชายดี ๆ ที่เขารักบัวและบัวก็รักเขาจากใจจริงจะดีกว่านะครับ  คนอย่างผมไม่มีค่าพอสำหรับความรักของบัวหรอก ลืมผมซะนะ”


“...ธาร....”


เธอจ้องเขานิ่ง พึมพำเสียงอ่อนก้าวถอยหลังไม่รู้ตัว มีหยาดหยดน้ำตาที่ไหลตกลงมาบนผิวแก้มสวย เขายกมือขึ้นปาดมันให้เธออย่างเบามือ


“อย่ามาเสียเวลากับคนอย่างผมเลย คนเลว ๆ คนที่ไม่มีคุณค่าพอจะหยุดลงที่ใครสักคนได้”




‘ผมไม่รู้ว่าตัวเองจะทำได้ดีแค่ไหน ผมไม่เคยคบใครจริงจังแต่ผมอยากหยุดอยู่ที่พี่เป็นคนสุดท้าย  ต่อไปไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นขอให้พี่รู้ไว้ว่าคนที่ผมรักคือพี่คนเดียว’



นานมาแล้วที่เขาเคยพูดประโยคนี้กับคนๆหนึ่ง แต่มันจะมีความหมายอะไรในเมื่อ คนๆนั้นขยี้ความรักและความตั้งใจของเขาแหลกเละไม่มีชิ้นดี


“ทำไม!..ทำไมถึงเป็นบัวไม่ได้ ทำไมธารถึงหยุดที่บัวไม่ได้ ทำไมถึงเป็นบัวไม่ได้”


“ไม่ใช่แค่กับบัวหรอก กับทุกคนต่างหาก”


“ไม่จริง! ธารมีคนที่ธารคิดจะหยุดด้วยอยู่แล้วบัวดูก็รู้ เพียงแต่บัวไม่รู้ว่าใครคือคน ๆ นั้น ธารคงไม่รู้ตัวเวลาที่ธารพูดในแววตาของธารส่งผ่านไปถึงใครสักคน...คนที่โชคดีคนนั้น” น้ำตาเธอไหลรินลงมาป็นทางเมื่อพูดถึงใครคนนั้นของเขา คนที่เธอคิดว่าโชคดี


...หากแต่ นั่นไม่ใช่ความโชคดีเลยสักนิด...


“ผมขอโทษ..ทุกอย่าง..ขอให้บัวโชคดีนะครับ”


เมื่อสายลมยามดึกพัดโกรก พาเอาลมหายใจที่เจือไปด้วยความผิดหวังพัดหาย ถึงแม้ว่าเธอจะรักเขามากมายแค่ไหนแต่ในเมื่อเขาตั้งใจปฏิเสธกันถึงขนาดนี้เธอเองก็มีคำว่าศักดิ์ศรีหลงเหลืออยู่ในตัว


“ธารยังเป็นน้องรหัสบัวเหมือนเดิม และธารคือ..คนแรก..บัวไม่มีวันลืม”


เธอพูดแล้วส่งยิ้มบางให้เขาก่อนจะเดินหันหลังเข้าบ้านไป  เขาใช้เวลาขับรถไม่นานก็มาถึงหน้าคฤหาสน์หลังงามที่เขาไม่ได้กลับมาเกือบๆสองสัปดาห์ คิ้วเข้มขมวดเข้าหากันเมื่อเห็นร่างคุ้นตาของใครบางคนก้มๆเงยๆอยู่แถวพุ่มไม้ประดับข้างโขดหินริมสระน้ำหน้าบ้าน


“ทำอะไรอยู่น่ะ” 


เสียงทุ้มที่ดังขึ้นด้านหลังทำเอาวารินถึงกับสะดุ้งโหยง เพราะมัวแต่สนใจกับสัตว์ตัวเล็กๆที่ติดอยู่ที่กิ่งไม้จนไม่ทันได้ยินว่ามีเสียงรถขับเข้ามาจอดด้านใน


“ธาร...นกมัน...”


สองมือเล็กของวารินโอบอุ้มลูกนกตัวน้อยไว้ในอุ้งมือ เขาชูมันให้เด็กหนุ่มดูแล้วทำสีหน้าเหมือนกับจะร้องไห้ ธาราธารเดินเข้ามาหาคนตัวเล็กอย่างเร็ว ใจเขาวูบโหวงไปหมดแค่เห็นวารินทำสีหน้าแบบนั้น เหมือนกับว่าเขาจะลืมเลือนความโกรธแค้นที่มีกับคนตัวเล็กทิ้งไว้ที่ไหนสักแห่ง


“มันคงตกลงมา แต่ยังไม่ตายหรอก หาที่นอนอุ่น ๆ มาไว้ให้มันกันไม่ให้มดแดงมาไต่เดี๋ยวพรุ่งนี้รับรองมันบินปร๋อแน่”


วารินรีบวางมันลงที่รังเล็กๆของมันทันที ร่างเล็กวิ่งเข้าไปในบ้านดึงสำลีมาจากตู้ยาแล้วหยิบผ้าผืนเล็กๆชุบน้ำมาโอบรอบรังของมันไว้อย่างเบามือ ธาราธารมองคนที่วิ่งไปวิ่งมาตกแต่งรังนอนให้กับนกด้วยสายตาที่เขาเองก็อธิบายไม่ถูก


...ทั้งๆที่รักแต่มันก็แสนจะแค้น..ทั้ง ๆ ที่แค้นแต่มันก็สุดแสนจะรัก...


“ดาว! ทำไมยังไม่นอน? มันดึกแล้วไม่ใช่หรือไง”


เขาเฉไฉหัวใจตัวเองตั้งคำถามกับนับดาวที่เดินออกมาพอดี เด็กสาวถึงกับสะดุ้ง ปกติธาราธารเคยถามเรื่องแบบนี้กับเธอที่ไหน นับดาวจึงมองไปที่วารินเพราะคิดว่าคนที่เจ้านายของเธอต้องการจะถามคงจะเป็นวารินมากกว่า


“เอ่อ..ดาวกับพี่ทรายรอเปิดบ้านให้คุณธารน่ะค่ะ” นับดาวจำเป็นต้องตอบเพราะเห็นวารินยังเงียบ


“จำเป็นอะไร นายเตก็อยู่ แยกย้ายกันไปนอนได้แล้วนี่มันจวนจะห้าทุ่มอยู่แล้วยังมาชมนกชมไม้กันอยู่ได้” เขากระแทกเสียงใส่  ใบหน้าคมเข้มแหงนเงยมองท้องฟ้ามืด คืนนี้น้ำค้างค่อนข้างแรงเขาไม่อยากให้คนแถว ๆ นี้ต้องมาเจ็บป่วยตัวร้อนเพราะตากน้ำค้าง เดี๋ยวจะเป็นภาระให้นับดาวต้องดูแลไปอีกคน


“เดี๋ยวก่อน!”


พอเดินกันเข้ามาที่ด้านใน นับดาวกับวารินกำลังจะเดินไปที่ห้องด้านหลัง ธาราธารจึงเรียกขึ้นเขาฉุดแขนเล็กรั้งไม่ให้เดินต่อ


“เดี๋ยวเอากาแฟขึ้นไปให้ผมที่ห้องหนังสือด้วย แล้วรออยู่ที่นั่น มีธุระจะคุย”


วารินพยักหน้ารับคำหลังชั่งใจอยู่ครู่หนึ่ง เขาไม่สามารถปฏิเสธคน ๆ นี้ได้อยู่แล้วถึงไม่เอาขึ้นไปให้ ธาราธารก็ต้องลงมาหาเรื่องเขาที่ห้องอยู่ดี  


ไม่นานนักกาแฟร้อนหอมละมุนก็ถูกเสิร์ฟลงที่โต๊ะที่เต็มไปด้วยกองเอกสารสำคัญต่าง ๆ เด็กหนุ่มขยับแว่นสายตาเล็กน้อยละสายตาจากเอกสารในมือ ไม่รู้เป็นเพราะเขาอาบน้ำเร็วหรือวารินชงกาแฟช้ากันแน่


“นั่งสิ  นั่นปากกา นี่แฟ้มงานของโรงแรมทั้งหมดตั้งแต่วันที่คุณแม่ไม่สบาย อ่านแล้วบรีฟออกมาให้ผมฟัง”


เขาเลื่อนแฟ้มกองใหญ่ส่งไปให้วาริน คนตัวเล็กมองหน้าเขาอย่างแปลกใจไม่เข้าใจทำไมจู่ ๆ วันนี้เรียกมาทำงานช่วย วารินจำใจนั่งลงไปอย่างช่วยไม่ได้


เขาสองคนนั่งทำงานกันไปเงียบ ๆ นานเป็นชั่วโมงโดยไม่มีใครพูดอะไร ดวงตาคมกริบมองคนตัวเล็กที่นั่งก้มหน้าก้มตาอ่านแล้วจด อ่านแล้วจด จะว่าไปเรื่องราวที่เขาได้ฟังมาจากทัตพลพ่อของเขาก็มีส่วนทำให้เขาอ่อนลงกับวารินมาพอสมควร แต่ถึงอย่างนั้นวันนี้ที่เรียกให้มาอ่านรายงานกองโตของทางโรงแรมช่วยจริง ๆ ก็เพราะอยากแกล้ง แต่ที่สำคัญยิ่งกว่านั้นคือเขาไม่ได้เห็นหน้าวารินมาสองอาทิตย์แล้วแม้แต่เสียงก็ยังไม่ได้ยิน


...จะทำอย่างไรได้ในเมื่อหัวใจมันไม่เชื่อฟังเขาเลยจริง ๆ ....


มือเล็กยกขึ้นปิดปากเมื่อหาวหวอดๆออกมาถึงสองสามรอบขณะที่อีกคนยังนั่งนิ่งไม่รู้สึกง่วงเลยสักนิด 


“เดี๋ยวพี่จะสรุปเรื่องงบการเงินคร่าว ๆ ให้ธารฟังก่อน ส่วนงานในแผนกอื่น ๆพี่เขียนสรุปไว้ให้ในนี้แล้วไว้ธารค่อยๆอ่านไปก็แล้วกันนะ”


แล้ววารินก็ค่อยๆบรีฟเรื่องราวของฝ่ายบัญชีการเงินให้ธาราธารฟัง คำว่าคร่าว ๆ ของเขานั้นละเอียดมากพอตัว


“ธารอย่าดูเพียงแค่การรวบรวมตัวเลขทางการเงินอย่างเดียว แต่ธารต้องทำความเข้าใจและตีความให้ได้ว่าตัวเลขแบบไหนที่เป็นตัวชี้ว่าเกิดปัญหาอะไรขึ้นตรงไหน เราจะได้สามารถเข้าไปจัดการแก้ไขได้ทัน”


ธาราธารมองนาฬิกาโบราณเรือนเล็กที่ตั้งอยู่ไม่ไกล เขาปิดแฟ้มลงแล้วถอดแว่นสายตาวางไว้


“วันนี้แค่นี้เถอะ เดี๋ยวผมจะอ่านหนังสือเรียนต่อสักหน่อย พี่ทรายลงไปเลยก็ได้พรุ่งนี้ค่อยมาทำในส่วนที่เหลือต่อ”


นับเป็นครั้งแรกตั้งแต่เกิดเรื่องที่ธาราธารเรียกเขาว่า ‘พี่ทราย’ ด้วยน้ำเสียงคงที่ไม่มีประชดประชัน วารินน้ำตารื้นขึ้นมาทันที  ไม่ได้หวังจะกลับไปดีกันเหมือนเดิมขอแค่อีกฝ่ายอภัยให้กับเขา  เผื่อว่าจะมีโอกาสให้เขาได้เข้าไปดูแลภัครจิราชดเชยความผิดที่ได้ทำบ้างเท่านั้น


“เดี๋ยว!”


ขณะที่วารินกำลังจะเปิดบานประตู ท่อนแขนแข็งแรงเอื้อมมาดึงแขนเล็กของเขาไว้ วารินเซถลาตามแรงดึงเข้าไปอยู่ในอ้อมกอดใหญ่ เขาสอดมือเข้ามาที่ด้านหลังจุมพิตลงที่ต้นคอขาวนั่นเบา ๆ ปลายจมูกโด่งสูดเอากลิ่นหอมเฉพาะตัวของวารินไว้ในลมหายใจทั้งหมดโดยใช้เวลาแค่ไม่กี่วินาทีเท่านั้น วารินรีบหันกลับมามองเขาด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยรอยสั่นไหว


...เขากลัว กลัวความโหดร้ายป่าเถื่อนที่ธาราธารทำกับเขา....


...ทว่าอีกใจ..กลับโหยหาอ้อมกอดจากซาตานร้ายนั่น...


วารินไม่เข้าใจว่าวันนี้เกิดอะไรขึ้นทำไมธาราธารถึงได้แสดงด้านอ่อนโยนกับเขานัก


“รีบลงไปสิ”


เสียงทุ้มเอ่ยขึ้น หันหลังแล้วเดินกลับมานั่งลงที่โต๊ะ ดวงตาคมจดจ้องใบหน้าเล็กของวารินไม่ยอมให้หลุดลอดไปไหน


....สายตาทั้งคู่สบกัน...นานเป็นนาที...


ในที่สุดเป็นเขาเองที่ทนไม่ไหวลุกเดินไปกระชากคนตัวเล็กเข้ามากดจูบลงที่ริมฝีปากสวย สองมือของเขาประคองศีรษะวารินไว้แน่นทั้งเดินทั้งจูบดันตัวอีกคนให้ถอยหลังร่นไปที่โต๊ะหนังสือ จุมพิตที่ดูดดื่มหวานล้ำไม่เหมือนทุกครั้งที่เขาเคยทำ วารินถึงกับกำชายเสื้อเขาไว้แน่น เขาดูดดุนปลายลิ้นเล็กๆดูดแล้วดูดอีกราวกับว่ามันเป็นของเล่นชิ้นเลิศที่เนิ่นนานใช่ว่าใครจะได้ลิ้มลอง เขาสัมผัสจนพอใจจู่ ๆ ผลักคนตัวเล็กออกห่าง  วารินที่หน้าแดงซ่านเงยมองเขาอย่างไม่เข้าใจ


“ชอบไหม? เวลาที่ผมทำดีด้วย”


“..ธาร...” เสียงเล็กพึมพำเรียกอย่างคนไม่เข้าใจในคำถามของเขา


“ผมให้พี่เลือก จะทำให้ผมพอใจ หรือจะให้ผมทำจนพอใจ”


เขาเอ่ยขึ้นอย่างเจ้าเล่ห์ วารินที่หน้าขึ้นสีอยู่แล้วยิ่งหนักเข้าไปใหญ่ ไม่รู้อะไรดลใจวันนี้ธาราธารแปลกไปมากจริง ๆ


“ต...แต่เมื่อกี้ธารจูบไปแล้ว”


“ผมจะนับถึงสาม ถ้าพี่ยังไม่ยอมทำอะไรสักอย่างผมจะถือว่าพี่เลือกอย่างหลัง หนึ่ง....   สอง....  สะ”


ยังไม่ทันได้เอ่ยถึงสาม วารินเดินเข้าไปเกาะบ่าเขาเขย่งปลายเท้าแล้วจูบลงที่แก้มเขาเบา ๆ ทั้งสองข้างอย่างรวดเร็ว


“แค่นี้พอใจรึยัง”


พอหอมเสร็จคนตัวเล็กถอยร่นมายืนชิดผนังห้อง มองดูคนตรงหน้าอย่างกล้า ๆ กลัว ๆ มือใหญ่ยื่นออกไปกวักเรียกให้เดินเข้ามาหาเขาใกล้ ๆ แต่วารินยังไม่ยอมขยับ จนเขาต้องเดินออกมาจากโต๊ะที่พิงอยู่ดึงแขนวารินให้เข้ามาใกล้  ตัวเขานั่งลงที่เก้าอี้


“คิดว่าผมจะพอใจไหม ทำแค่นั้น??” เขามองดวงหน้าเล็กๆของคนที่ยืนอยู่ตรงหน้า


“ต่อไปนี้ ถ้าไม่อยากให้ผมรุนแรงด้วย พี่ต้องเป็นคนทำให้ผมพอใจด้วยตัวของพี่เอง” เขาว่าจบกระชากแขนเล็กให้ล้มลงในอ้อมกอดของเขา ริมฝีปากฉกเข้าจูบที่เรียวปากสวยทันที


“ปีนขึ้นมา”


เขาว่าทั้งที่ยังดูดดุนปลายลิ้นอีกคนอยู่ไม่หยุด วารินขืนตัวไว้แต่ไหนเลยจะสู้แรงเขาได้ เสื้อนอนบาง ๆ ที่สวมอยู่ถูกเขาปลดกระดุมออกไปตอนไหนแทบจะไม่รู้ตัวด้วยซ้ำเขาเลื่อนริมฝีปากลงมาครอบครองเข้าที่ยอดอกสีสวย ลิ้นร้อนๆไล้เลียไปจนถ้วนทั่วเปียกชื้นไปหมดวารินที่ยืนอยู่แทบทรงกายไว้ไม่ได้ทั้งทรมานทั้งวาบหวามไปหมด


“อื้ออ...”  


มือเล็กโอบกอดศีรษะเขาไว้บิดตัวด้วยความเสียวซ่าน  เมื่อรู้สึกตัวอีกทีกางเกงนอนขายาวก็ถูกเขาปลดร่นลงจนถึงปลายเท้า วงแขนแกร่งโอบเอาเอวบอบบางแล้วดึงตัวอีกคนขึ้นมาอยู่บนตักของเขา กางเกงนอนของเขาถูกเลื่อนออกนิดหน่อยพอให้แก่นกายที่ชูชันของได้โผล่พ้นออกมา


“ธาร! อย่า...ไม่เอาพอเถอะ” วารินผลักหน้าอกเขาไว้ ความทรงจำเลวร้ายผุดขึ้นมา วารินทั้งกลัวเขาทั้งอยากให้เขาสัมผัส


“ผมหยุดไม่ได้แล้วล่ะ เสียใจด้วย”


เขาเลื่อนริมฝีปากร้อนขึ้นมาครอบครองที่เรียวปากนุ่มนิ่มอีกครั้งก่อนจะบดเรียวปากหนักหน่วงเร่าร้อนและอ่อนหวาน วารินที่นั่งคร่อมตักเขาอยู่ถูกเขาโอบรัดไว้แนบอกจนแน่น เขาเอื้อมมือเปิดลิ้นชักหยิบเจลเย็นสีใสขึ้นมาป้ายที่ช่องทางด้านหลังของร่างที่เขาโอบอุ้มไว้ เรียวนิ้วร้ายสอดเข้าออกที่ช่องทางรักจนอีกคนต้องบิดแอ่นร่างกายเพราะความรัญจวนเมื่อเขากดเข้าที่ปุ่มกระสันแต่ละทีคนตัวเล็กถึงกับครางฮือลงที่ข้างหู เขาค่อยขยับสอดกายร้อนขึ้นใส่สะโพกกลมกลึงขณะที่คนด้านบนพยายามกดสะโพกตัวเองลงด้วยอีกแรง


“อ๊าา..” ในที่สุดความลึกล้ำที่แนบสนิทยิ่งเติมไฟปรารถนาให้แผดเผารุนแรงขึ้น ธาราธารกระแทกสะโพกสวนขึ้นรัวเร็วไม่มียั้ง


“ฮื้ออ...” วารินครางดังลั่นสะโพกบางสวนเข้าหาอย่างร้อนแรงเช่นกันนั่นทำเอาอีกฝ่ายถึงกับเผลอยิ้มออกมาอย่างพอใจ


“เก่งมาก” เสียงทุ้มเอ่ยชม เขาตวัดวงแขนแกร่งกระชับแนบชิดจนสองร่างไม่เหลือช่องว่างระหว่างกัน วารินครางกระเส่าด้วยความรัญจวน


“เรียกชื่อผม”


“อื้ออ..ไม่ ธาร..พอแล้ว ไม่ไหว” เสียงหวานครางแผ่ว ส่ายหน้าร้องขอทั้งที่ยังโอบรอบคอเขาไว้ ยิ่งเพิ่มความกระสันให้เขาเป็นเท่าตัว


“เรียกใหม่ เรียกชื่อผม” เขาสั่งย้ำ


“..ธาร..” วารินครางกระเส่า


เขายิ้มน้อย ๆ ขณะที่อารมณ์ปรารถนาทะยานขึ้นอย่างรวดเร็วฉุดคร่าสติสัมปชัญญะและความกระดากอายทั้งหมดให้เลือนหายไป ในยามนี้มีแต่ความปรารถนาแรงกล้าที่สองคนมีต่อกันเท่านั้น


“..พี่..ทราย..”


เสียงทุ้มพร่าต่ำคำรามหนักเมื่อร่างกายช่วงล่างของอีกคนบีบรัดจนทำเอาเขาแทบระเบิด ริมฝีปากร้อนเข้าดูดกลืนยอดอกที่ชูชันไล้เลียส่วนที่แข็งเป็นไตรอรับสัมผัสเสน่หาจากเขา สะโพกทั้งสองสอบเข้าหากันกระชั้นถี่และเร่าร้อน เขาละมือข้างหนึ่งออกมารูดรั้งแก่นกายของอีกคนทั้งรัวและเร็ว   กระทั่งช่องทางแสนคับแคบบีบรัดหนักหน่วงรุนแรงเขากระแทกกระทั้นกายตอบรับอย่างไม่มีเหน็ดเหนื่อย วารินครางฮือลั่นห้องก่อนสองร่างจะกระตุกปล่อยธารรักสีขาวเร่าร้อนเข้าใส่กันและกันทุกหยาดหยด


“เก่งนี่ ทำให้ผมพอใจอย่างนี้ให้ได้ตลอดล่ะ” เขาพูดทั้งที่ยังหอบหนักขณะที่อีกคนแทบไม่เหลือเรี่ยวแรงซบอกเขาไว้แน่น


ทว่าพอผ่านไปได้สักครู่เขาจึงเอ่ยถ้อยคำบางอย่างขึ้น  “ลืมเสียให้หมด ใครหน้าไหนที่พี่เคยผ่านมา จดจำแค่ผมคนนี้คนเดียว”


สิ้นคำพูดนั้นวารินละใบหน้าออกจากบ่าแกร่งจ้องมองเขาทันที แววตาเขาเฉยชาราวกับคนไร้ความรู้สึก แตกต่างจากธาราธารคนเมื่อกี้ราวฟ้ากับเหว เขาดันคนตัวเล็กออกเพื่อให้ถอนกายออกได้สะดวก วารินขาล้าและสั่นแทบจะยืนไม่อยู่ขณะที่เขาไม่ได้สนใจ ยื่นแค่กระดาษชำระส่งให้


“เช็ดซะ แล้วลงไปอาบน้ำข้างล่าง ดึกมากแล้ว ผมจะพักผ่อน”


ถ้อยคำเย็นชาพร่างพลูอออกมาจากริมฝีปากได้รูปของเขา   วารินก้มลงหยิบกางเกงขึ้นมาสวม มือเล็กทยอยติดกระดุม ขณะที่น้ำตารินตกในหัวใจนั้นร้าวรานยิ่งกว่าสิ่งไหนๆ มองแผ่นหลังกว้างที่แสนเย็นชายืนนิ่งอยู่แบบนั้น


จะไปหวังอะไรกับอ้อมกอดปลอบประโลม เขาตีค่าราคาแค่ที่ระบายในยาม ‘อยาก’ ก็แค่นั้น


เขามันโง่เข้าใจผิดคิดไปเองว่าอีกคนดีด้วยเพราะว่ารัก เพราะว่าต้องการกันจริง ๆ  นอนทอดกายให้คนตรงหน้าอย่างไร้ยางอายที่สุด และสุดท้ายก็โดนเขาดูถูกกลับมาเหมือนเดิม



....เหมือนทุกๆครั้ง....



ขณะที่ร่างสูงใหญ่หันหลังให้อีกคน มองทอดออกไปที่ระเบียงด้านนอก รอยวูบไหวในดวงตาที่วารินไม่มีวันจะมองเห็น ทั้งที่รู้สึกเวทนาคนตัวเล็กแทบขาดใจ รู้ทั้งรู้ว่าสิ่งที่เขาทำมันแสนจะโหดร้าย ทั้งคำพูดทั้งการกระทำ แต่จะให้ทำดีด้วยด้วยความรู้สึกแสนบริสุทธิ์แบบเก่ามันเป็นไปไม่ได้อีกแล้ว เมื่อความทรงจำมากมายไหลทะลักกลับมาตอกย้ำให้เขาได้เจ็บปวดยิ่งขึ้นไปอีก


Heart, my one weakness
Pretend to be strong but I actually can’t bear it
I need both love and someone to understand
I have to keep them with myself  it’s just only
I don’t want anyone to know that deep down inside how much I love you with all my heart

                                                                                                                                                            (Cr.ที่ไหนสักแห่ง ลืม)

Tbc.